แนวข้อสอบพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ข้อสอบปรนัย 50 ข้อ พร้อมเฉลย

แนวข้อสอบพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
ข้อสอบปรนัย 50 ข้อ พร้อมเฉลย

ส่วนที่ 1: หลักการทั่วไปและบทนิยาม

1. พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีผลบังคับใช้เมื่อใด

ก. วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539
ข. วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539
ค. วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ง. วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

2. ตามพระราชบัญญัตินี้ “เจ้าหน้าที่” หมายถึงข้อใด

ก. ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใด
ข. ข้าราชการเท่านั้น
ค. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ง. ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น

3. “หน่วยงานของรัฐ” ตามพระราชบัญญัตินี้หมายถึงข้อใด

ก. กระทรวง ทบวง กรม เท่านั้น
ข. ราชการส่วนท้องถิ่นเท่านั้น
ค. กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย
ง. หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐ

4. พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีเจตนารมณ์หลักเพื่ออะไร

ก. เพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่ไม่ให้ต้องรับผิดทางละเมิดในทุกกรณี
ข. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ยอมรับผิดแทนหน่วยงานของรัฐในทุกกรณี
ค. เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้เหมาะสมและเป็นธรรม
ง. เพื่อกำหนดโทษทางอาญาแก่เจ้าหน้าที่ที่กระทำละเมิด

5. ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 คือใคร

ก. นายกรัฐมนตรี
ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ง. อัยการสูงสุด


ส่วนที่ 2: ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

6. เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีใด

ก. เมื่อกระทำประมาทเลินเล่อธรรมดา
ข. เมื่อกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
ค. เมื่อกระทำโดยมีเจตนาทุจริต
ง. เมื่อกระทำโดยประมาทธรรมดาแต่เกิดความเสียหายมาก

7. หากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายจะฟ้องใครได้บ้าง

ก. ฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง
ข. ฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง
ค. ฟ้องได้ทั้งหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่
ง. ไม่สามารถฟ้องร้องได้

8. กรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายจะฟ้องร้องใครได้บ้าง

ก. ฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง
ข. ฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง
ค. ฟ้องได้ทั้งหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่
ง. ไม่สามารถฟ้องร้องได้

9. กรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หน่วยงานของรัฐสามารถทำอย่างไรได้

ก. ไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่เลย
ข. มีสิทธิไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่เต็มจำนวน
ค. มีสิทธิไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่ได้ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
ง. มีสิทธิไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่ได้ตามที่กฎหมายกำหนด

10. กรณีที่เจ้าหน้าที่ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายไปแล้ว เจ้าหน้าที่มีสิทธิอย่างไร

ก. ไม่มีสิทธิเรียกให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแทนตนเอง
ข. มีสิทธิเรียกให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแทนตนเองได้ทุกกรณี
ค. มีสิทธิเรียกร้องเฉพาะกรณีที่ตนไม่ได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
ง. มีสิทธิเรียกร้องจากผู้บังคับบัญชาโดยตรง

11. ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของหน่วยงานของรัฐจากเจ้าหน้าที่นั้น มีอายุความกี่ปี

ก. 1 ปี
ข. 2 ปี
ค. 5 ปี
ง. 10 ปี

12. การนับอายุความตามข้อ 11 ให้เริ่มนับอย่างไร

ก. นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ข. นับแต่วันที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิด
ค. นับแต่วันที่ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ทราบถึงการกระทำละเมิด
ง. นับแต่วันที่ความเสียหายเกิดขึ้น

13. ถ้าเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดเป็นผลทำให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐด้วยความประมาทธรรมดา หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างไร

ก. ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ข. มีสิทธิเรียกร้องให้ชดใช้เต็มจำนวนความเสียหาย
ค. มีสิทธิเรียกร้องโดยคำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรม
ง. มีสิทธิเรียกร้องโดยคำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นสำคัญ

14. เจ้าหน้าที่ผู้ใดกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ การใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต้องทำอย่างไร

ก. ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมโดยตรง
ข. ฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยตรง
ค. บังคับตามขั้นตอนหรือวิธีการที่กฎหมายกำหนด
ง. เรียกให้ชดใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีกระบวนการสอบข้อเท็จจริง

15. เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่หน่วยงานของรัฐ แม้จะเกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น ใครเป็นผู้มีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้

ก. ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น
ข. ผู้บังคับบัญชาหรือผู้กำกับดูแลหรือควบคุมหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น
ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ง. อธิบดีกรมบัญชีกลาง


ส่วนที่ 3: การไล่เบี้ยและการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

16. ในการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ใครเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ก. หน่วยงานของรัฐ
ข. ตัวเจ้าหน้าที่เอง
ค. หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ร่วมกัน
ง. รัฐบาลโดยใช้งบประมาณกลาง

17. ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน ความรับผิดของเจ้าหน้าที่แต่ละคนเป็นอย่างไร

ก. ต้องรับผิดร่วมกันเสมอ
ข. รับผิดเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น
ค. เป็นลูกหนี้ร่วมกัน
ง. ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของหน่วยงานว่าจะเรียกร้องจากใคร

18. เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้หน่วยงานของรัฐในกรณีใด

ก. เมื่อกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทธรรมดา
ข. เมื่อกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
ค. เมื่อกระทำละเมิดนอกการปฏิบัติหน้าที่แต่ใช้อำนาจตามกฎหมาย
ง. เมื่อกระทำละเมิดแม้จะไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่แต่ใช้ทรัพย์สินของทางราชการ

19. ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังเห็นว่าต้องรับผิด ให้ปฏิบัติอย่างไร

ก. ให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามความเห็นของตนเอง
ข. ให้สอบข้อเท็จจริงใหม่ทั้งหมด
ค. ให้ปฏิบัติตามความเห็นของกระทรวงการคลัง
ง. ให้นำเรื่องเสนอนายกรัฐมนตรีวินิจฉัยชี้ขาด

20. สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ทั้งสองกรณี (กรณีละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐโดยตรง และกรณีละเมิดต่อบุคคลภายนอก) อาจระงับได้ในกรณีใด

ก. เมื่อมีการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว
ข. เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับการต่อสัญญาจ้าง
ค. เมื่อเจ้าหน้าที่ถูกลงโทษทางวินัยแล้ว
ง. ถูกทั้งข้อ ก และ ข

21. ในกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของรัฐมีอำนาจ

ก. ขอให้ศาลเรียกเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดเข้ามาในคดี
ข. ฟ้องเจ้าหน้าที่ไล่เบี้ยทันที
ค. ย้ายเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงานที่อื่น
ง. สั่งพักงานเจ้าหน้าที่ระหว่างการพิจารณาคดี

22. เมื่อหน่วยงานของรัฐได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายไปแล้ว การที่จะมีการไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่ต้องกระทำภายในกำหนดเวลาใด

ก. ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย
ข. ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย
ค. ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ง. ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

23. ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องรับผิด ให้ดำเนินการอย่างไร

ก. หน่วยงานของรัฐมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาด
ข. หน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติตามความเห็นของกระทรวงการคลัง
ค. ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัย
ง. ต้องนำเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด

24. กรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายต้องฟ้องใคร

ก. ฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรง
ข. ฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรง
ค. เลือกฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐก็ได้
ง. ต้องดำเนินการตามขั้นตอนหรือวิธีการที่กฎหมายกำหนด

25. ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องรับผิด ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของกระทรวงการคลัง เจ้าหน้าที่มีสิทธิอย่างไร

ก. สามารถอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้
ข. สามารถฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อเพิกถอนคำวินิจฉัยได้
ค. ต้องปฏิบัติตามความเห็นของกระทรวงการคลังโดยไม่มีสิทธิโต้แย้ง
ง. ร้องขอให้หน่วยงานของรัฐยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา


ส่วนที่ 4: ขั้นตอนการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด

26. เมื่อเกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ ต้องดำเนินการอย่างไร

ก. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดทันที
ข. ส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังตรวจสอบโดยตรง
ค. ดำเนินคดีทางศาลทันที
ง. แจ้งความดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่ก่อน

27. การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ต้องดำเนินการภายในระยะเวลาเท่าใด

ก. ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิด
ข. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิด
ค. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิด
ง. ไม่มีกำหนดเวลาไว้ชัดเจน แต่ต้องดำเนินการโดยเร็ว

28. คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดต้องประกอบด้วยกี่คน

ก. อย่างน้อย 2 คน
ข. อย่างน้อย 3 คน
ค. อย่างน้อย 5 คน
ง. ไม่ได้กำหนดจำนวนไว้แน่นอน

29. การพิจารณาของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาเท่าใด

ก. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง
ข. ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง
ค. ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง
ง. ไม่มีกำหนดเวลาไว้ชัดเจน

30. การส่งสำนวนให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ ต้องส่งในกรณีใด

ก. ทุกกรณีที่มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด
ข. เฉพาะกรณีที่เห็นว่าเจ้าหน้าที่ต้องรับผิด
ค. เฉพาะกรณีที่หน่วยงานเห็นว่าเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิด
ง. ส่งเฉพาะกรณีที่กำหนดในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

31. เมื่อคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดวินิจฉัยเสร็จแล้ว หน่วยงานของรัฐต้องออกคำสั่งภายในกี่วัน

ก. 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำนวนการสอบสวน
ข. 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำนวนการสอบสวน
ค. 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำนวนการสอบสวน
ง. ไม่มีกำหนดระยะเวลาไว้ชัดเจน

32. ภายหลังจากที่หน่วยงานของรัฐได้ออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง

ก. อุทธรณ์คำสั่งตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
ข. ฟ้องเพิกถอนคำสั่งต่อศาลปกครอง
ค. ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชา
ง. ถูกทั้งข้อ ก และ ข

33. ระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองที่เรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คือเท่าใด

ก. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ข. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ค. ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ง. ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

34. เจ้าหน้าที่สามารถนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองได้ในกรณีใด

ก. ไม่ผ่านขั้นตอนการอุทธรณ์ก่อน
ข. เมื่ออุทธรณ์แล้วไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา
ค. เมื่อไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาอุทธรณ์
ง. ถูกทั้งข้อ ข และ ค

35. กรณีเจ้าหน้าที่ไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนภายในเวลาที่กำหนด หน่วยงานของรัฐมีอำนาจใช้มาตรการบังคับตามกฎหมายใด

ก. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ข. พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
ค. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ง. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539


ส่วนที่ 5: การพิจารณาความรับผิดของเจ้าหน้าที่

36. ในการพิจารณาว่าเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพียงใด ให้คำนึงถึงปัจจัยใดบ้าง

ก. ระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมเท่านั้น
ข. ฐานะทางเศรษฐกิจของเจ้าหน้าที่และผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ในอนาคต
ค. ระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำ ความเป็นธรรม ฐานะทางเศรษฐกิจของเจ้าหน้าที่ และผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ในอนาคต
ง. มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว

37. ในกรณีที่การกระทำละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะเป็นอย่างไร

ก. เจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดเต็มจำนวนความเสียหาย
ข. ให้จ่ายตามส่วนความรับผิดของแต่ละคน
ค. เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน
ง. ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นต้องรับผิดชอบแทนผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหมด

38. ในกรณีที่การกระทำละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม ให้ดำเนินการอย่างไร

ก. ให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย
ข. เจ้าหน้าที่ยังต้องรับผิดทั้งหมด
ค. หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดชอบทั้งหมด
ง. ผู้บังคับบัญชาต้องร่วมรับผิดชอบกับเจ้าหน้าที่ผู้นั้น

39. กรณีการกระทำละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น ใครเป็นผู้พิจารณาเรียกค่าสินไหมทดแทน

ก. ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น
ข. ผู้บังคับบัญชาหรือผู้กำกับดูแลหรือควบคุมหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น
ค. กระทรวงการคลัง
ง. ศาลปกครอง

40. เจ้าหน้าที่จะไม่ต้องรับผิดทางละเมิดในกรณีใด

ก. กระทำการโดยได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา
ข. กระทำการโดยประมาทเลินเล่อธรรมดา
ค. กระทำการโดยจงใจและก่อให้เกิดความเสียหายเล็กน้อย
ง. กระทำการโดยใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่


ส่วนที่ 6: การไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท

41. กรณีผู้เสียหายยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หน่วยงานของรัฐต้องออกใบรับคำขอให้แก่ผู้เสียหายหรือไม่

ก. ไม่ต้องออกใบรับคำขอให้
ข. ต้องออกใบรับคำขอให้ไว้เป็นหลักฐาน
ค. ออกใบรับคำขอเฉพาะกรณีเป็นการละเมิดที่ร้ายแรง
ง. ออกใบรับคำขอเฉพาะกรณีผู้เสียหายเป็นนิติบุคคล

42. เมื่อได้รับคำขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากผู้เสียหาย หน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาคำขอภายในระยะเวลาเท่าใด

ก. ภายใน 30 วัน
ข. ภายใน 60 วัน
ค. ภายใน 90 วัน
ง. ภายใน 180 วัน

43. หากการพิจารณาไม่อาจกระทำได้ภายในระยะเวลาตามข้อ 42 หน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินการอย่างไร

ก. ยกคำขอของผู้เสียหาย
ข. รายงานรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อขอขยายระยะเวลา
ค. ขยายระยะเวลาได้ไม่เกิน 180 วัน
ง. ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 180 วัน

44. กรณีที่หน่วยงานของรัฐและผู้เสียหายตกลงในจำนวนค่าสินไหมทดแทนได้ จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้หรือไม่

ก. ไม่ได้ ต้องดำเนินการตามกระบวนการจนเสร็จสิ้นเท่านั้น
ข. ได้ ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด
ค. ได้ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง
ง. ได้ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัด

45. หากผู้เสียหายไม่พอใจผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐ ผู้เสียหายมีสิทธิอย่างไร

ก. ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม
ข. ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
ค. อุทธรณ์ต่อกระทรวงการคลัง
ง. ถูกทั้งข้อ ก และ ข แล้วแต่กรณี


ส่วนที่ 7: กรณีทั่วไปและการตีความกฎหมาย

46. หากมีการนำคดีฟ้องต่อศาลยุติธรรม แต่ศาลยุติธรรมเห็นว่าคดีนั้นอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ศาลยุติธรรมต้องดำเนินการอย่างไร

ก. จำหน่ายคดีทันที
ข. จำหน่ายคดีและโอนคดีไปยังศาลปกครอง
ค. พิจารณาต่อไปตามหลักการพิจารณาที่ถูกต้อง
ง. ยกฟ้องและให้ผู้เสียหายไปฟ้องใหม่ที่ศาลปกครอง

47. ในกรณีที่ความเสียหายเกิดแก่ร่างกายหรือชีวิต หน่วยงานของรัฐมีแนวทางในการพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างไร

ก. ชดใช้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ข. ชดใช้ตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด
ค. ชดใช้ตามที่ศาลกำหนด
ง. ชดใช้ตามที่ผู้เสียหายเรียกร้อง

48. หากมีกฎหมายเฉพาะกำหนดเรื่องความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ไว้แตกต่างจากพระราชบัญญัตินี้ ให้ดำเนินการอย่างไร

ก. ใช้กฎหมายเฉพาะนั้นบังคับ
ข. ใช้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 บังคับ
ค. ใช้หลักกฎหมายที่เป็นคุณแก่เจ้าหน้าที่
ง. ใช้หลักกฎหมายที่เป็นคุณแก่ผู้เสียหาย

49. เมื่อใดที่หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแบบเต็มจำนวน

ก. เมื่อการกระทำละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อธรรมดา
ข. เมื่อการกระทำละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
ค. เมื่อการกระทำละเมิดเกิดจากการจงใจกระทำให้เกิดความเสียหาย
ง. เมื่อการกระทำละเมิดเกิดจากการใช้ดุลพินิจที่ไม่เหมาะสม

50. พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลักความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องใดมากที่สุด

ก. การแยกความรับผิดส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ออกจากความรับผิดของหน่วยงานของรัฐ
ข. การยกเลิกหลักความรับผิดเด็ดขาดของรัฐ
ค. การเพิ่มภาระความรับผิดให้แก่เจ้าหน้าที่
ง. การกำหนดให้ผู้เสียหายไม่สามารถฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง


Review ลูกค้า

เฉลยแนวข้อสอบ แนวข้อสอบพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

1. ค. วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
2. ก. ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใด
3. ค. กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย
4. ค. เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้เหมาะสมและเป็นธรรม
5. ก. นายกรัฐมนตรี
6. ข. เมื่อกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
7. ข. ฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง
8. ข. ฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง
9. ค. มีสิทธิไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่ได้ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
10. ค. มีสิทธิเรียกร้องเฉพาะกรณีที่ตนไม่ได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง


11. ก. 1 ปี
12. ก. นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
13. ก. ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
14. ค. บังคับตามขั้นตอนหรือวิธีการที่กฎหมายกำหนด
15. ข. ผู้บังคับบัญชาหรือผู้กำกับดูแลหรือควบคุมหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น
16. ข. ตัวเจ้าหน้าที่เอง
17. ข. รับผิดเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น
18. ข. เมื่อกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
19. ค. ให้ปฏิบัติตามความเห็นของกระทรวงการคลัง


20. ก. เมื่อมีการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว
21. ก. ขอให้ศาลเรียกเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดเข้ามาในคดี
22. ค. ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
23. ข. หน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติตามความเห็นของกระทรวงการคลัง
24. ง. ต้องดำเนินการตามขั้นตอนหรือวิธีการที่กฎหมายกำหนด
25. ข. สามารถฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อเพิกถอนคำวินิจฉัยได้
26. ก. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดทันที
27. ข. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิด
28. ข. อย่างน้อย 3 คน
29. ข. ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง


30. ง. ส่งเฉพาะกรณีที่กำหนดในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
31. ค. 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำนวนการสอบสวน
32. ง. ถูกทั้งข้อ ก และ ข
33. ก. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
34. ง. ถูกทั้งข้อ ข และ ค
35. ข. พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
36. ค. ระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำ ความเป็นธรรม ฐานะทางเศรษฐกิจของเจ้าหน้าที่ และผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ในอนาคต
37. ข. ให้จ่ายตามส่วนความรับผิดของแต่ละคน
38. ก. ให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย
39. ข. ผู้บังคับบัญชาหรือผู้กำกับดูแลหรือควบคุมหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น


40. ข. กระทำการโดยประมาทเลินเล่อธรรมดา
41. ข. ต้องออกใบรับคำขอให้ไว้เป็นหลักฐาน
42. ง. ภายใน 180 วัน
43. ง. ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 180 วัน
44. ข. ได้ ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด
45. ง. ถูกทั้งข้อ ก และ ข แล้วแต่กรณี
46. ข. จำหน่ายคดีและโอนคดีไปยังศาลปกครอง
47. ข. ชดใช้ตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด
48. ก. ใช้กฎหมายเฉพาะนั้นบังคับ
49. ค. เมื่อการกระทำละเมิดเกิดจากการจงใจกระทำให้เกิดความเสียหาย
50. ก. การแยกความรับผิดส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ออกจากความรับผิดของหน่วยงานของรัฐ


กรุงเทพมหานคร กทม.68

เจ้าพนักงานเทศกิจปฏิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานปกครองปฏิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานประชาสัมพันธ์ปฏิบัติงาน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานห้องสมุดปฏิบัติงาน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร นักจัดการงานโยธาปฏิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร นักนันทนาการปฏิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร นักพัฒนาการกีฬาปฏิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร นักพัฒนาสังคมปฏิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร นักโภชนาการปฏิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร นักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร นักวิชาการจัดเก็บรายได้ปฏิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร นักวิชาการแผนที่ปฏิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร นักวิชาการพัสดุปฏิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร นักวิชาการสุขาภิบาลปฏิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร พนักงานเทศกิจปฏิบัติงาน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร วิศวกรโยธาปฏิบัติการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร

 แนวข้อสอบพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
ข้อสอบปรนัย 50 ข้อ พร้อมเฉลย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *