ข้อสอบตำแหน่ง นิติกร ระดับ 3
สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย
ส่วนที่ 1 พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 และภารกิจของสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (ข้อ 1–15)
- สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงใด
ก. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ข. กระทรวงพาณิชย์
ค. กระทรวงการคลัง
ง. กระทรวงอุตสาหกรรม
- พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 กำหนดระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่อ้อยกับโรงงานในสัดส่วนเท่าใด
ก. ชาวไร่อ้อย 50 : โรงงาน 50
ข. ชาวไร่อ้อย 60 : โรงงาน 40
ค. ชาวไร่อ้อย 80 : โรงงาน 20
ง. ชาวไร่อ้อย 70 : โรงงาน 30
- โครงสร้างการบริหารอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มีลักษณะเป็นระบบใด
ก. ระบบผูกขาดโดยรัฐ
ข. ระบบทวิภาคีระหว่างชาวไร่อ้อยกับโรงงาน
ค. ระบบไตรภาคี ประกอบด้วยภาครัฐ ชาวไร่อ้อย และโรงงาน
ง. ระบบตลาดเสรีโดยไม่มีการกำกับดูแล
- ข้อใดไม่ใช่คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527
ก. คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย
ข. คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าเกษตร
ค. คณะกรรมการบริหารกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย
ง. คณะกรรมการอ้อย
- กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มีสถานะทางกฎหมายอย่างไร
ก. เป็นส่วนราชการระดับกอง
ข. เป็นรัฐวิสาหกิจ
ค. เป็นเงินนอกงบประมาณที่ไม่มีสภาพบุคคล
ง. เป็นนิติบุคคล
- ข้อใดเป็นวัตถุประสงค์สำคัญของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย
ก. ให้กู้ยืมแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อการบริโภค
ข. ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อแสวงหากำไร
ค. จ่ายเงินเดือนข้าราชการ สอน.
ง. รักษาเสถียรภาพของระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย รวมถึงจ่ายชดเชยกรณีราคาอ้อยขั้นสุดท้ายต่ำกว่าราคาอ้อยขั้นต้น
- “ราคาอ้อยขั้นต้น” หมายถึงข้อใด
ก. ราคาอ้อยที่ประกาศก่อนหรือในช่วงต้นฤดูการผลิตโดยประมาณการจากรายได้ เพื่อให้โรงงานจ่ายแก่ชาวไร่อ้อยไปก่อน
ข. ราคาอ้อยที่ชาวไร่อ้อยกำหนดเอง
ค. ราคาอ้อยที่คำนวณได้จริงหลังปิดฤดูการผลิต
ง. ราคาขายปลีกน้ำตาลทรายในประเทศ
- ราคาอ้อยที่ประกาศตามระบบอ้อยและน้ำตาลทรายของไทย โดยทั่วไปกำหนดที่ค่าความหวานระดับใดเป็นเกณฑ์
ก. 5 ซี.ซี.เอส.
ข. 8 ซี.ซี.เอส.
ค. 10 ซี.ซี.เอส.
ง. 12 ซี.ซี.เอส.
- “ซี.ซี.เอส.” (C.C.S.) ในระบบอ้อยและน้ำตาลทรายหมายถึงสิ่งใด
ก. ปริมาณน้ำในลำอ้อย
ข. ค่าความหวานหรือปริมาณน้ำตาลที่สกัดได้จากอ้อย
ค. น้ำหนักอ้อยต่อไร่
ง. ค่าขนส่งอ้อยเข้าโรงงาน
- องค์กรใดเป็นตัวแทนของชาวไร่อ้อยตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527
ก. สหภาพแรงงานชาวไร่อ้อย
ข. สภาเกษตรกรแห่งชาติ
ค. สถาบันชาวไร่อ้อย
ง. สหกรณ์การเกษตรจังหวัด
- องค์กรที่เป็นตัวแทนฝ่ายโรงงานน้ำตาลตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 เรียกว่าอะไร
ก. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ข. หอการค้าไทย
ค. สมาคมโรงงาน
ง. สหภาพโรงงาน
- “ค่าตอบแทนการผลิตขั้นต้น” ตามระบบอ้อยและน้ำตาลทรายเป็นผลประโยชน์ของฝ่ายใด
ก. โรงงาน
ข. ชาวไร่อ้อย
ค. กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย
ง. สอน.
- ข้อใดเป็นเจตนารมณ์สำคัญของการตราพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527
ก. ยกเลิกการผลิตน้ำตาลทรายภายในประเทศ
ข. ให้รัฐเป็นผู้ผลิตน้ำตาลทรายแต่เพียงผู้เดียว
ค. สร้างความเป็นธรรมระหว่างชาวไร่อ้อยกับโรงงาน และรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย
ง. ส่งเสริมการนำเข้าน้ำตาลทรายจากต่างประเทศ
- ผลิตภัณฑ์ใดที่นำมาคำนวณรายได้ในระบบแบ่งปันผลประโยชน์ 70 : 30 ตามหลักการเดิมของพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527
ก. น้ำตาลทรายและกากน้ำตาล
ข. เอทานอลและไฟฟ้าชีวมวลเท่านั้น
ค. ปุ๋ยอินทรีย์จากกากหม้อกรอง
ง. ใบอ้อยและยอดอ้อย
- ในฐานะนิติกรของ สอน. หากโรงงานน้ำตาลรายหนึ่งโต้แย้งคำสั่งของคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ว่าออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โรงงานนั้นควรนำคดีไปฟ้องที่ศาลใด หลังจากดำเนินการตามขั้นตอนอุทธรณ์ภายในครบถ้วนแล้ว
ก. ศาลแพ่ง
ข. ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
ค. ศาลปกครอง
ง. ศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนที่ 2 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ข้อ 16–30)
- “คำสั่งทางปกครอง” ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มีลักษณะสำคัญตามข้อใด
ก. การใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายใช้กับบุคคลใดเป็นการเฉพาะ
ข. การดำเนินการภายในของฝ่ายปกครองที่ไม่มีผลต่อบุคคลภายนอก
ค. การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล
ง. การทำสัญญาจ้างลูกจ้างชั่วคราว
- ข้อใดเป็น “กฎ” ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
ก. ระเบียบที่ใช้บังคับเป็นการทั่วไปโดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ
ข. คำสั่งแต่งตั้งนาย ก. เป็นผู้อำนวยการกอง
ค. คำสั่งไม่อนุญาตให้นาย ข. ตั้งโรงงาน
ง. คำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ข้าราชการ
- เจ้าหน้าที่ผู้ใดต่อไปนี้ไม่อาจพิจารณาทางปกครองได้ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
ก. เจ้าหน้าที่ที่เป็นญาติของคู่กรณีโดยเป็นลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น
ข. เจ้าหน้าที่ที่เคยพบคู่กรณีในงานสัมมนา
ค. เจ้าหน้าที่ที่เป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเดียวกับคู่กรณี
ง. เจ้าหน้าที่ที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดเดียวกับคู่กรณี
- คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือ ต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย โดยเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อใด
ก. ชื่อผู้ร่างคำสั่ง และวันที่ร่าง
ข. ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ
ค. ความเห็นของผู้บังคับบัญชาทุกระดับ
ง. สรุปคำให้การของพยานทุกปาก
- คำสั่งทางปกครองที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้งต่อไปได้ หากเจ้าหน้าที่มิได้ระบุกรณีที่อาจอุทธรณ์ การยื่นคำอุทธรณ์ และระยะเวลาอุทธรณ์ไว้ ผลจะเป็นอย่างไร
ก. คำสั่งนั้นเป็นโมฆะ
ข. ระยะเวลาอุทธรณ์เริ่มนับใหม่ตั้งแต่ได้รับแจ้งข้อความดังกล่าว แต่ถ้าไม่มีการแจ้งใหม่และระยะเวลาสั้นกว่าหนึ่งปี ให้ขยายเป็นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง
ค. คู่กรณีหมดสิทธิอุทธรณ์
ง. ให้ถือว่าคู่กรณียอมรับคำสั่งแล้ว
- คู่กรณีต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งภายในกี่วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง (กรณีกฎหมายเฉพาะมิได้กำหนดไว้)
ก. 15 วัน
ข. 7 วัน
ค. 30 วัน
ง. 90 วัน
- เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งได้รับคำอุทธรณ์ ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกี่วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์
ก. 15 วัน
ข. 30 วัน
ค. 60 วัน
ง. 90 วัน
- ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกี่วันนับแต่ได้รับรายงาน และขยายได้อีกไม่เกินเท่าใด
ก. 15 วัน ขยายได้ไม่เกิน 15 วัน
ข. 60 วัน ขยายได้ไม่เกิน 60 วัน
ค. 30 วัน ขยายได้ไม่เกิน 30 วัน
ง. 90 วัน ขยายได้ไม่เกิน 90 วัน
- การยื่นอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองมีผลต่อการบังคับตามคำสั่งนั้นอย่างไร
ก. ทุเลาการบังคับโดยอัตโนมัติ
ข. ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่ง เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ
ค. คำสั่งสิ้นผลทันที
ง. ต้องรอศาลมีคำพิพากษาก่อน
- การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการให้ประโยชน์ ต้องกระทำภายในระยะเวลาใด
ก. 30 วันนับแต่ทำคำสั่ง
ข. 1 ปีนับแต่ทำคำสั่ง
ค. ไม่มีกำหนดระยะเวลา
ง. 90 วันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่ง
- คู่กรณีจะขอให้เจ้าหน้าที่พิจารณาใหม่ตามมาตรา 54 ต้องยื่นคำขอภายในกี่วันนับแต่ผู้นั้นได้รู้ถึงเหตุซึ่งอาจขอให้พิจารณาใหม่ได้
ก. 15 วัน
ข. 90 วัน
ค. 30 วัน
ง. 60 วัน
- การแจ้งคำสั่งทางปกครองโดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ ภายในประเทศ ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อใด
ก. ครบ 7 วันนับแต่วันส่ง
ข. วันที่ส่ง
ค. ครบ 3 วันนับแต่วันส่ง
ง. ครบ 15 วันนับแต่วันส่ง
- การแจ้งคำสั่งทางปกครองแก่ผู้รับเกินห้าสิบคน เจ้าหน้าที่อาจแจ้งโดยการประกาศ และให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อใด
ก. วันที่ประกาศ
ข. ล่วงพ้น 7 วันนับแต่วันประกาศ
ค. ล่วงพ้น 15 วันนับแต่วันที่ได้แจ้งโดยวิธีดังกล่าว
ง. ล่วงพ้น 30 วันนับแต่วันประกาศ
- การบังคับทางปกครองแก่คำสั่งที่กำหนดให้กระทำหรือละเว้นกระทำ โดยวิธีการให้ชำระค่าปรับทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 กำหนดค่าปรับไว้ไม่เกินวันละเท่าใด
ก. 5,000 บาท
ข. 10,000 บาท
ค. 20,000 บาท
ง. 50,000 บาท
- คำสั่งทางปกครองให้ชำระเงิน หากถึงกำหนดแล้วไม่มีการชำระ เจ้าหน้าที่ต้องมีหนังสือเตือนให้ชำระภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่ากี่วัน ก่อนใช้มาตรการบังคับทางปกครอง
ก. 3 วัน
ข. 15 วัน
ค. 30 วัน
ง. 7 วัน
ส่วนที่ 3 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ข้อ 31–40)
- กรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายจะฟ้องผู้ใด
ก. ฟ้องเจ้าหน้าที่เป็นการส่วนตัวเท่านั้น
ข. ฟ้องทั้งหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ร่วมกัน
ค. ฟ้องกระทรวงการคลังเท่านั้น
ง. ฟ้องหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่นั้นสังกัดโดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
- กรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ผลทางกฎหมายเป็นอย่างไร
ก. หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดแทน
ข. ไม่มีผู้ใดต้องรับผิด
ค. กระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิด
ง. เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว และผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้
- หน่วยงานของรัฐจะใช้สิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (ไล่เบี้ย) ได้ในกรณีใด
ก. เจ้าหน้าที่กระทำโดยประมาทเลินเล่อธรรมดา
ข. ทุกกรณีที่หน่วยงานต้องชดใช้
ค. เจ้าหน้าที่กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
ง. เฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่ถูกลงโทษทางวินัยแล้ว
- สิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคืน (ไล่เบี้ย) ตามมาตรา 8 มีอายุความเท่าใด
ก. 2 ปีนับแต่วันทำละเมิด
ข. 5 ปีนับแต่วันที่รู้ตัวเจ้าหน้าที่
ค. 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด
ง. 1 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย
- กรณีเจ้าหน้าที่ทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนมีอายุความเท่าใด
ก. 1 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานรู้ถึงการละเมิด
ข. 5 ปีนับแต่วันทำละเมิด
ค. 2 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องชดใช้ แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด
ง. 10 ปีนับแต่วันทำละเมิดเท่านั้น
- ผู้เสียหายยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 11 หน่วยงานต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน
ก. 90 วัน ขยายได้ไม่เกิน 90 วัน
ข. 180 วัน และหากไม่อาจพิจารณาได้ทันต้องรายงานรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ขยายได้ไม่เกิน 180 วัน
ค. 120 วัน ขยายได้ไม่เกิน 60 วัน
ง. 1 ปี โดยไม่มีการขยาย
- หลักเรื่องความรับผิดร่วมกันของเจ้าหน้าที่หลายคนในการไล่เบี้ยตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เป็นอย่างไร
ก. ไม่นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ และเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดเฉพาะส่วนของตน
ข. ให้รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม
ค. ผู้บังคับบัญชาสูงสุดรับผิดทั้งหมด
ง. ให้เฉลี่ยรับผิดเท่ากันทุกคน
- ในการกำหนดจำนวนเงินที่เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ หากการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวมด้วย จะดำเนินการอย่างไร
ก. ให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย
ข. ไม่ต้องพิจารณาเรื่องดังกล่าว
ค. ให้เจ้าหน้าที่รับผิดเต็มจำนวน
ง. ให้ยกเลิกการเรียกให้ชดใช้ทั้งหมด
- ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดประกอบด้วยกรรมการจำนวนเท่าใด
ก. ไม่น้อยกว่า 2 คน
ข. ไม่น้อยกว่า 3 คน แต่ไม่เกิน 5 คน
ค. 5 คนถึง 7 คน
ง. ไม่จำกัดจำนวน
- หน่วยงานของรัฐจะเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ โดยวิธีใดตามมาตรา 12
ก. ต้องฟ้องต่อศาลยุติธรรมเท่านั้น
ข. หักเงินเดือนได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้ง
ค. แจ้งความดำเนินคดีอาญา
ง. ออกคำสั่งเรียกให้ชำระเงินภายในเวลาที่กำหนด
ส่วนที่ 4 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 (ข้อ 41–48)
- ข้อมูลข่าวสารใดที่หน่วยงานของรัฐต้องส่งลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 7
ก. โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดำเนินงาน และสรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคัญ
ข. แผนงานและงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ค. สัญญาสัมปทาน
ง. รายงานการแพทย์ของข้าราชการ
- บุคคลที่มีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสำเนา หรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 9 ได้แก่ผู้ใด
ก. บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม
ข. เฉพาะผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง
ค. เฉพาะข้าราชการ
ง. เฉพาะสื่อมวลชน
- ข้อมูลข่าวสารของราชการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 14 มีลักษณะอย่างไร
ก. อาจเปิดเผยได้ตามดุลพินิจ
ข. เปิดเผยได้เมื่อได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี
ค. เปิดเผยได้แก่สื่อมวลชน
ง. จะเปิดเผยมิได้
- ผู้ซึ่งไม่เห็นด้วยกับคำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 อาจอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายในกี่วัน
ก. 7 วัน
ข. 30 วัน
ค. 15 วัน
ง. 60 วัน
- ข้อมูลข่าวสารของราชการตามมาตรา 15 ที่หน่วยงานของรัฐจัดเก็บไว้ เมื่อครบกำหนดกี่ปีนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการจัดทำ ต้องส่งให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติเพื่อคัดเลือกให้ประชาชนศึกษาค้นคว้า
ก. 20 ปี
ข. 10 ปี
ค. 50 ปี
ง. 75 ปี
- กรณีหน่วยงานของรัฐไม่จัดพิมพ์ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 7 หรือไม่จัดข้อมูลข่าวสารไว้ให้ประชาชนตรวจดูตามมาตรา 9 ผู้เสียหายมีสิทธิร้องเรียนต่อผู้ใด
ก. คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ
ข. ผู้ตรวจการแผ่นดิน
ค. ศาลปกครองสูงสุด
ง. สำนักงาน ก.พ.
- หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่อาจกระทบประโยชน์ได้เสียของบุคคลใด ต้องแจ้งให้ผู้นั้นเสนอคำคัดค้านภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่ากี่วัน
ก. 7 วัน
ข. 15 วัน
ค. 30 วัน
ง. 45 วัน
- ข้อใดเป็นข้อมูลข่าวสารที่หน่วยงานของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยได้ตามมาตรา 15
ก. คู่มือการปฏิบัติงานที่มีผลกระทบต่อสิทธิของเอกชน
ข. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใด แต่ไม่รวมถึงรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการทำความเห็น
ค. ผลการพิจารณาที่มีผลโดยตรงต่อเอกชน
ง. นโยบายหรือการตีความ
ส่วนที่ 5 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และวินัยข้าราชการ (ข้อ 49–58)
- ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 แบ่งออกเป็นกี่ประเภท
ก. 2 ประเภท
ข. 3 ประเภท
ค. 5 ประเภท
ง. 4 ประเภท
- ตำแหน่งนิติกรจัดอยู่ในตำแหน่งประเภทใด
ก. ประเภทบริหาร
ข. ประเภทวิชาการ
ค. ประเภทอำนวยการ
ง. ประเภททั่วไป
Review ลูกค้า
- ระดับของตำแหน่งประเภทวิชาการ ข้อใดถูกต้อง
ก. ปฏิบัติการ ชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ ทรงคุณวุฒิ
ข. ปฏิบัติงาน ชำนาญงาน อาวุโส ทักษะพิเศษ
ค. ต้น สูง
ง. ระดับ 1 ถึงระดับ 11
- ผู้ใดเป็นประธาน ก.พ.
ก. รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย
ข. นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
ค. เลขาธิการ ก.พ.
ง. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
- คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ประกอบด้วยกรรมการจำนวนกี่คน
ก. 7 คน
ข. 5 คน
ค. 9 คน
ง. 11 คน
- โทษทางวินัยข้าราชการพลเรือนสามัญตามมาตรา 88 มีกี่สถาน
ก. 3 สถาน
ข. 5 สถาน
ค. 4 สถาน
ง. 6 สถาน
- การละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกี่วันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ก. 3 วัน
ข. 15 วัน
ค. 7 วัน
ง. 30 วัน
- ข้าราชการผู้ถูกลงโทษทางวินัยมีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ภายในกี่วันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่ง
ก. 15 วัน
ข. 60 วัน
ค. 30 วัน
ง. 90 วัน
- ข้าราชการซึ่งออกจากราชการไปแล้ว ผู้บังคับบัญชาจะดำเนินการทางวินัยต่อไปได้ในกรณีใด
ก. มีการกล่าวหาเป็นหนังสือก่อนออกจากราชการ เว้นแต่ออกจากราชการเพราะตาย
ข. ไม่สามารถดำเนินการได้ทุกกรณี
ค. ได้ทุกกรณีโดยไม่มีเงื่อนไข
ง. เฉพาะกรณีออกจากราชการเพราะลาออก
- ผู้ถูกลงโทษปลดออกจากราชการ มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญอย่างไร
ก. ไม่มีสิทธิได้รับเลย
ข. ได้รับเพียงครึ่งหนึ่ง
ค. ได้รับเฉพาะบำนาญพิเศษ
ง. ได้รับเสมือนเป็นผู้ลาออก
ส่วนที่ 6 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 (ข้อ 59–65)
- ศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แบ่งออกเป็นกี่ชั้น
ก. 1 ชั้น
ข. 2 ชั้น คือ ศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด
ค. 3 ชั้น คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลสูงสุด
ง. 4 ชั้น
- คดีใดไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ก. คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
ข. การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร
ค. คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง
ง. คดีพิพาทว่าเจ้าหน้าที่ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด
- การฟ้องคดีปกครองกรณีหน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องยื่นฟ้องภายในกี่วันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี (กรณีไม่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้)
ก. 30 วัน
ข. 60 วัน
ค. 90 วัน
ง. 1 ปี
- การฟ้องคดีปกครองเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องยื่นฟ้องภายในระยะเวลาใด
ก. 90 วันนับแต่รู้เหตุ
ข. 2 ปีนับแต่วันทำละเมิด
ค. 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี
ง. 5 ปีนับแต่วันทำละเมิด
- กรณีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนเสียหายไว้โดยเฉพาะ ผู้ฟ้องคดีต้องดำเนินการอย่างไรก่อนฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
ก. ต้องดำเนินการตามขั้นตอนหรือวิธีการนั้น และได้มีการสั่งการตามกฎหมายนั้นหรือไม่มีการสั่งการภายในเวลาอันสมควร
ข. ไม่ต้องดำเนินการใด
ค. ต้องร้องเรียนต่อสื่อมวลชนก่อน
ง. ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีก่อน
- คู่กรณีที่ไม่พอใจคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดภายในกี่วันนับแต่วันที่ศาลปกครองชั้นต้นอ่านคำพิพากษา
ก. 15 วัน
ข. 60 วัน
ค. 90 วัน
ง. 30 วัน
- ระบบวิธีพิจารณาคดีของศาลปกครองเป็นระบบใด
ก. ระบบกล่าวหา
ข. ระบบลูกขุน
ค. ระบบประนีประนอมเท่านั้น
ง. ระบบไต่สวน
ส่วนที่ 7 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ข้อ 66–77)
- บุคคลย่อมบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุเท่าใด
ก. 15 ปีบริบูรณ์
ข. 20 ปีบริบูรณ์
ค. 18 ปีบริบูรณ์
ง. 21 ปีบริบูรณ์
- นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย มีผลอย่างไร
ก. โมฆียะ
ข. สมบูรณ์
ค. ไม่บริบูรณ์แต่บังคับได้
ง. โมฆะ
- นิติกรรมที่ได้กระทำโดยการแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉล มีผลอย่างไร
ก. โมฆะ
ข. สมบูรณ์
ค. โมฆียะ
ง. บังคับได้เพียงบางส่วน
- การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม มีผลอย่างไร
ก. โมฆียะ
ข. สมบูรณ์
ค. โมฆะ
ง. บอกล้างได้ภายใน 1 ปี
- โมฆียะกรรมจะบอกล้างมิได้เมื่อพ้นเวลาใด
ก. 6 เดือนนับแต่ทำนิติกรรม
ข. 2 ปีนับแต่ทำนิติกรรม
ค. 1 ปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ หรือ 10 ปีนับแต่ได้ทำนิติกรรม
ง. 5 ปีนับแต่ทำนิติกรรม
- อายุความทั่วไปที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น มีกำหนดเท่าใด
ก. 1 ปี
ข. 2 ปี
ค. 5 ปี
ง. 10 ปี
- สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด มีอายุความเท่าใด
ก. 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือ 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด
ข. 2 ปีนับแต่วันทำละเมิด
ค. 5 ปีนับแต่วันทำละเมิด
ง. 10 ปีนับแต่วันรู้ตัวผู้ทำละเมิด
- การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มีผลอย่างไร
ก. โมฆียะ
ข. สมบูรณ์ระหว่างคู่สัญญา
ค. โมฆะ
ง. ฟ้องร้องบังคับได้ 3 ปี
- การกู้ยืมเงินกว่าเท่าใดขึ้นไป หากมิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืม จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
ก. 500 บาท
ข. 1,000 บาท
ค. 2,000 บาท
ง. 5,000 บาท
- ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2564 ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยและไม่ได้กำหนดอัตราไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมาย ให้ใช้อัตราร้อยละเท่าใดต่อปี
ก. ร้อยละ 5 ต่อปี
ข. ร้อยละ 3 ต่อปี
ค. ร้อยละ 7.5 ต่อปี
ง. ร้อยละ 15 ต่อปี
- นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไป ในกรณีใด
ก. ทุกกรณีที่ลูกจ้างกระทำ
ข. เฉพาะนอกเวลาทำงาน
ค. เฉพาะในทางการที่จ้าง
ง. เฉพาะเมื่อนายจ้างสั่งให้ทำ
- สัญญาค้ำประกันจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ ต้องมีหลักฐานอย่างไร
ก. ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ข. มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน
ค. มีพยานบุคคลอย่างน้อย 2 คน
ง. ไม่ต้องมีหลักฐานใด
ส่วนที่ 8 ประมวลกฎหมายอาญา (ข้อ 78–85)
- หลัก “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย” ปรากฏอยู่ในมาตราใดของประมวลกฎหมายอาญา
ก. มาตรา 2
ข. มาตรา 1
ค. มาตรา 59
ง. มาตรา 68
- โทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18 ได้แก่ข้อใด
ก. ประหารชีวิต จำคุก ปรับ ภาคทัณฑ์
ข. ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน
ค. จำคุก ปรับ ตัดเงินเดือน
ง. จำคุก กักขัง ปรับ ไล่ออก
- ตามประมวลกฎหมายอาญาที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2565 เด็กอายุยังไม่เกินกี่ปีกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ
ก. 7 ปี
ข. 10 ปี
ค. 12 ปี
ง. 15 ปี
- เจ้าพนักงานผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามมาตราใด
ก. มาตรา 147
ข. มาตรา 157
ค. มาตรา 149
ง. มาตรา 162
- เจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต เป็นความผิดตามมาตราใด
ก. มาตรา 149
ข. มาตรา 157
ค. มาตรา 352
ง. มาตรา 147
- ความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในกำหนดเวลาใด เป็นอันขาดอายุความ
ก. 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
ข. 1 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิด
ค. 6 เดือนนับแต่วันกระทำความผิด
ง. 1 ปีนับแต่วันกระทำความผิด
- ผู้ใดกระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น ถือว่าเป็นการกระทำโดยลักษณะใด
ก. เจตนา
ข. ประมาท
ค. พลาด
ง. ป้องกัน
- เจ้าพนักงานผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง เป็นความผิดตามมาตราใด
ก. มาตรา 144
ข. มาตรา 147
ค. มาตรา 157
ง. มาตรา 149
ส่วนที่ 9 กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และการอำนวยความสะดวก (ข้อ 86–92)
- ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินแบ่งออกเป็นข้อใด
ก. ราชการส่วนกลาง และรัฐวิสาหกิจ
ข. ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนจังหวัด ราชการส่วนอำเภอ
ค. ราชการพลเรือน ราชการทหาร ราชการตำรวจ
ง. ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น
- ส่วนราชการใดมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
ก. กอง
ข. สำนักงานเลขานุการกรม
ค. ศูนย์
ง. กระทรวง ทบวง กรม
- ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ใดรักษาราชการแทน
ก. ผู้อำนวยการกองที่อาวุโสที่สุด
ข. เลขานุการกรม
ค. รองอธิบดี ถ้ามีรองอธิบดีหลายคน ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งรองอธิบดีคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน
ง. ปลัดกระทรวง
- พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กำหนดเป้าหมายของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีไว้กี่ประการ
ก. 5 ประการ
ข. 7 ประการ
ค. 6 ประการ
ง. 10 ประการ
- ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เมื่อส่วนราชการได้รับการติดต่อสอบถามเป็นหนังสือจากประชาชนหรือส่วนราชการด้วยกัน ต้องตอบหรือแจ้งการดำเนินการให้ทราบภายในกี่วัน
ก. 7 วัน
ข. 30 วัน
ค. 15 วัน
ง. 45 วัน
- ตามพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้การกระทำใดต้องได้รับอนุญาต ผู้อนุญาตต้องจัดทำสิ่งใด
ก. คู่มือสำหรับประชาชน
ข. ประกาศรับสมัครงาน
ค. รายงานประจำปีต่อรัฐสภา
ง. แผนยุทธศาสตร์ 20 ปี
- อำนาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งใด ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นอาจดำเนินการอย่างไรได้ตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
ก. มอบอำนาจด้วยวาจาได้ทุกกรณี
ข. มอบอำนาจให้เอกชนได้
ค. มอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นปฏิบัติราชการแทนได้ เว้นแต่กฎหมายกำหนดห้ามการมอบอำนาจไว้
ง. ไม่อาจมอบอำนาจได้
ส่วนที่ 10 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ (ข้อ 93–97)
- หนังสือราชการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ มีกี่ชนิด
ก. 4 ชนิด
ข. 5 ชนิด
ค. 7 ชนิด
ง. 6 ชนิด
- หนังสือสั่งการมีกี่ชนิด ได้แก่อะไรบ้าง
ก. 2 ชนิด คือ คำสั่ง และระเบียบ
ข. 3 ชนิด คือ คำสั่ง ระเบียบ และข้อบังคับ
ค. 3 ชนิด คือ ประกาศ แถลงการณ์ และข่าว
ง. 4 ชนิด คือ คำสั่ง ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศ
- หนังสือราชการที่ต้องปฏิบัติให้เร็วกว่าปกติ แบ่งชั้นความเร็วออกเป็นกี่ประเภท
ก. 2 ประเภท คือ ด่วน และด่วนมาก
ข. 3 ประเภท คือ ด่วนที่สุด ด่วนมาก และด่วน
ค. 3 ประเภท คือ ลับที่สุด ลับมาก และลับ
ง. 4 ประเภท
- หนังสือประทับตราใช้ในกรณีใด
ก. กรณีที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ใช้ระหว่างส่วนราชการ หรือส่วนราชการกับบุคคลภายนอก โดยหัวหน้าส่วนราชการระดับกองขึ้นไปเป็นผู้รับผิดชอบลงชื่อย่อกำกับตรา
ข. กรณีเรื่องสำคัญที่ต้องเสนอรัฐมนตรี
ค. กรณีการออกคำสั่งลงโทษทางวินัย
ง. กรณีการทำสัญญากับเอกชน
- โดยปกติหนังสือราชการต้องเก็บไว้ไม่น้อยกว่ากี่ปี (เว้นแต่กรณีที่ระเบียบกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น)
ก. 1 ปี
ข. 5 ปี
ค. 20 ปี
ง. 10 ปี
ส่วนที่ 11 พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (ข้อ 98–100)
- วิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 มีกี่วิธี
ก. 3 วิธี คือ วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป วิธีคัดเลือก และวิธีเฉพาะเจาะจง
ข. 2 วิธี
ค. 4 วิธี
ง. 6 วิธี คือ ตกลงราคา สอบราคา ประกวดราคา พิเศษ กรณีพิเศษ และประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
- การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุของหน่วยงานของรัฐต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่หน่วยงานของรัฐ และต้องสอดคล้องกับหลักการตามมาตรา 8 ข้อใดไม่ใช่หลักการดังกล่าว
ก. รวดเร็วโดยไม่ต้องตรวจสอบ
ข. คุ้มค่า
ค. โปร่งใส
ง. มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
- ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 วิธีการใดเป็นวิธีหลักที่หน่วยงานของรัฐต้องใช้ในการจัดซื้อจัดจ้าง
ก. วิธีเฉพาะเจาะจง
ข. วิธีคัดเลือก
ค. วิธีตกลงราคา
ง. วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป
Review ลูกค้า
เฉลยข้อสอบ
|
1. ง |
11. ค |
21. ก |
31. ง |
41. ก |
51. ก |
61. ค |
71. ง |
81. ข |
91. ก |
|
2. ง |
12. ก |
22. ข |
32. ง |
42. ก |
52. ข |
62. ค |
72. ก |
82. ง |
92. ค |
|
3. ค |
13. ค |
23. ค |
33. ค |
43. ง |
53. ก |
63. ก |
73. ค |
83. ก |
93. ง |
|
4. ข |
14. ก |
24. ข |
34. ง |
44. ค |
54. ข |
64. ง |
74. ค |
84. ก |
94. ข |
|
5. ง |
15. ค |
25. ง |
35. ค |
45. ก |
55. ข |
65. ง |
75. ข |
85. ง |
95. ข |
|
6. ง |
16. ค |
26. ข |
36. ข |
46. ก |
56. ค |
66. ข |
76. ค |
86. ง |
96. ก |
|
7. ก |
17. ก |
27. ก |
37. ก |
47. ข |
57. ก |
67. ง |
77. ข |
87. ง |
97. ง |
|
8. ค |
18. ก |
28. ค |
38. ก |
48. ข |
58. ง |
68. ค |
78. ก |
88. ค |
98. ก |
|
9. ข |
19. ข |
29. ง |
39. ข |
49. ง |
59. ข |
69. ค |
79. ข |
89. ข |
99. ก |
|
10. ค |
20. ข |
30. ง |
40. ง |
50. ข |
60. ข |
70. ค |
80. ค |
90. ค |
100. ง |
