ข้อสอบ นักรังสีการแพทย์
โรงพยาบาลพระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก
ส่วนที่ 1 ความรู้ทั่วไป กฎหมาย และความปลอดภัยของผู้ป่วย (ข้อ 1–10)
- โรงพยาบาลพระพุทธชินราชตั้งอยู่ในจังหวัดใด
ก. พิษณุโลก
ข. สุโขทัย
ค. อุตรดิตถ์
ง. นครสวรรค์
- โรงพยาบาลพระพุทธชินราชสังกัดหน่วยงานใด
ก. กรมการแพทย์
ข. กรมควบคุมโรค
ค. สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ง. มหาวิทยาลัยนเรศวร
- จังหวัดพิษณุโลกอยู่ในเขตสุขภาพที่เท่าใด
ก. เขตสุขภาพที่ 1
ข. เขตสุขภาพที่ 3
ค. เขตสุขภาพที่ 2
ง. เขตสุขภาพที่ 4
- กฎหมายหลักที่ใช้ควบคุมการมีไว้ครอบครองหรือใช้วัสดุกัมมันตรังสีและเครื่องกำเนิดรังสีในประเทศไทยคือข้อใด
ก. พ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551
ข. พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554
ค. พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541
ง. พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559
- หน่วยงานใดทำหน้าที่กำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศไทย
ก. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
ข. กรมวิทยาศาสตร์บริการ
ค. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ง. สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ
- ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ภาพถ่ายรังสีและผลการตรวจของผู้ป่วยจัดเป็นข้อมูลประเภทใด
ก. ข้อมูลสาธารณะ
ข. ข้อมูลทั่วไปที่เปิดเผยได้
ค. ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (ข้อมูลสุขภาพ)
ง. ข้อมูลนิรนาม
- การระบุตัวผู้ป่วยก่อนทำการตรวจทางรังสีตามหลัก Patient Safety ควรใช้อย่างน้อยกี่ตัวบ่งชี้
ก. 1 ตัวบ่งชี้ คือหมายเลขเตียง
ข. 2 ตัวบ่งชี้ คือหมายเลขห้องและหมายเลขเตียง
ค. 2 ตัวบ่งชี้ เช่น ชื่อ-นามสกุล และ HN หรือวันเดือนปีเกิด
ง. ไม่จำเป็น หากมีใบส่งตรวจ
- ก่อนฉีดสารทึบรังสีทางหลอดเลือดดำ สิ่งที่ต้องปฏิบัติตามหลักสิทธิผู้ป่วยคือข้อใด
ก. อธิบายขั้นตอน ความเสี่ยง และขอความยินยอมจากผู้ป่วย
ข. ฉีดทันทีเพื่อลดระยะเวลารอคอย
ค. ให้ญาติลงนามแทนทุกกรณี
ง. แจ้งภายหลังการตรวจเสร็จ
- หน่วยงานที่ให้การรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (HA) ในประเทศไทยคือข้อใด
ก. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ข. สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน)
ค. แพทยสภา
ง. กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
- การถ่ายภาพรังสีทรวงอกผู้ป่วยสงสัยวัณโรคปอดระยะแพร่เชื้อ เจ้าหน้าที่ควรสวมอุปกรณ์ป้องกันใด
ก. หน้ากากอนามัยชนิดผ้า
ข. หน้ากาก N95
ค. ถุงมืออย่างเดียว
ง. Face shield อย่างเดียว
ส่วนที่ 2 ฟิสิกส์รังสีและการผลิตรังสีเอกซ์ (ข้อ 11–22)
- ข้อใด ไม่ใช่ สมบัติของรังสีเอกซ์
ก. เดินทางเป็นเส้นตรงด้วยความเร็วแสง
ข. ทำให้สารเกิดการแตกตัวเป็นไอออนได้
ค. เบี่ยงเบนได้ในสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้า
ง. ทำให้สารบางชนิดเรืองแสงได้
- รังสีเอกซ์เฉพาะตัว (characteristic radiation) เกิดจากกระบวนการใด
ก. อิเล็กตรอนวงนอกเคลื่อนลงมาแทนที่ช่องว่างในวงในที่ถูกชนหลุดไป
ข. อิเล็กตรอนถูกหน่วงความเร็วใกล้นิวเคลียส
ค. นิวเคลียสสลายตัวให้รังสีแกมมา
ง. โฟตอนกระเจิงจากอิเล็กตรอนอิสระ
- รังสีเบรมส์ชตราลุง (Bremsstrahlung) เกิดจากกระบวนการใด
ก. การเปลี่ยนระดับพลังงานของอิเล็กตรอนวงใน
ข. อิเล็กตรอนถูกหน่วงความเร็วเมื่อเคลื่อนเข้าใกล้นิวเคลียสของอะตอมเป้า
ค. การสลายตัวของนิวเคลียสกัมมันตรังสี
ง. การประลัยของคู่อิเล็กตรอนกับโพซิตรอน
- ในหลอดเอกซเรย์ พลังงานของอิเล็กตรอนที่ชนเป้าเปลี่ยนเป็นความร้อนประมาณร้อยละเท่าใด
ก. ร้อยละ 1
ข. มากกว่าร้อยละ 99
ค. ร้อยละ 75
ง. ร้อยละ 50
- วัสดุเป้า (target) ที่นิยมใช้ในเครื่องเอกซเรย์เต้านม (mammography) คือข้อใด
ก. ทังสเตน
ข. ตะกั่ว
ค. โมลิบดีนัมหรือโรเดียม
ง. ทองแดง
- หากเพิ่มค่า mAs เป็น 2 เท่า โดยให้ค่า kVp คงเดิม จะเกิดผลอย่างไร
ก. ปริมาณรังสีและพลังงานคงเดิม
ข. ปริมาณรังสีเพิ่ม 4 เท่า
ค. พลังงานเฉลี่ยเพิ่ม 2 เท่า
ง. ปริมาณรังสีเพิ่ม 2 เท่า พลังงานเฉลี่ยคงเดิม
- หากเปลี่ยนระยะ SID จาก 100 cm เป็น 200 cm ความเข้มของรังสีที่ตัวรับภาพจะเป็นเท่าใดของเดิม
ก. 1/2
ข. 1/4
ค. 2 เท่า
ง. 4 เท่า
- ตามกฎ 15% (15% rule) หากเพิ่ม kVp ขึ้นร้อยละ 15 ต้องปรับค่า mAs อย่างไรเพื่อให้ได้ปริมาณรังสีที่ตัวรับภาพใกล้เคียงเดิม
ก. เพิ่ม mAs 2 เท่า
ข. ลด mAs ลงครึ่งหนึ่ง
ค. ลด mAs ลง 15%
ง. คง mAs เดิม
- ปฏิกิริยาโฟโตอิเล็กทริก (photoelectric effect) เกิดได้มากในสภาวะใด
ก. พลังงานโฟตอนสูง และวัตถุมีเลขอะตอมต่ำ
ข. พลังงานโฟตอนต่ำ และวัตถุมีเลขอะตอมสูง
ค. พลังงานโฟตอนมากกว่า 1.02 MeV
ง. ไม่ขึ้นกับเลขอะตอม
- อันตรกิริยาใดเป็นแหล่งกำเนิดรังสีกระเจิงหลักที่ทำให้บุคลากรได้รับรังสีในการตรวจวินิจฉัย
ก. Coherent scattering
ข. Photodisintegration
ค. Pair production
ง. Compton scattering
- Half Value Layer (HVL) หมายถึงข้อใด
ก. ปริมาณรังสีที่ทำให้เซลล์ตายครึ่งหนึ่ง
ข. ระยะทางที่ทำให้ความเข้มรังสีลดลงครึ่งหนึ่ง
ค. เวลาที่สารกัมมันตรังสีสลายตัวไปครึ่งหนึ่ง
ง. ความหนาของวัสดุที่ลดความเข้มของรังสีลงเหลือครึ่งหนึ่ง
- Anode heel effect ทำให้ความเข้มของรังสีด้านใดสูงกว่า
ก. ด้านแคโทด
ข. ด้านแอโนด
ค. ตรงกลางลำรังสีเท่านั้น
ง. เท่ากันทุกด้าน
ส่วนที่ 3 ชีววิทยารังสีและการป้องกันอันตรายจากรังสี (ข้อ 23–36)
- ตามกฎของ Bergonié และ Tribondeau เซลล์ใดไวต่อรังสีมากที่สุด
ก. เซลล์ประสาท
ข. เซลล์ลิมโฟไซต์
ค. เซลล์กล้ามเนื้อ
ง. เม็ดเลือดแดงที่เจริญเต็มที่
- ข้อใดเป็นผลแบบสุ่ม (stochastic effect) ของรังสี
ก. ผิวหนังแดง
ข. ผมร่วง
ค. ต้อกระจก
ง. การเกิดมะเร็ง
- ข้อใดเป็นผลแบบกำหนดได้ (deterministic effect) ที่อาจพบในงานรังสีร่วมรักษา (interventional) ที่ใช้เวลานาน
ก. ผิวหนังแดงหรือเป็นแผลจากรังสี
ข. มะเร็งเม็ดเลือดขาว
ค. ความผิดปกติทางพันธุกรรม
ง. มะเร็งต่อมไทรอยด์
- หน่วยของปริมาณรังสียังผล (effective dose) คือข้อใด
ก. ซีเวิร์ต (Sv)
ข. เกรย์ (Gy)
ค. เบคเคอเรล (Bq)
ง. คูลอมบ์ต่อกิโลกรัม (C/kg)
- ขีดจำกัดปริมาณรังสียังผลสำหรับผู้ปฏิบัติงานทางรังสีตามข้อแนะนำ ICRP คือข้อใด
ก. 1 mSv ต่อปี
ข. 20 mSv ต่อปี เฉลี่ย 5 ปี และไม่เกิน 50 mSv ในปีใดปีหนึ่ง
ค. 50 mSv ต่อปี เฉลี่ย 5 ปี
ง. 100 mSv ต่อปี
- ขีดจำกัดปริมาณรังสียังผลสำหรับประชาชนทั่วไปคือข้อใด
ก. 0.1 mSv ต่อปี
ข. 1 mSv ต่อปี
ค. 5 mSv ต่อปี
ง. 20 mSv ต่อปี
- ขีดจำกัดปริมาณรังสีสมมูลต่อเลนส์ตาของผู้ปฏิบัติงานตามข้อแนะนำ ICRP (2011) คือข้อใด
ก. 20 mSv ต่อปี เฉลี่ย 5 ปี
ข. 150 mSv ต่อปี
ค. 500 mSv ต่อปี
ง. 1 mSv ต่อปี
- เมื่อผู้ปฏิบัติงานหญิงแจ้งว่าตั้งครรภ์ ขีดจำกัดปริมาณรังสีต่อทารกในครรภ์ตลอดช่วงตั้งครรภ์ที่เหลือคือเท่าใด
ก. 1 mSv
ข. 5 mSv
ค. 20 mSv
ง. 50 mSv
- หลักการพื้นฐาน 3 ประการในการป้องกันอันตรายจากรังสีภายนอกคือข้อใด
ก. เวลา ปริมาณ อุณหภูมิ
ข. เวลา ระยะทาง เครื่องกำบัง
ค. ระยะทาง ความชื้น เครื่องกำบัง
ง. กระแส แรงดัน เวลา
- หลักการ Justification ในการป้องกันอันตรายจากรังสีหมายถึงข้อใด
ก. การให้ปริมาณรังสีต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้
ข. การสวมอุปกรณ์ป้องกันทุกครั้ง
ค. การจำกัดปริมาณรังสีไม่ให้เกินขีดจำกัด
ง. การตรวจทางรังสีต้องมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง
- เครื่องวัดรังสีประจำตัวบุคคลชนิด TLD ใช้สารใดเป็นตัวตรวจวัด
ก. ซิลเวอร์โบรไมด์ (AgBr)
ข. โซเดียมไอโอไดด์ (NaI)
ค. ซีเซียมไอโอไดด์ (CsI)
ง. ลิเทียมฟลูออไรด์ (LiF)
- เมื่อสวมเสื้อตะกั่วขณะปฏิบัติงานฟลูออโรสโคปี และมีเครื่องวัดรังสีประจำตัวเพียงชิ้นเดียว ควรติดไว้ที่ตำแหน่งใด
ก. นอกเสื้อตะกั่วบริเวณคอเสื้อ
ข. ใต้เสื้อตะกั่วบริเวณเอว
ค. ที่ข้อมือ
ง. ใต้เสื้อตะกั่วบริเวณหน้าอก
- ก่อนถ่ายภาพรังสีบริเวณท้องหรืออุ้งเชิงกรานในหญิงวัยเจริญพันธุ์ สิ่งที่ควรปฏิบัติคือข้อใด
ก. ถ่ายภาพได้ทันที
ข. ให้ผู้ป่วยตรวจครรภ์ทุกรายโดยไม่ต้องสอบถาม
ค. สอบถามประวัติการตั้งครรภ์และประจำเดือนครั้งสุดท้าย
ง. เปลี่ยนเป็นการตรวจ CT ทุกราย
- สัญลักษณ์เตือนอันตรายทางรังสีมาตรฐานสากล (trefoil) มีลักษณะอย่างไร
ก. วงกลมสีแดงบนพื้นขาว
ข. กากบาทสีเขียวบนพื้นขาว
ค. สามเหลี่ยมสีส้มบนพื้นดำ
ง. ใบพัด 3 แฉกสีม่วงแดงหรือสีดำบนพื้นสีเหลือง
ส่วนที่ 4 เทคนิคการถ่ายภาพรังสีทั่วไปและกายวิภาคศาสตร์ (ข้อ 37–56)
- การถ่ายภาพรังสีทรวงอกท่า PA มาตรฐาน ใช้ระยะ SID ประมาณเท่าใด
ก. 100 cm (40 นิ้ว)
ข. 120 cm (48 นิ้ว)
ค. 180 cm (72 นิ้ว)
ง. 250 cm (100 นิ้ว)
- ภาพรังสีทรวงอกท่า PA ที่หายใจเข้าเต็มที่อย่างเพียงพอ ควรเห็นซี่โครงด้านหลังเหนือกะบังลมอย่างน้อยกี่ซี่
ก. 6 ซี่
ข. 8 ซี่
ค. 10 ซี่
ง. 12 ซี่
- การถ่ายภาพรังสีทรวงอกท่าด้านข้าง (lateral) ตามปกติให้ด้านใดชิดตัวรับภาพ
ก. ด้านขวา
ข. ด้านหลัง
ค. ด้านหน้า
ง. ด้านซ้าย
- ผู้ป่วยสงสัยมีลมรั่วในช่องท้อง (free air) แต่ยืนไม่ได้ ควรถ่ายภาพท่าใด
ก. Left lateral decubitus
ข. Right lateral decubitus
ค. Supine AP
ง. Prone PA
- ท่า Waters (parietoacanthial) ใช้ดูไซนัสใดได้ดีที่สุด
ก. Frontal sinus
ข. Ethmoid sinus
ค. Maxillary sinus
ง. Sphenoid sinus
- ท่า Caldwell (PA axial) สำหรับกะโหลกศีรษะ ทำมุมลำรังสีอย่างไร
ก. 37 องศาเอียงลงทางเท้า
ข. 30 องศาเอียงขึ้นทางศีรษะ (cephalad)
ค. 15 องศาเอียงลงทางเท้า (caudad) ต่อ OML
ง. ตั้งฉากโดยไม่เอียง
- ท่า Towne (AP axial) ใช้ดูกระดูกส่วนใดของกะโหลกศีรษะได้ดีที่สุด
ก. กระดูกหน้าผาก (frontal bone)
ข. กระดูกขากรรไกรล่าง
ค. กระดูกโหนกแก้ม
ง. กระดูกท้ายทอย (occipital bone)
- การถ่ายภาพกระดูกสันหลังส่วนเอวท่าเฉียง (oblique) เพื่อดูลักษณะ ‘Scottie dog’ ใช้มุมหมุนตัวประมาณเท่าใด
ก. 15 องศา
ข. 30 องศา
ค. 45 องศา
ง. 60 องศา
- การถ่ายภาพกระดูกสแคฟฟอยด์ (scaphoid) ท่า PA ควรจัดข้อมือแบบใด
ก. เอียงไปทางนิ้วหัวแม่มือ (radial deviation)
ข. เอียงไปทางนิ้วก้อย (ulnar deviation)
ค. งอข้อมือเต็มที่
ง. คว่ำมือโดยไม่เอียง
- ท่า AP open mouth ใช้ดูกระดูกส่วนใด
ก. C7–T1
ข. C1–C2 และ dens
ค. กระดูกขากรรไกรล่าง
ง. ข้อต่อขากรรไกร
- ท่า Swimmer’s (Twining) ใช้ดูบริเวณใด
ก. C1–C2
ข. กระดูกสันหลังส่วนอก T12–L1
ค. รอยต่อ C7–T1 (cervicothoracic)
ง. กระดูกก้นกบ
- การถ่ายภาพ KUB ควรให้ผู้ป่วยกลั้นหายใจในช่วงใด
ก. หายใจออกแล้วกลั้น
ข. หายใจเข้าเต็มที่แล้วกลั้น
ค. หายใจตามปกติ
ง. หายใจเข้าครั้งที่สองแล้วกลั้น
- ผู้ป่วยสงสัยกระดูกสะโพกหัก ไม่ควร ถ่ายภาพท่าใด
ก. Frog-leg lateral
ข. Cross-table lateral (Danelius–Miller)
ค. AP pelvis
ง. AP hip
- ท่า Scapular Y view ใช้ประเมินภาวะใดได้ดี
ก. กระดูกข้อศอกหัก
ข. ข้อไหล่หลุด (shoulder dislocation)
ค. ข้อมือหลุด
ง. กระดูกไหปลาร้าหัก
Review ลูกค้า
- ท่า Settegast (sunrise view) ใช้ดูกระดูกส่วนใด
ก. กระดูกส้นเท้า
ข. หัวกระดูกต้นขา
ค. กระดูกสะบ้า (patella) และ patellofemoral joint
ง. กระดูกข้อเท้า
- ท่า Mortise ของข้อเท้า ต้องหมุนขาเข้าด้านใน (internal rotation) ประมาณกี่องศา
ก. 5 องศา
ข. 15–20 องศา
ค. 45 องศา
ง. 90 องศา
- ท่าที่ใช้ดูช่องคาร์ปัล (carpal tunnel) คือท่าใด
ก. Gaynor–Hart
ข. Norgaard
ค. Stecher
ง. Robert
- ซี่โครงแท้ (true ribs) ที่ต่อกับกระดูกอกโดยตรงผ่านกระดูกอ่อนของตัวเองคือซี่ใด
ก. ซี่ที่ 1–7
ข. ซี่ที่ 1–5
ค. ซี่ที่ 8–10
ง. ซี่ที่ 11–12
- โดยทั่วไปควรใช้กริด (grid) เมื่ออวัยวะที่ถ่ายมีความหนามากกว่าเท่าใด
ก. 5 cm
ข. 8 cm
ค. 10 cm
ง. 20 cm
- จุดศูนย์กลางลำรังสี (central ray) ของการถ่ายภาพทรวงอกท่า PA อยู่ที่ระดับใดโดยประมาณ
ก. C7
ข. T12
ค. T7 (มุมล่างของกระดูกสะบัก)
ง. L1
ส่วนที่ 5 ระบบภาพดิจิทัลและคุณภาพของภาพ (ข้อ 57–64)
- ระบบ Computed Radiography (CR) ใช้ตัวรับภาพชนิดใด
ก. ฟิล์มกับฉากเพิ่มความเข้มแสง
ข. แผ่น a-Se แปลงรังสีเป็นประจุโดยตรง
ค. แผ่นฟอสเฟอร์กระตุ้นแสง (photostimulable phosphor) อ่านด้วยแสงเลเซอร์
ง. ผลึก NaI(Tl)
- ระบบ Direct DR ใช้สารใดแปลงรังสีเอกซ์เป็นสัญญาณไฟฟ้าโดยตรง
ก. ซีเซียมไอโอไดด์ (CsI)
ข. แบเรียมฟลูออโรโบรไมด์
ค. แกโดลิเนียมออกซีซัลไฟด์ (GOS)
ง. อะมอร์ฟัสซีลีเนียม (a-Se)
- ค่า Deviation Index (DI) ที่แสดงว่าได้รับรังสีพอดีตามค่าเป้าหมายคือข้อใด
ก. -3
ข. 0
ค. +1
ง. +3
- หน่วยที่ใช้บอกความสามารถแยกรายละเอียดเชิงพื้นที่ (spatial resolution) คือข้อใด
ก. HU
ข. lp/mm (line pairs per millimeter)
ค. mGy
ง. dB
- มาตรฐานสากลในการจัดเก็บและรับส่งภาพทางการแพทย์คือข้อใด
ก. JPEG
ข. DICOM
ค. HL7 เท่านั้น
ง. PNG
- การปรับ window width (WW) มีผลต่อสิ่งใดของภาพ
ก. ความสว่าง (brightness)
ข. ความละเอียดเชิงพื้นที่
ค. ขนาดภาพ
ง. ความต่างระดับ (contrast)
- ปรากฏการณ์ ‘exposure creep’ ในระบบดิจิทัลหมายถึงข้อใด
ก. ผู้ปฏิบัติงานค่อย ๆ เพิ่มปริมาณรังสีเกินความจำเป็น เพราะระบบปรับภาพให้ดูดีอัตโนมัติ
ข. ภาพมีความสว่างลดลงตามเวลา
ค. ตัวรับภาพเสื่อมสภาพ
ง. การเคลื่อนไหวของผู้ป่วย
- ภาพมีลักษณะเป็นจุดเม็ดหยาบ (quantum mottle / noise) มีสาเหตุหลักจากข้อใด
ก. ค่า mAs ต่ำเกินไป
ข. ค่า mAs สูงเกินไป
ค. ใช้กริดอัตราส่วนสูง
ง. ระยะ SID ไกล
ส่วนที่ 6 เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) (ข้อ 65–74)
- ค่า CT number ของน้ำมีค่าเท่าใด
ก. -1000 HU
ข. 0 HU
ค. +100 HU
ง. +1000 HU
- ค่า CT number ของอากาศมีค่าประมาณเท่าใด
ก. -1000 HU
ข. -100 HU
ค. 0 HU
ง. +40 HU
- Pitch ในการสแกนแบบเกลียว (helical CT) คำนวณจากข้อใด
ก. ความหนาสไลซ์ × จำนวนรอบ
ข. ระยะเลื่อนเตียงต่อรอบ ÷ ความกว้างของลำรังสีรวม (total collimation)
ค. mAs ÷ kVp
ง. เวลาหมุน ÷ ระยะสแกน
- หน่วยของ CTDIvol คือข้อใด
ก. mSv·cm
ข. mGy·cm
ค. mGy
ง. HU
- ค่า window ที่เหมาะสมสำหรับดูเนื้อสมองโดยทั่วไปคือข้อใด
ก. WW 400, WL 40
ข. WW 1500, WL -600
ค. WW 2000, WL 500
ง. WW 80, WL 40
- ผู้ป่วยสงสัยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน (acute stroke) การตรวจทางรังสีแรกที่ควรทำคือข้อใด
ก. CT brain ไม่ฉีดสารทึบรังสี
ข. MRI ทุกราย
ค. Skull series
ง. Carotid ultrasound
- ก่อนให้สารทึบรังสีชนิดไอโอดีนทางหลอดเลือดในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ควรตรวจสอบค่าใดเป็นสำคัญ
ก. ค่าน้ำตาลในเลือด
ข. ค่าครีเอตินินและ eGFR
ค. ค่าไขมันในเลือด
ง. ค่าความเข้มข้นเลือด
- ภาพ CT ที่มีแถบมืดระหว่างกระดูก petrous ในสมองส่วนหลัง (Hounsfield bar) เกิดจาก artifact ชนิดใด
ก. Motion artifact
ข. Aliasing artifact
ค. Ring artifact
ง. Beam hardening artifact
- Ring artifact ในเครื่อง CT รุ่นที่ 3 มีสาเหตุหลักจากข้อใด
ก. หัววัดรังสี (detector) ทำงานผิดปกติหรือไม่ได้สอบเทียบ
ข. ผู้ป่วยเคลื่อนไหว
ค. มีโลหะในร่างกาย
ง. ใช้ kVp ต่ำ
- เครื่อง CT ที่ใช้ทั่วไปในปัจจุบันมีการเคลื่อนที่ของหลอดและหัววัดแบบใด
ก. Translate–rotate
ข. Rotate–rotate (รุ่นที่ 3)
ค. Rotate–stationary แบบไม่มีหลอดหมุน
ง. Translate–translate
ส่วนที่ 7 การสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) (ข้อ 75–82)
- MRI ทางการแพทย์สร้างภาพจากสัญญาณของนิวเคลียสใดเป็นหลัก
ก. คาร์บอน-12
ข. ไฮโดรเจน (โปรตอน)
ค. ออกซิเจน-16
ง. ไนโตรเจน-14
- ความถี่ลาร์มอร์ของโปรตอนที่สนามแม่เหล็ก 1.5 เทสลา มีค่าประมาณเท่าใด
ก. 42.6 MHz
ข. 63.9 MHz
ค. 127.7 MHz
ง. 300 MHz
- ในภาพ T2-weighted น้ำไขสันหลัง (CSF) มีลักษณะอย่างไร
ก. สีเทาเท่าเนื้อสมอง
ข. สีดำ (สัญญาณต่ำ)
ค. สีขาว (สัญญาณสูง)
ง. มองไม่เห็น
- ลำดับพัลส์ (sequence) ใดใช้กดสัญญาณของน้ำไขสันหลังเพื่อดูรอยโรครอบโพรงสมอง
ก. STIR
ข. Gradient echo
ค. DWI
ง. FLAIR
- ข้อใดเป็นข้อห้ามสำคัญของการตรวจ MRI
ก. เครื่องกระตุ้นหัวใจชนิดที่ไม่รองรับ MRI (non-MR conditional pacemaker)
ข. ฟันปลอมพลาสติก
ค. รอยสักขนาดเล็ก
ง. ประวัติแพ้สารทึบรังสีไอโอดีน
- สารทึบรังสีที่ใช้ในการตรวจ MRI คือข้อใด และต้องระวังเรื่องใด
ก. ไอโอดีน ระวังภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
ข. แบเรียม ระวังลำไส้ทะลุ
ค. แกโดลิเนียม ระวังภาวะ NSF ในผู้ป่วยไตวายรุนแรง
ง. เทคนีเชียม ระวังรังสีสะสม
- SAR (Specific Absorption Rate) ใน MRI เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงใด และมีหน่วยใด
ก. เสียงดัง หน่วย dB
ข. สนามแม่เหล็กดึงวัตถุ หน่วย Tesla
ค. ความร้อนจากคลื่นวิทยุ หน่วย W/kg
ง. รังสีไอออไนซ์ หน่วย mSv
- เมื่อเกิดเหตุ quench ของเครื่อง MRI ชนิดตัวนำยิ่งยวด ก๊าซที่ระบายออกคือข้อใด
ก. ไนโตรเจน
ข. คาร์บอนไดออกไซด์
ค. ออกซิเจน
ง. ฮีเลียม
ส่วนที่ 8 อัลตราซาวด์ แมมโมแกรม สารทึบรังสี และการตรวจพิเศษ (ข้อ 83–90)
- ในการตรวจอัลตราซาวด์ การใช้หัวตรวจความถี่สูงขึ้นจะให้ผลอย่างไร
ก. ความละเอียดสูงขึ้น แต่ทะลุทะลวงได้น้อยลง
ข. ความละเอียดลดลง แต่ทะลุทะลวงได้ลึกขึ้น
ค. ทั้งความละเอียดและความลึกเพิ่มขึ้น
ง. ไม่มีผลต่อภาพ
- วัตถุประสงค์หลักของการทาเจลในการตรวจอัลตราซาวด์คือข้อใด
ก. ลดความร้อน
ข. ไล่อากาศระหว่างหัวตรวจกับผิวหนังเพื่อให้คลื่นเสียงผ่านได้ดี
ค. ฆ่าเชื้อ
ง. ลดความเจ็บปวด
- ท่ามาตรฐานในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมคือข้อใด
ก. AP และ Lateral
ข. Axial และ Sagittal
ค. PA และ Oblique
ง. CC และ MLO
- ข้อใด ไม่ใช่ ประโยชน์ของการกดเต้านม (compression) ในการตรวจแมมโมแกรม
ก. ลดความหนาของเนื้อเต้านมจึงลดปริมาณรังสี
ข. ลดการเคลื่อนไหวทำให้ภาพคมชัด
ค. ลดการซ้อนทับของเนื้อเยื่อ
ง. เพิ่มการขยายขนาดของรอยโรค
- ผลการตรวจแมมโมแกรม BI-RADS 3 หมายถึงข้อใด
ก. น่าจะไม่ใช่มะเร็ง (probably benign) แนะนำติดตามในระยะสั้น
ข. ปกติ
ค. สงสัยมะเร็ง ควรตัดชิ้นเนื้อ
ง. ยืนยันว่าเป็นมะเร็งแล้ว
- ผู้ใหญ่ที่เกิดปฏิกิริยาแพ้สารทึบรังสีรุนแรงแบบ anaphylaxis ยาที่ใช้เป็นอันดับแรกคือข้อใด
ก. Diphenhydramine ฉีดเข้าหลอดเลือด
ข. Dexamethasone ทางหลอดเลือด
ค. Epinephrine (1 mg/mL) 0.3–0.5 mg ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
ง. Atropine
- ผู้ป่วยสงสัยทางเดินอาหารทะลุ ควรเลือกใช้สารทึบรังสีชนิดใด
ก. แบเรียมซัลเฟต
ข. อากาศเพียงอย่างเดียว
ค. แกโดลิเนียม
ง. สารไอโอดีนชนิดละลายน้ำ
- การตรวจ Hysterosalpingography (HSG) เป็นการตรวจอวัยวะใด
ก. มดลูกและท่อนำไข่
ข. ไตและท่อไต
ค. กระเพาะปัสสาวะ
ง. ถุงน้ำดีและท่อน้ำดี
ส่วนที่ 9 เวชศาสตร์นิวเคลียร์ (ข้อ 91–95)
- Tc-99m มีครึ่งชีวิตและพลังงานรังสีแกมมาหลักเท่าใด
ก. 6 ชั่วโมง, 140 keV
ข. 8 วัน, 364 keV
ค. 110 นาที, 511 keV
ง. 66 ชั่วโมง, 740 keV
- สารเภสัชรังสีที่ใช้ตรวจสแกนกระดูก (bone scan) คือข้อใด
ก. Tc-99m MAG3
ข. Tc-99m MDP
ค. I-131 NaI
ง. F-18 FDG
- ไอโซโทปที่ใช้รักษาภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษและมะเร็งต่อมไทรอยด์คือข้อใด
ก. I-123
ข. Tc-99m
ค. I-131
ง. Ga-67
- สารเภสัชรังสี F-18 FDG ที่ใช้ในการตรวจ PET มีครึ่งชีวิตประมาณเท่าใด
ก. 6 ชั่วโมง
ข. 20 นาที
ค. 8 วัน
ง. ประมาณ 110 นาที
- ผลึก (crystal) ที่ใช้ในหัววัดของ gamma camera ทั่วไปคือข้อใด
ก. NaI(Tl)
ข. LiF
ค. a-Se
ง. BaFBr:Eu
ส่วนที่ 10 รังสีรักษา (ข้อ 96–100)
- เครื่องเร่งอนุภาคเชิงเส้น (Linear accelerator) ทางการแพทย์ให้ลำรังสีชนิดใด
ก. รังสีแกมมาจาก Co-60
ข. โฟตอนพลังงานระดับ MV และอิเล็กตรอน
ค. โปรตอนเท่านั้น
ง. นิวตรอน
- หน่วย 1 เกรย์ (Gy) เท่ากับข้อใด
ก. 1 จูลต่อกิโลกรัม
ข. 100 จูลต่อกิโลกรัม
ค. 1 คูลอมบ์ต่อกิโลกรัม
ง. 1 การสลายตัวต่อวินาที
- ข้อใด ไม่ใช่ หลัก 4R ของชีววิทยารังสีที่อธิบายการแบ่งให้รังสี (fractionation)
ก. Repair
ข. Resolution
ค. Redistribution
ง. Reoxygenation
- ไอโซโทปที่นิยมใช้ในการฝังแร่แบบอัตราปริมาณรังสีสูง (HDR brachytherapy) สำหรับมะเร็งปากมดลูกคือข้อใด
ก. I-125
ข. Cs-137
ค. Ir-192
ง. Tc-99m
- เซลล์มะเร็งที่ขาดออกซิเจน (hypoxic cells) ตอบสนองต่อรังสีอย่างไร
ก. ไวต่อรังสีมากขึ้น
ข. ตายทันทีเมื่อได้รับรังสี
ค. ไม่แตกต่างกัน
ง. ดื้อต่อรังสีมากกว่าเซลล์ที่มีออกซิเจนเพียงพอ
เฉลยข้อสอบ
|
1. ก |
11. ค |
21. ง |
31. ข |
41. ค |
51. ค |
61. ข |
71. ข |
81. ค |
91. ก |
|
2. ค |
12. ก |
22. ก |
32. ง |
42. ค |
52. ข |
62. ง |
72. ง |
82. ง |
92. ข |
|
3. ค |
13. ข |
23. ข |
33. ง |
43. ง |
53. ก |
63. ก |
73. ก |
83. ก |
93. ค |
|
4. ง |
14. ข |
24. ง |
34. ก |
44. ค |
54. ก |
64. ก |
74. ข |
84. ข |
94. ง |
|
5. ก |
15. ค |
25. ก |
35. ค |
45. ข |
55. ค |
65. ข |
75. ข |
85. ง |
95. ก |
|
6. ค |
16. ง |
26. ก |
36. ง |
46. ข |
56. ค |
66. ก |
76. ข |
86. ง |
96. ข |
|
7. ค |
17. ข |
27. ข |
37. ค |
47. ค |
57. ค |
67. ข |
77. ค |
87. ก |
97. ก |
|
8. ก |
18. ข |
28. ข |
38. ค |
48. ก |
58. ง |
68. ค |
78. ง |
88. ค |
98. ข |
|
9. ข |
19. ข |
29. ก |
39. ง |
49. ก |
59. ข |
69. ง |
79. ก |
89. ง |
99. ค |
|
10. ข |
20. ง |
30. ก |
40. ก |
50. ข |
60. ข |
70. ก |
80. ค |
90. ก |
100. ง |
