แนวข้อสอบ การวิจัยทางการศึกษา ปรนัย 50 ข้อ
พื้นฐานการวิจัยทางการศึกษา
1. ข้อใดคือความหมายที่ถูกต้องที่สุดของการวิจัยทางการศึกษา
ก. การรวบรวมข้อมูลเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน
ข. กระบวนการแสวงหาความรู้อย่างเป็นระบบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้คำตอบที่เชื่อถือได้ในประเด็นทางการศึกษา
ค. การพัฒนาทฤษฎีใหม่ๆ เกี่ยวกับการศึกษา
ง. การประเมินผลการเรียนการสอนของนักเรียน
2. ข้อใดคือคุณลักษณะของการวิจัยทางการศึกษาที่ดี
ก. มีความเที่ยงตรง เชื่อถือได้ และตรวจสอบได้
ข. ใช้เวลาในการดำเนินการน้อยที่สุด
ค. ใช้งบประมาณต่ำและให้ผลลัพธ์รวดเร็ว
ง. มีความซับซ้อนมากเพื่อแสดงถึงความเชี่ยวชาญของผู้วิจัย
3. การวิจัยที่มุ่งศึกษาความรู้ใหม่โดยไม่คำนึงถึงการนำไปใช้ประโยชน์ในทันที เรียกว่าการวิจัยประเภทใด
ก. การวิจัยประยุกต์ (Applied Research)
ข. การวิจัยพื้นฐาน (Basic Research)
ค. การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research)
ง. การวิจัยและพัฒนา (R&D)
4. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของการวิจัยทางการศึกษา
ก. เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน
ข. เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน
ค. เพื่อสร้างผลงานทางวิชาการสำหรับการขอตำแหน่งเท่านั้น
ง. เพื่อพัฒนาหลักสูตรและนวัตกรรมทางการศึกษา
5. ข้อใดเป็นระเบียบวิธีวิจัยที่เน้นการศึกษาความหมาย ประสบการณ์ และมุมมองของผู้มีส่วนร่วมในการวิจัย
ก. การวิจัยเชิงปริมาณ
ข. การวิจัยเชิงคุณภาพ
ค. การวิจัยเชิงทดลอง
ง. การวิจัยเชิงสำรวจ
การกำหนดปัญหาและการตั้งคำถามวิจัย
6. ข้อใดเป็นแหล่งที่มาของปัญหาการวิจัยทางการศึกษาที่เหมาะสมที่สุด
ก. ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้วิจัยเท่านั้น
ข. นโยบายทางการศึกษาระดับชาติเท่านั้น
ค. เฉพาะผลงานวิจัยที่เคยมีผู้ทำไว้แล้ว
ง. ปัญหาหรือข้อสงสัยที่พบในการปฏิบัติงาน การทบทวนวรรณกรรม และนโยบายการศึกษา
7. คำถามวิจัยที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร
ก. มีความชัดเจน สามารถหาคำตอบได้ด้วยกระบวนการวิจัย และมีความสำคัญต่อวงการศึกษา
ข. มีความซับซ้อนและกว้างขวางเพื่อให้ครอบคลุมประเด็นมากที่สุด
ค. เป็นคำถามทั่วไปที่สามารถตอบได้ด้วยความคิดเห็น
ง. เป็นคำถามที่มีคำตอบอยู่แล้วแต่ต้องการยืนยันเท่านั้น
8. “นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติหรือไม่” ข้อความนี้เป็นการตั้งคำถามวิจัยประเภทใด
ก. คำถามวิจัยเชิงพรรณนา
ข. คำถามวิจัยเชิงสหสัมพันธ์
ค. คำถามวิจัยเชิงเปรียบเทียบ
ง. คำถามวิจัยเชิงทำนาย
9. วัตถุประสงค์การวิจัยที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร
ก. มีความกว้างและครอบคลุมหลายประเด็น
ข. มีความชัดเจน เฉพาะเจาะจง วัดได้ และสอดคล้องกับปัญหาวิจัย
ค. มีจำนวนมากเพื่อแสดงให้เห็นว่างานวิจัยมีขอบข่ายกว้าง
ง. เน้นการพิสูจน์สมมติฐานของผู้วิจัยเป็นหลัก
10. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของการกำหนดสมมติฐานการวิจัยที่ดี
ก. มีความสอดคล้องกับปัญหาการวิจัย
ข. สามารถทดสอบได้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์
ค. กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอย่างชัดเจน
ง. ไม่จำเป็นต้องอ้างอิงทฤษฎีหรือผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การทบทวนวรรณกรรม
11. การทบทวนวรรณกรรมในการวิจัยทางการศึกษามีความสำคัญอย่างไร
ก. เพื่อเพิ่มความยาวของรายงานการวิจัย
ข. เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้วิจัยได้ค้นคว้าข้อมูลมามาก
ค. เพื่อให้ทราบองค์ความรู้ ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่การกำหนดกรอบแนวคิดการวิจัย
ง. เพื่อรวบรวมผลงานวิจัยของนักวิชาการทั้งหมดที่เคยทำไว้
12. แหล่งข้อมูลใดที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดในการทบทวนวรรณกรรม
ก. บทความในวารสารวิชาการที่มีการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-reviewed Journal)
ข. ข้อมูลจากเว็บไซต์ทั่วไป
ค. บทความในนิตยสารทั่วไป
ง. ความคิดเห็นส่วนตัวจากบล็อกออนไลน์
13. การเขียนกรอบแนวคิดการวิจัย (Conceptual Framework) มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
ก. เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้วิจัยมีความรู้มาก
ข. เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของงานวิจัย
ค. เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ศึกษาโดยมีพื้นฐานจากทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ง. เพื่อให้เป็นไปตามรูปแบบการวิจัยที่เป็นมาตรฐาน
14. ข้อใดไม่ใช่แนวทางในการเขียนการทบทวนวรรณกรรมที่ดี
ก. มีการวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ข. จัดหมวดหมู่และเรียบเรียงเนื้อหาอย่างเป็นระบบ
ค. นำเสนอเฉพาะผลการวิจัยที่สนับสนุนสมมติฐานของผู้วิจัยเท่านั้น
ง. มีการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลอย่างถูกต้อง
15. การอ้างอิงในการทบทวนวรรณกรรมมีความสำคัญอย่างไร
ก. เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดลิขสิทธิ์และการคัดลอกผลงาน
ข. เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้ามามาก
ค. เพื่อให้เป็นไปตามรูปแบบการเขียนรายงานการวิจัย
ง. เพื่อแสดงความเคารพต่อเจ้าของผลงานเดิมเท่านั้น
การออกแบบการวิจัย
16. การออกแบบการวิจัยที่ดีควรคำนึงถึงสิ่งใดเป็นสำคัญ
ก. ความสะดวกของผู้วิจัยเป็นหลัก
ข. การใช้งบประมาณน้อยที่สุด
ค. ความสอดคล้องกับปัญหาและวัตถุประสงค์การวิจัย
ง. การใช้เครื่องมือที่ทันสมัยที่สุด
17. การวิจัยเชิงทดลองแบบแท้จริง (True Experimental Design) มีลักษณะสำคัญอย่างไร
ก. มีการสุ่มตัวอย่างและสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน
ข. มีเพียงกลุ่มทดลองกลุ่มเดียวและไม่มีการวัดก่อนการทดลอง
ค. ไม่มีการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนแต่มีการสุ่มตัวอย่าง
ง. มีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
18. การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Design) แตกต่างจากการวิจัยเชิงทดลองแบบแท้จริงอย่างไร
ก. การวิจัยแบบกึ่งทดลองไม่มีกลุ่มควบคุม
ข. การวิจัยแบบกึ่งทดลองไม่มีการจัดกระทำตัวแปรอิสระ
ค. การวิจัยแบบกึ่งทดลองไม่มีการสุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
ง. การวิจัยแบบกึ่งทดลองไม่มีตัวแปรตาม
19. การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) เหมาะสำหรับวัตถุประสงค์การวิจัยในข้อใด
ก. การศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างตัวแปร
ข. การบรรยายลักษณะของประชากรหรือปรากฏการณ์ที่ศึกษา
ค. การทดสอบประสิทธิภาพของวิธีการสอนแบบใหม่
ง. การพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา
20. การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) มีลักษณะสำคัญอย่างไร
ก. เป็นการวิจัยที่มุ่งสร้างทฤษฎีใหม่ทางการศึกษา
ข. เป็นการวิจัยที่ดำเนินการโดยบุคคลภายนอกห้องเรียน
ค. เป็นการวิจัยที่ดำเนินการโดยครูเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนการสอนในชั้นเรียนของตนเอง
ง. เป็นการวิจัยที่ต้องใช้สถิติขั้นสูงในการวิเคราะห์ข้อมูล
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
21. ข้อใดคือความหมายที่ถูกต้องของประชากรในการวิจัย
ก. บุคคลทุกคนในประเทศ
ข. กลุ่มคนที่มีลักษณะตรงตามที่ผู้วิจัยสนใจศึกษาทั้งหมด
ค. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย
ง. ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัย
22. เหตุใดจึงต้องมีการสุ่มตัวอย่างในการวิจัย
ก. เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการเก็บข้อมูลเท่านั้น
ข. เพราะไม่สามารถเก็บข้อมูลจากประชากรได้ทั้งหมด และต้องการได้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากร
ค. เพื่อให้งานวิจัยมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
ง. เพราะเป็นขั้นตอนที่จำเป็นต้องทำในการวิจัยทุกประเภท
23. วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบใดที่ทุกหน่วยในประชากรมีโอกาสถูกเลือกเท่าเทียมกัน
ก. การสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
ข. การสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental Sampling)
ค. การสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling)
ง. การสุ่มแบบโควตา (Quota Sampling)
24. การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางของ Krejcie and Morgan ใช้หลักการใด
ก. ความน่าจะเป็นทางสถิติโดยคำนึงถึงสัดส่วนของประชากรและระดับความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้
ข. การคำนวณตามสูตรของ Yamane
ค. การใช้ร้อยละ 20 ของประชากร
ง. การกำหนดตามความสะดวกของผู้วิจัย
25. การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ควรใช้เมื่อใด
ก. เมื่อประชากรมีขนาดเล็กมาก
ข. เมื่อประชากรมีความแตกต่างกันหรือมีความแปรปรวนสูงในลักษณะที่สนใจศึกษา
ค. เมื่อไม่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอน
ง. เมื่อต้องการใช้วิธีการที่ง่ายและสะดวกที่สุด
เครื่องมือและการเก็บรวบรวมข้อมูล
26. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของเครื่องมือวิจัยที่ดี
ก. มีความเที่ยงตรง (Validity)
ข. มีความเชื่อมั่น (Reliability)
ค. มีความยาวและซับซ้อนมาก
ง. มีความเป็นปรนัย (Objectivity)
27. ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของเครื่องมือวิจัยหมายถึงอะไร
ก. เครื่องมือสามารถวัดได้ตรงตามทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
ข. เครื่องมือมีความครอบคลุมและเป็นตัวแทนของเนื้อหาหรือพฤติกรรมที่ต้องการวัด
ค. เครื่องมือสามารถวัดได้อย่างสม่ำเสมอในทุกครั้งที่วัด
ง. เครื่องมือสามารถทำนายพฤติกรรมในอนาคตได้
28. วิธีการหาความเชื่อมั่นแบบความสอดคล้องภายใน (Internal Consistency) โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) เหมาะสำหรับเครื่องมือประเภทใด
ก. แบบสังเกตพฤติกรรม
ข. แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า
ค. แบบทดสอบอัตนัย
ง. แบบสัมภาษณ์
29. การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัยประเภทแบบทดสอบควรพิจารณาค่าสถิติใดบ้าง
ก. ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่น
ข. ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ค. ค่าสหสัมพันธ์และค่า t-test
ง. ค่า F-test และค่า Chi-square
30. แบบสอบถามประเภทมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ที่นิยมใช้ในการวิจัยทางการศึกษาคือแบบใด
ก. แบบของเธอร์สโตน (Thurstone Scale)
ข. แบบของลิเคิร์ท (Likert Scale)
ค. แบบของกัตต์แมน (Guttman Scale)
ง. แบบของออสกูด (Osgood Scale)
การวิเคราะห์ข้อมูล
31. สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
ก. เพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัย
ข. เพื่อสรุปลักษณะของข้อมูลในเบื้องต้น เช่น การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ค. เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
ง. เพื่อคาดการณ์ค่าของตัวแปรตามจากตัวแปรอิสระ
32. ค่ามัธยฐาน (Median) เหมาะสำหรับการอธิบายข้อมูลในกรณีใด
ก. เมื่อต้องการทราบค่ากลางที่แท้จริงของข้อมูล
ข. เมื่อข้อมูลมีการแจกแจงปกติ
ค. เมื่อข้อมูลมีการกระจายแบบสมมาตร
ง. เมื่อข้อมูลมีค่าผิดปกติ (Outliers) หรือมีการแจกแจงเบ้
33. สถิติทดสอบที (t-test) แบบกลุ่มตัวอย่างเป็นอิสระต่อกัน (Independent Samples) ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด
ก. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน
ข. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวกันก่อนและหลังการทดลอง
ค. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัว
ง. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 2 กลุ่ม
34. การวิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of Variance: ANOVA) ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด
ก. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม
ข. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่างตั้งแต่ 3 กลุ่มขึ้นไป
ค. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัว
ง. ทำนายค่าของตัวแปรตามจากตัวแปรอิสระหลายตัว
35. สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient) ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด
ก. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม
ข. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 2 กลุ่ม
ค. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่มีมาตรวัดระดับช่วง (Interval Scale) หรือมาตรวัดระดับอัตราส่วน (Ratio Scale)
ง. ทำนายค่าของตัวแปรตามจากตัวแปรอิสระหลายตัว
36. การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด
ก. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 2 กลุ่ม
ข. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัว
ค. ศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรหลายตัว
ง. ทำนายค่าของตัวแปรตามหนึ่งตัวจากตัวแปรอิสระตั้งแต่สองตัวขึ้นไป
37. ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) มีลักษณะอย่างไร
ก. เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติขั้นสูง
ข. เป็นการจัดหมวดหมู่ข้อมูล ตีความ และสร้างข้อสรุปจากข้อมูลที่เป็นข้อความ
ค. เป็นการวิเคราะห์เฉพาะข้อมูลที่เป็นตัวเลขเท่านั้น
ง. เป็นการวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เท่านั้น
38. ในการทดสอบสมมติฐาน ค่า p-value ที่น้อยกว่าระดับนัยสำคัญที่กำหนด (α) หมายถึงอะไร
ก. ปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย (H1)
ข. ยอมรับสมมติฐานว่าง (H0)
ค. ปฏิเสธสมมติฐานว่าง (H0)
ง. ไม่สามารถสรุปผลการทดสอบสมมติฐานได้
39. ในการทดสอบสมมติฐาน ความผิดพลาดประเภทที่ 1 (Type I Error) คืออะไร
ก. การปฏิเสธสมมติฐานว่าง (H0) ทั้งที่สมมติฐานว่างเป็นจริง
ข. การยอมรับสมมติฐานว่าง (H0) ทั้งท่ีสมมติฐานว่างเป็นเท็จ
ค. การปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย (H1) ทั้งท่ีสมมติฐานการวิจัยเป็นจริง
ง. การยอมรับสมมติฐานการวิจัย (H1) ทั้งท่ีสมมติฐานการวิจัยเป็นเท็จ
40. การเลือกใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลควรพิจารณาจากปัจจัยใดเป็นสำคัญ
ก. ความสะดวกในการคำนวณ
ข. ความนิยมในการใช้สถิตินั้นๆ ในงานวิจัย
ค. วัตถุประสงค์การวิจัย ระดับการวัดของตัวแปร และข้อตกลงเบื้องต้นของสถิติ
ง. ความซับซ้อนของสถิติ โดยสถิติที่ซับซ้อนจะให้ผลการวิเคราะห์ที่ดีกว่าเสมอ
จริยธรรมการวิจัย
41. ข้อใดเป็นหลักจริยธรรมการวิจัยที่สำคัญ
ก. การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของผู้ร่วมวิจัยเพื่อความโปร่งใส
ข. การบังคับให้กลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมการวิจัยเพื่อให้ได้จำนวนครบตามต้องการ
ค. การได้รับความยินยอมจากผู้ร่วมวิจัยและการรักษาความลับของข้อมูล
ง. การปรับแต่งข้อมูลให้ได้ผลตามสมมติฐานการวิจัย
42. ในการทำวิจัยที่มีกลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กนักเรียน ผู้วิจัยควรดำเนินการอย่างไร
ก. ไม่ต้องขออนุญาตใดๆ เพราะเป็นการวิจัยเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา
ข. ขออนุญาตจากผู้ปกครองและสถานศึกษา พร้อมทั้งขอความยินยอมจากเด็ก
ค. ขออนุญาตจากครูประจำชั้นเท่านั้น
ง. ปกปิดวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการวิจัยเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นธรรมชาติ
43. การอ้างอิงผลงานของผู้อื่นโดยไม่ระบุแหล่งที่มาอย่างถูกต้องถือเป็นการกระทำที่ผิดจริยธรรมการวิจัยประเภทใด
ก. การคัดลอกผลงาน (Plagiarism)
ข. การปลอมแปลงข้อมูล (Fabrication)
ค. การบิดเบือนข้อมูล (Falsification)
ง. การละเมิดความเป็นส่วนตัว (Privacy Violation)
44. การรายงานผลการวิจัยที่มีจริยธรรมควรมีลักษณะอย่างไร
ก. รายงานเฉพาะผลการวิจัยที่สอดคล้องกับสมมติฐาน
ข. รายงานผลการวิจัยตามความเป็นจริง ไม่บิดเบือน แม้จะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
ค. ปรับแต่งข้อมูลให้น่าสนใจเพื่อให้ได้รับการตีพิมพ์
ง. ไม่ต้องระบุข้อจำกัดของการวิจัยเพื่อให้งานวิจัยดูสมบูรณ์
45. ข้อใดไม่ใช่แนวปฏิบัติด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
ก. การพิทักษ์สิทธิของผู้ร่วมวิจัย
ข. การประเมินความเสี่ยงและประโยชน์ที่ผู้ร่วมวิจัยจะได้รับ
ค. การได้รับความยินยอมโดยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ (Informed Consent)
ง. การบังคับให้ผู้ร่วมวิจัยให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนเพื่อประโยชน์ของการวิจัย
การเขียนรายงานการวิจัยและการเผยแพร่
46. การเขียนบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการควรมีส่วนประกอบสำคัญใดบ้าง
ก. บทคัดย่อ บทนำ วิธีดำเนินการวิจัย ผลการวิจัย อภิปรายผล และเอกสารอ้างอิง
ข. บทคัดย่อ วัตถุประสงค์ และบรรณานุกรมเท่านั้น
ค. บทนำ เนื้อเรื่อง และสรุปเท่านั้น
ง. ความเป็นมา สมมติฐาน และผลการทดสอบสมมติฐานเท่านั้น
47. การเขียนบทคัดย่อ (Abstract) ที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร
ก. มีความยาวมากเพื่อให้ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด
ข. มีการอ้างอิงผลงานวิจัยอื่นๆ อย่างละเอียด
ค. มีเนื้อหากระชับ ครอบคลุมวัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการวิจัย ผลการวิจัย และข้อเสนอแนะที่สำคัญ
ง. เน้นการอธิบายกรอบแนวคิดการวิจัยเป็นหลัก
48. การเผยแพร่ผลงานวิจัยมีความสำคัญอย่างไร
ก. เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของผลงานวิจัย
ข. เพื่อเพิ่มผลงานทางวิชาการให้กับตนเองเท่านั้น
ค. เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในวงวิชาการและนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์
ง. เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานต้นสังกัด
49. ในการนำเสนอผลการวิจัย สิ่งใดที่ควรคำนึงถึงมากที่สุด
ก. การใช้ภาษาทางวิชาการที่ซับซ้อนเพื่อแสดงความเป็นนักวิชาการ
ข. การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และเข้าใจง่าย
ค. การใช้กราฟและสถิติที่ซับซ้อนเพื่อแสดงความเชี่ยวชาญ
ง. การเลือกนำเสนอเฉพาะผลที่สอดคล้องกับสมมติฐานเท่านั้น
50. ข้อใดคือคุณค่าและประโยชน์สูงสุดของการวิจัยทางการศึกษา
ก. การเพิ่มผลงานทางวิชาการให้กับผู้วิจัย
ข. การได้รับการยอมรับในวงการวิชาการ
ค. การพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพการศึกษา แก้ปัญหาและสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางการศึกษา
ง. การได้รับงบประมาณสนับสนุนการวิจัย
Review ลูกค้า
เฉลยคำตอบ แนวข้อสอบการวิจัยทางการศึกษา
1. ข 2. ก 3. ข 4. ค 5. ข 6. ง 7. ก 8. ค 9. ข 10. ง
11. ค 12. ก 13. ค 14. ค 15. ก 16. ค 17. ก 18. ค 19. ข 20. ค
21. ข 22. ข 23. ค 24. ก 25. ข 26. ค 27. ข 28. ข 29. ก 30. ข
31. ข 32. ง 33. ก 34. ข 35. ค 36. ง 37. ข 38. ค 39. ก 40. ค
41. ค 42. ข 43. ก 44. ข 45. ง 46. ก 47. ค 48. ค 49. ข 50. ค
ครูผู้ช่วย อปท. กลุ่มวิชาต่างๆ
แนวข้อสอบการวิจัยทางการศึกษา ปรนัย 50 ข้อ พร้อมเฉลย

