ฟรี แนวข้อสอบครูผู้ช่วย กลุ่มวิชาการวัดและประเมินผลการศึกษา ปรนัย 50 ข้อ พร้อมเฉลย

แนวข้อสอบครูผู้ช่วย กลุ่มวิชาการวัดและประเมินผลการศึกษา ปรนัย 50 ข้อ พร้อมเฉลย

1. ข้อใดคือความหมายของการวัดผล (Measurement) ที่ถูกต้องที่สุด

ก. การตัดสินคุณค่าของสิ่งที่วัด
ข. การกำหนดตัวเลขให้กับสิ่งที่ต้องการวัดตามกฎเกณฑ์
ค. การตีความหมายของข้อมูลที่ได้จากการทดสอบ
ง. การนำผลการวัดมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด

2. ข้อใดไม่ใช่คุณลักษณะของเครื่องมือวัดผลที่ดี

ก. ความเที่ยงตรง (Validity)
ข. ความเชื่อมั่น (Reliability)
ค. ความเป็นปรนัย (Objectivity)
ง. ความง่าย (Simplicity)

3. การประเมินผลก่อนเรียน (Pre-assessment) มีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร

ก. ตัดสินผลการเรียนของผู้เรียน
ข. วินิจฉัยข้อบกพร่องของผู้เรียน
ค. ตรวจสอบความรู้พื้นฐานเพื่อเตรียมการสอน
ง. ปรับปรุงการเรียนการสอนระหว่างเรียน

4. ข้อใดคือความหมายของค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบ

ก. แบบทดสอบวัดได้ตรงตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการวัด
ข. แบบทดสอบให้ผลการวัดคงที่แน่นอนไม่ว่าจะวัดกี่ครั้งก็ตาม
ค. แบบทดสอบสามารถนำไปใช้กับผู้เรียนได้ทุกกลุ่ม
ง. แบบทดสอบมีความเป็นปรนัยในการตรวจให้คะแนน

5. ข้อใดไม่ใช่ประเภทของความเที่ยงตรง (Validity)

ก. ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity)
ข. ความเที่ยงตรงเชิงทำนาย (Predictive Validity)
ค. ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity)
ง. ความเที่ยงตรงเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Validity)

6. เครื่องมือวัดผลชนิดใดที่เหมาะสำหรับการวัดทักษะปฏิบัติ

ก. แบบทดสอบปรนัย
ข. แบบทดสอบอัตนัย
ค. แบบสังเกตพฤติกรรม
ง. แบบสอบถามความคิดเห็น

7. การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) มีลักษณะอย่างไร

ก. เน้นการวัดความรู้ความจำเป็นหลัก
ข. ใช้ข้อสอบปรนัยเป็นเครื่องมือหลัก
ค. ประเมินจากการปฏิบัติงานในสถานการณ์จริงหรือใกล้เคียงสถานการณ์จริง
ง. ประเมินเฉพาะเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน

8. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของการประเมินตามสภาพจริง

ก. เน้นการวัดทักษะการคิดขั้นสูง
ข. ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง
ค. ใช้เครื่องมือวัดที่หลากหลาย
ง. เน้นการทดสอบแบบปรนัยเป็นหลัก

9. การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบแบบใดเหมาะสำหรับแบบทดสอบที่มีการให้คะแนนแบบ 0-1

ก. วิธีการของครอนบาค (Cronbach’s Alpha)
ข. วิธีการของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (KR-20, KR-21)
ค. วิธีการทดสอบซ้ำ (Test-Retest Method)
ง. วิธีการใช้แบบทดสอบคู่ขนาน (Parallel Form)

10. ข้อใดเป็นการประเมินแบบ Formative Assessment

ก. การสอบปลายภาคเรียน
ข. การสอบวัดความรู้พื้นฐานก่อนเรียน
ค. การสอบย่อยระหว่างหน่วยการเรียน
ง. การสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปลายปี

11. การวัดผลแบบอิงกลุ่ม (Norm-Referenced Measurement) มีลักษณะอย่างไร

ก. เปรียบเทียบผลการเรียนของผู้เรียนกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้
ข. เปรียบเทียบผลการเรียนของผู้เรียนกับคะแนนของกลุ่ม
ค. เปรียบเทียบผลการเรียนของผู้เรียนกับความสามารถของตนเองก่อนเรียน
ง. เปรียบเทียบผลการเรียนของผู้เรียนกับมาตรฐานการเรียนรู้

12. ข้อใดเป็นข้อดีของการวัดผลแบบอิงเกณฑ์ (Criterion-Referenced Measurement)

ก. ทำให้ทราบว่าผู้เรียนคนใดเก่งกว่าใคร
ข. ทำให้เห็นการกระจายของคะแนนในกลุ่ม
ค. ทำให้ทราบว่าผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้มากน้อยเพียงใด
ง. เหมาะสำหรับการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อ

13. การวิเคราะห์ข้อสอบรายข้อ (Item Analysis) มีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร

ก. ตรวจสอบความยากง่ายของข้อสอบทั้งฉบับ
ข. ตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบแต่ละข้อ
ค. ตรวจสอบความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ
ง. ตรวจสอบความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ

14. ข้อสอบที่มีค่าความยาก (p) เท่ากับ 0.25 มีลักษณะอย่างไร

ก. เป็นข้อสอบที่ง่ายมาก
ข. เป็นข้อสอบที่ยากมาก
ค. เป็นข้อสอบที่มีความยากง่ายปานกลาง
ง. เป็นข้อสอบที่ไม่สามารถจำแนกผู้เรียนได้

15. ข้อสอบที่มีค่าอำนาจจำแนก (r) เท่ากับ -0.30 มีลักษณะอย่างไร

ก. จำแนกผู้เรียนได้ดี
ข. จำแนกผู้เรียนได้ปานกลาง
ค. จำแนกผู้เรียนในทิศทางตรงกันข้าม
ง. ไม่สามารถจำแนกผู้เรียนได้

16. ข้อใดเป็นค่าสถิติพื้นฐานที่ใช้บอกตำแหน่งของคะแนนในกลุ่ม

ก. ค่าเฉลี่ย (Mean)
ข. ค่ามัธยฐาน (Median)
ค. ค่าฐานนิยม (Mode)
ง. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

17. Portfolio หรือแฟ้มสะสมผลงาน มีประโยชน์อย่างไรในการวัดและประเมินผล

ก. ใช้ประเมินความสามารถในการทำข้อสอบของผู้เรียน
ข. แสดงพัฒนาการและความก้าวหน้าของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
ค. ใช้เปรียบเทียบความสามารถระหว่างผู้เรียน
ง. ใช้ตัดสินผลการเรียนในภาพรวมเท่านั้น

18. การประเมินโดยเพื่อน (Peer Assessment) มีข้อดีอย่างไร

ก. ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการประเมินและการให้ข้อมูลย้อนกลับ
ข. ลดภาระงานของครูในการตรวจงาน
ค. มีความถูกต้องแม่นยำสูงกว่าการประเมินโดยครู
ง. สามารถใช้ตัดสินผลการเรียนได้อย่างยุติธรรม

19. ข้อใดไม่ใช่หลักการของการสร้างเกณฑ์การประเมิน (Rubrics)

ก. ต้องสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการวัด
ข. มีความชัดเจนเข้าใจง่าย
ค. มีระดับคุณภาพที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ง. เกณฑ์ต้องยากเพื่อจำแนกผู้เรียนให้ได้

20. ข้อใดเป็นลักษณะของ Authentic Assessment

ก. เน้นการวัดด้วยข้อสอบอัตนัยเป็นหลัก
ข. วัดความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียนจากการปฏิบัติงานจริง
ค. ต้องใช้แบบทดสอบมาตรฐานเท่านั้น
ง. เป็นการวัดที่เน้นเนื้อหาทางวิชาการเป็นหลัก

21. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement Test) มีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร

ก. วัดระดับสติปัญญาของผู้เรียน
ข. วัดความรู้ความสามารถที่ได้รับจากการเรียนการสอน
ค. วัดความถนัดทางการเรียน
ง. วัดความสนใจและทัศนคติต่อการเรียน

22. ข้อใดไม่ใช่ประเภทของแบบทดสอบอิงเกณฑ์

ก. แบบทดสอบวินิจฉัย (Diagnostic Test)
ข. แบบทดสอบความถนัด (Aptitude Test)
ค. แบบทดสอบวัดความรอบรู้ (Mastery Test)
ง. แบบทดสอบจุดประสงค์เฉพาะ (Specific Objective Test)

23. การประเมินตามสภาพจริงมีความแตกต่างจากการประเมินแบบดั้งเดิมอย่างไร

ก. ใช้แบบทดสอบที่มีมาตรฐานสูงกว่า
ข. มีความยืดหยุ่นในการใช้เครื่องมือและวิธีการประเมินที่หลากหลาย
ค. ใช้เวลาในการประเมินน้อยกว่า
ง. เน้นการประเมินความรู้ความจำ

24. การประเมินตามสภาพจริงควรมีลักษณะอย่างไร

ก. ประเมินเฉพาะในช่วงปลายภาคเรียน
ข. ใช้แบบทดสอบแบบเลือกตอบเป็นหลัก
ค. ประเมินอย่างต่อเนื่องตลอดการเรียนการสอน
ง. ประเมินโดยครูผู้สอนเท่านั้น

25. การออกแบบเครื่องมือวัดผลควรคำนึงถึงสิ่งใดเป็นอันดับแรก

ก. ความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ข. ความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้
ค. ความง่ายในการตรวจให้คะแนน
ง. ความสอดคล้องกับเวลาที่มี

26. เมื่อต้องการวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียน ควรใช้เครื่องมือใด

ก. แบบทดสอบความรู้
ข. แบบทดสอบทักษะปฏิบัติ
ค. แบบสอบถามความคิดเห็น
ง. แบบวัดเจตคติ

27. แบบทดสอบชนิดใดเหมาะสำหรับวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์

ก. แบบทดสอบแบบถูก-ผิด
ข. แบบทดสอบแบบจับคู่
ค. แบบทดสอบแบบเติมคำ
ง. แบบทดสอบแบบอัตนัย

28. ข้อใดเป็นวิธีการหาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบอัตนัยที่เหมาะสมที่สุด

ก. วิธีการของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (KR-20)
ข. วิธีการของครอนบาค (Cronbach’s Alpha)
ค. วิธีการแบ่งครึ่งข้อสอบ (Split-Half Method)
ง. วิธีการทดสอบซ้ำ (Test-Retest Method)

29. ข้อใดไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินตามสภาพจริง

ก. การสังเกต
ข. การสัมภาษณ์
ค. แฟ้มสะสมผลงาน
ง. แบบทดสอบความจำ

30. Rubrics มีประโยชน์อย่างไรในการประเมินผล

ก. ช่วยให้ผู้ประเมินมีเกณฑ์การตัดสินที่ชัดเจน
ข. ช่วยลดเวลาในการตรวจให้คะแนน
ค. ช่วยให้ครูไม่ต้องให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียน
ง. ช่วยให้การประเมินมีความเป็นอัตนัยมากขึ้น

31. ข้อใดคือลักษณะของข้อสอบที่มีคุณภาพ

ก. เป็นข้อสอบที่ง่าย ทุกคนสามารถทำได้ถูกต้อง
ข. เป็นข้อสอบที่ยาก เพื่อจำแนกผู้เรียนเก่งและอ่อน
ค. เป็นข้อสอบที่มีความยากง่ายพอเหมาะและสามารถจำแนกผู้เรียนได้
ง. เป็นข้อสอบที่วัดความจำเป็นหลัก

32. การนำผลการประเมินไปใช้ตามแนวคิดการประเมินเพื่อการเรียนรู้ (Assessment for Learning) ควรเป็นอย่างไร

ก. นำไปใช้ตัดสินผลการเรียนเท่านั้น
ข. นำไปใช้จัดอันดับผู้เรียน
ค. นำไปใช้ปรับปรุงการเรียนการสอน
ง. นำไปใช้รายงานผลต่อผู้ปกครอง

33. ข้อใดคือข้อจำกัดของการประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio)

ก. ใช้เวลามากในการจัดทำและประเมิน
ข. ไม่สามารถแสดงพัฒนาการของผู้เรียนได้
ค. ไม่เหมาะสมกับการประเมินทักษะปฏิบัติ
ง. ขาดความเป็นมาตรฐาน

34. การประเมินตนเอง (Self-Assessment) มีประโยชน์อย่างไร

ก. ช่วยให้ผู้เรียนได้สะท้อนการเรียนรู้ของตนเอง
ข. ช่วยลดภาระงานของครูในการประเมิน
ค. ช่วยให้การประเมินมีความเที่ยงตรงมากขึ้น
ง. ช่วยให้ผู้เรียนได้คะแนนสูงขึ้น

35. การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนควรเริ่มต้นด้วยขั้นตอนใด

ก. กำหนดรูปแบบของข้อสอบ
ข. วิเคราะห์หลักสูตรและเนื้อหา
ค. สร้างข้อสอบ
ง. กำหนดเกณฑ์การให้คะแนน

36. ข้อใดเป็นการประเมินโดยใช้แนวคิด Assessment as Learning

ก. ครูใช้ผลการประเมินเพื่อปรับปรุงการสอน
ข. ผู้เรียนประเมินตนเองเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้
ค. โรงเรียนใช้ผลการประเมินเพื่อรายงานต่อหน่วยงานต้นสังกัด
ง. ผู้ปกครองใช้ผลการประเมินเพื่อติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียน

37. การประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment) และการประเมินเพื่อตัดสิน (Summative Assessment) แตกต่างกันอย่างไร

ก. Formative Assessment ทำในช่วงปลายภาคเรียน ส่วน Summative Assessment ทำระหว่างเรียน
ข. Formative Assessment ใช้ข้อสอบปรนัย ส่วน Summative Assessment ใช้ข้อสอบอัตนัย
ค. Formative Assessment นำผลไปปรับปรุงการเรียนการสอน ส่วน Summative Assessment ใช้ตัดสินผลการเรียน
ง. Formative Assessment ประเมินโดยครู ส่วน Summative Assessment ประเมินโดยผู้เรียน

38. ข้อใดเป็นจุดมุ่งหมายของการประเมินผลแบบ Summative Assessment

ก. วินิจฉัยจุดบกพร่องของผู้เรียน
ข. ตรวจสอบพื้นฐานความรู้ของผู้เรียน
ค. ปรับปรุงการเรียนการสอนระหว่างเรียน
ง. ตัดสินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน

39. การประเมินตามสภาพจริงควรใช้แหล่งข้อมูลใดบ้าง

ก. ใช้ผลการทดสอบเพียงอย่างเดียว
ข. ใช้แฟ้มสะสมผลงานเพียงอย่างเดียว
ค. ใช้หลายแหล่งข้อมูลประกอบกัน
ง. ใช้การสังเกตพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว

40. การวิเคราะห์ความยากง่าย (p) ของข้อสอบปรนัยแบบ 4 ตัวเลือก ค่าความยากง่ายที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วงใด

ก. 0.00 – 0.20
ข. 0.20 – 0.80
ค. 0.80 – 1.00
ง. 0.90 – 1.00

41. การวัดและประเมินผลตามแนวทางของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) มีลักษณะอย่างไร

ก. เน้นการประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียน
ข. เน้นการประเมินตามสภาพจริงเพื่อพัฒนาผู้เรียน
ค. เน้นการประเมินโดยใช้แบบทดสอบมาตรฐาน
ง. เน้นการประเมินเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน

42. การประเมินผลแบบย่อย (Formative Assessment) มีความสำคัญอย่างไร

ก. ใช้ตัดสินผลการเรียนปลายภาคเรียน
ข. ใช้จัดอันดับผู้เรียนในชั้นเรียน
ค. ใช้วินิจฉัยปัญหาและให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อพัฒนาผู้เรียน
ง. ใช้รายงานผลการเรียนต่อผู้ปกครอง

43. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของการวัดและประเมินผลตามแนวคิด Backward Design

ก. กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ที่ชัดเจนก่อนออกแบบการสอน
ข. กำหนดหลักฐานการเรียนรู้ที่แสดงว่าผู้เรียนบรรลุเป้าหมาย
ค. ออกแบบการประเมินผลที่สอดคล้องกับเป้าหมาย
ง. เริ่มต้นจากการกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนก่อนกำหนดเป้าหมาย

44. ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของการประเมินผลตามสภาพจริง

ก. งานหรือกิจกรรมที่ผู้เรียนปฏิบัติ
ข. เกณฑ์การประเมิน (Rubrics)
ค. การให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียน
ง. การทดสอบแบบปรนัยเป็นหลัก

45. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ที่ใช้ในการหาค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบ

ก. มีค่าอยู่ระหว่าง -1 ถึง +1
ข. ค่าเป็นลบแสดงว่าข้อสอบมีคุณภาพดี
ค. ค่าที่ใกล้ 0 แสดงว่าข้อสอบมีอำนาจจำแนกสูง
ง. ค่าที่สูงกว่า 1 แสดงว่าข้อสอบมีคุณภาพดีมาก

46. การกำหนดน้ำหนักคะแนนในการสร้างแบบทดสอบควรพิจารณาจากสิ่งใดเป็นสำคัญ

ก. ความยากง่ายของเนื้อหา
ข. ความสำคัญของเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้
ค. ความชอบของผู้ออกข้อสอบ
ง. ระยะเวลาที่ใช้ในการสอน

47. การประเมินตามสภาพจริงควรประเมินโดยใคร

ก. ครูผู้สอนเท่านั้น
ข. ผู้เรียนประเมินตนเองเท่านั้น
ค. ผู้บริหารสถานศึกษาเท่านั้น
ง. ใช้ผู้ประเมินหลายฝ่าย ทั้งครู ผู้เรียน เพื่อน และผู้เกี่ยวข้อง

48. ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ควรออกข้อสอบให้วัดพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านใดมากที่สุด

ก. ความรู้ความจำ
ข. ความเข้าใจ
ค. การนำไปใช้
ง. ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การเรียนรู้ของแต่ละวิชา

49. ข้อใดเป็นตัวอย่างของการประเมินตามสภาพจริง

ก. การทดสอบปลายภาคด้วยข้อสอบปรนัย
ข. การให้ผู้เรียนทำโครงงานและนำเสนอผลงาน
ค. การทดสอบย่อยหลังเรียนจบบทเรียน
ง. การสอบวัดความรู้พื้นฐานก่อนเรียน

50. การประเมินเพื่อการเรียนรู้ (Assessment for Learning) มีจุดมุ่งหมายเพื่อ

ก. ตัดสินผลการเรียนของผู้เรียน
ข. จัดอันดับความสามารถของผู้เรียน
ค. ปรับปรุงการเรียนการสอนและพัฒนาผู้เรียน
ง. รายงานผลการเรียนต่อผู้ปกครอง


Review ลูกค้า

เฉลยแนวข้อสอบ ครูผู้ช่วย กลุ่มวิชาการวัดและประเมินผลการศึกษา

1. ข. การกำหนดตัวเลขให้กับสิ่งที่ต้องการวัดตามกฎเกณฑ์
2. ง. ความง่าย (Simplicity)
3. ค. ตรวจสอบความรู้พื้นฐานเพื่อเตรียมการสอน
4. ข. แบบทดสอบให้ผลการวัดคงที่แน่นอนไม่ว่าจะวัดกี่ครั้งก็ตาม
5. ง. ความเที่ยงตรงเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Validity)
6. ค. แบบสังเกตพฤติกรรม
7. ค. ประเมินจากการปฏิบัติงานในสถานการณ์จริงหรือใกล้เคียงสถานการณ์จริง
8. ง. เน้นการทดสอบแบบปรนัยเป็นหลัก
9. ข. วิธีการของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (KR-20, KR-21)
10. ค. การสอบย่อยระหว่างหน่วยการเรียน
11. ข. เปรียบเทียบผลการเรียนของผู้เรียนกับคะแนนของกลุ่ม
12. ค. ทำให้ทราบว่าผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้มากน้อยเพียงใด
13. ข. ตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบแต่ละข้อ
14. ข. เป็นข้อสอบที่ยากมาก
15. ค. จำแนกผู้เรียนในทิศทางตรงกันข้าม
16. ข. ค่ามัธยฐาน (Median)
17. ข. แสดงพัฒนาการและความก้าวหน้าของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
18. ก. ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการประเมินและการให้ข้อมูลย้อนกลับ
19. ง. เกณฑ์ต้องยากเพื่อจำแนกผู้เรียนให้ได้
20. ข. วัดความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียนจากการปฏิบัติงานจริง
21. ข. วัดความรู้ความสามารถที่ได้รับจากการเรียนการสอน
22. ข. แบบทดสอบความถนัด (Aptitude Test)
23. ข. มีความยืดหยุ่นในการใช้เครื่องมือและวิธีการประเมินที่หลากหลาย
24. ค. ประเมินอย่างต่อเนื่องตลอดการเรียนการสอน
25. ข. ความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้
26. ข. แบบทดสอบทักษะปฏิบัติ
27. ง. แบบทดสอบแบบอัตนัย
28. ข. วิธีการของครอนบาค (Cronbach’s Alpha)
29. ง. แบบทดสอบความจำ
30. ก. ช่วยให้ผู้ประเมินมีเกณฑ์การตัดสินที่ชัดเจน
31. ค. เป็นข้อสอบที่มีความยากง่ายพอเหมาะและสามารถจำแนกผู้เรียนได้
32. ค. นำไปใช้ปรับปรุงการเรียนการสอน
33. ก. ใช้เวลามากในการจัดทำและประเมิน
34. ก. ช่วยให้ผู้เรียนได้สะท้อนการเรียนรู้ของตนเอง
35. ข. วิเคราะห์หลักสูตรและเนื้อหา
36. ข. ผู้เรียนประเมินตนเองเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้
37. ค. Formative Assessment นำผลไปปรับปรุงการเรียนการสอน ส่วน Summative Assessment ใช้ตัดสินผลการเรียน
38. ง. ตัดสินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน
39. ค. ใช้หลายแหล่งข้อมูลประกอบกัน
40. ข. 0.20 – 0.80
41. ข. เน้นการประเมินตามสภาพจริงเพื่อพัฒนาผู้เรียน
42. ค. ใช้วินิจฉัยปัญหาและให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อพัฒนาผู้เรียน
43. ง. เริ่มต้นจากการกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนก่อนกำหนดเป้าหมาย
44. ง. การทดสอบแบบปรนัยเป็นหลัก
45. ก. มีค่าอยู่ระหว่าง -1 ถึง +1
46. ข. ความสำคัญของเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้
47. ง. ใช้ผู้ประเมินหลายฝ่าย ทั้งครู ผู้เรียน เพื่อน และผู้เกี่ยวข้อง
48. ง. ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การเรียนรู้ของแต่ละวิชา
49. ข. การให้ผู้เรียนทำโครงงานและนำเสนอผลงาน
50. ค. ปรับปรุงการเรียนการสอนและพัฒนาผู้เรียน


ครูผู้ช่วย อปท. กลุ่มวิชาต่างๆ

กลุ่มวิชาพลศึกษา กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ กลุ่มวิชาดนตรี กลุ่มวิชาการเกษตร กลุ่มวิชาการตลาด กลุ่มวิชาการบัญชี กลุ่มวิชาคหกรรม กลุ่มวิชาเคมี กลุ่มวิชาคอมพิวเตอร์ กลุ่มวิชาชีววิทยา กลุ่มวิชาจิตวิทยาและการแนะแนว กลุ่มวิชาดนตรีสากล กลุ่มวิชาทัศนศิลป์ กลุ่มวิชานาฎศิลป์ กลุ่มวิชาแนะแนว กลุ่มวิชาบรรณารักษ์ กลุ่มวิชาประถมศึกษา กลุ่มวิชาฟิสิกส์ กลุ่มวิชาศิลปะ กลุ่มวิชาภาษาไทย กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา กลุ่มวิชาภาษาอังกฤษ กลุ่มวิชาวัดผลประเมินผล กลุ่มวิชาสังคมศึกษา กลุ่มวิชาอุตสาหกรรมศิลป์ กลุ่มวิชาเอกปฐมวัย สอบถามทางไลน์

แนวข้อสอบครูผู้ช่วย กลุ่มวิชาการวัดและประเมินผลการศึกษา ปรนัย 50 ข้อ พร้อมเฉลย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *