สรุประเบียบกระทรวงมหาดไทย
ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548
หมวด 1 บททั่วไป
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548”
ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 3 บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งอื่นใดซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ 4 ในระเบียบนี้
• “ผู้สูงอายุ” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย
• “คนพิการ” หมายความว่า คนพิการที่จดทะเบียนคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ
• “ผู้ป่วยเอดส์” หมายความว่า ผู้ป่วยเอดส์ที่แพทย์ได้รับรองและทำการวินิจฉัยแล้ว
• “ผู้อุปการะ” หมายความว่า บรรดาผู้ดูแลผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยเอดส์ เช่น บิดา มารดา บุตร สามีภรรยา ญาติพี่น้องหรือบุคคลอื่นที่ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยเอดส์ได้รับการช่วยเหลือ
ข้อ 5 ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามระเบียบนี้ และมีอำนาจตีความวินิจฉัยปัญหา กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบนี้
หมวด 1 คุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์
ข้อ 6 ผู้มีสิทธิจะได้รับเงินสงเคราะห์ ได้แก่ ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยเอดส์ ที่มีคุณสมบัติดังนี้
1. มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
2. มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ หรือถูกทอดทิ้ง หรือขาดผู้อุปการะเลี้ยงดู หรือไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้
3. ผู้ป่วยเอดส์ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้
หมวด 2 วิธีการพิจารณาผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์
ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 ได้กำหนดวิธีการพิจารณาผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ไว้ดังนี้:
การสำรวจและจัดทำทะเบียน
• องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีหน้าที่สำรวจผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยเอดส์ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ
• ต้องจัดทำทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ไว้เป็นหลักฐานทางราชการ
• การสำรวจต้องตรวจสอบว่าบุคคลนั้นมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดในหมวด 2
การยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์
• สำหรับผู้ป่วยเอดส์ ต้องยื่นคำขอตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด ต่อผู้บริหารท้องถิ่นที่ตนมีภูมิลำเนา
• เอกสารที่ต้องยื่นประกอบคำขอ ได้แก่:
1. ใบรับรองแพทย์จากสถานพยาบาลของรัฐที่ยืนยันว่าป่วยเป็นโรคเอดส์จริง
2. บัตรประจำตัวประชาชนหรือทะเบียนบ้านพร้อมสำเนา
3. สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพร้อมสำเนา (กรณีประสงค์รับเงินผ่านธนาคาร)
คณะกรรมการพิจารณา
• ผู้บริหารท้องถิ่นต้องแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาคำขอรับการสงเคราะห์ของผู้ป่วยเอดส์ ประกอบด้วย:
1. ผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธาน
2. ผู้แทนสำนักงานท้องถิ่นจังหวัด เป็นกรรมการ (เฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัด)
3. ผู้แทนสำนักงานท้องถิ่นอำเภอ เป็นกรรมการ (เฉพาะ อบต.และเทศบาล)
4. ประธานสภาท้องถิ่นหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นกรรมการ
5. ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นที่ได้รับมอบหมาย เป็นกรรมการและเลขานุการ
กระบวนการพิจารณา
1. คณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติและความถูกต้องของเอกสาร
2. พิจารณาสภาพความเป็นอยู่ รายได้ และปัจจัยอื่นๆ ประกอบ
3. ตรวจสอบว่าผู้ขอได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นหรือไม่
4. ทำความเห็นเสนอต่อผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อพิจารณาอนุมัติ
การอนุมัติและประกาศรายชื่อ
• เมื่อผู้บริหารท้องถิ่นอนุมัติรายชื่อผู้มีสิทธิแล้ว ให้ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์
• การประกาศรายชื่อให้ปิดประกาศไว้โดยเปิดเผย ณ สำนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และที่ทำการหมู่บ้านหรือชุมชน
การตรวจสอบสถานะอย่างต่อเนื่อง
• องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดให้มีการตรวจสอบสถานะของผู้รับเงินสงเคราะห์ว่ายังคงมีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่
• หากมีการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อสิทธิในการรับเงินสงเคราะห์ ให้รายงานผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อพิจารณาดำเนินการตามระเบียบต่อไป
กระบวนการนี้มีเป้าหมายเพื่อให้การจ่ายเงินสงเคราะห์เป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความเดือดร้อนอย่างแท้จริง
ตามที่คุณสอบถามเกี่ยวกับหมวด 3 เรื่องการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ ขอชี้แจงว่าในระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 นั้น ไม่มีการแบ่งเป็น “หมวด 3 การเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์” โดยตรง
อย่างไรก็ตาม เนื้อหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์มีปรากฏในระเบียบฯ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้:
หมวดที่ 3 การเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงรายชื่อ
1. ผู้มีสิทธิเสียชีวิต
2. ผู้มีสิทธิขาดคุณสมบัติตามที่กำหนด เช่น มีรายได้เพิ่มขึ้น หรือได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่น
3. ผู้มีสิทธิแจ้งสละสิทธิเป็นหนังสือต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
4. ผู้มีสิทธิย้ายภูมิลำเนาไปนอกเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
กระบวนการเปลี่ยนแปลงรายชื่อ
1. การตรวจสอบสถานะ: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดให้มีการตรวจสอบสถานะของผู้รับเงินสงเคราะห์เป็นระยะ
2. การรับแจ้ง: เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสถานะของผู้มีสิทธิ ผู้มีสิทธิหรือผู้ดูแลต้องแจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทราบ
3. การปรับปรุงทะเบียน: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องปรับปรุงทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิให้เป็นปัจจุบัน
4. การประกาศเปลี่ยนแปลง: เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้มีสิทธิ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นประกาศเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้มีสิทธิ
กรณีการย้ายภูมิลำเนา
• เมื่อผู้มีสิทธิย้ายภูมิลำเนา ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดิมแจ้งต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นภูมิลำเนาใหม่
• องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใหม่ต้องรับลงทะเบียนผู้มีสิทธิดังกล่าวเพื่อให้ความช่วยเหลือต่อเนื่อง โดยไม่ต้องประเมินคุณสมบัติใหม่
การเพิ่มรายชื่อผู้มีสิทธิ
• กรณีมีผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนรายใหม่ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาขึ้นทะเบียนและประกาศเพิ่มรายชื่อตามขั้นตอน
• การพิจารณาเพิ่มรายชื่อรายใหม่ต้องพิจารณาตามลำดับความเดือดร้อนและอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณที่มีอยู่
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและมีหลักฐานที่ชัดเจน เพื่อให้การจ่ายเงินสงเคราะห์เป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม
หมวด 4 งบประมาณและวิธีการจ่ายเงินสงเคราะห์
ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 ได้กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณและวิธีการจ่ายเงินสงเคราะห์ไว้ดังนี้:
แหล่งที่มาของงบประมาณ
1. งบประมาณรายจ่ายประจำปีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอง
2. เงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่จัดสรรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
3. เงินสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด (กรณีเป็น อบต. หรือเทศบาล)
การตั้งงบประมาณ
• องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องตั้งงบประมาณในหมวดค่าใช้สอย ประเภทรายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งบริการ หรือในงบกลาง ประเภทรายจ่ายตามข้อผูกพัน
• การตั้งงบประมาณให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
วิธีการจ่ายเงินสงเคราะห์
1. อัตราการจ่าย: จ่ายในอัตราเดือนละ 500 บาท หรือตามความเหมาะสมที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด ขึ้นอยู่กับสถานะการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ
2. รูปแบบการจ่าย: สามารถจ่ายได้ 2 รูปแบบ
o จ่ายเป็นเงินสดโดยตรงให้แก่ผู้มีสิทธิ
o โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารในนามผู้มีสิทธิหรือผู้ดูแล
3. ผู้รับเงิน: การจ่ายเงินให้จ่ายแก่บุคคลดังต่อไปนี้
o ผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์โดยตรง หรือ
o ผู้ดูแลผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ (ต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากผู้มีสิทธิ)
4. งวดการจ่าย:
o สามารถจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายงวดตามความเหมาะสม
o กรณีจ่ายเป็นรายงวด ให้จ่ายไม่เกิน 3 เดือนต่อครั้ง
ขั้นตอนการเบิกจ่าย
1. จัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิที่จะได้รับเงินสงเคราะห์ในแต่ละงวด
2. จัดทำฎีกาเบิกจ่ายตามระเบียบการเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
3. เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินการจ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิ
4. จัดทำหลักฐานการจ่ายเงินทุกครั้ง โดยให้ผู้รับเงินลงลายมือชื่อรับเงิน
การบันทึกและการตรวจสอบ
• องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดทำทะเบียนหลักฐานการจ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิ
• จัดเก็บหลักฐานการจ่ายเงินไว้เพื่อการตรวจสอบ
• มีระบบการตรวจสอบการจ่ายเงินเพื่อป้องกันการทุจริต
ข้อควรระวังในการจ่ายเงิน
1. ต้องตรวจสอบตัวตนของผู้รับเงินให้ถูกต้อง
2. กรณีจ่ายให้ผู้รับมอบอำนาจ ต้องตรวจสอบหนังสือมอบอำนาจให้ครบถ้วน
3. หากผู้มีสิทธิเสียชีวิต ให้ระงับการจ่ายเงินทันที
4. การจ่ายเงินต้องเป็นไปตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
การดำเนินการด้านงบประมาณและการจ่ายเงินสงเคราะห์ต้องคำนึงถึงความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และประโยชน์สูงสุดของผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เป็นสำคัญ
บทเฉพาะกาล
ข้อ 20 ให้ผู้สูงอายุ และคนพิการที่ได้ลงทะเบียนเพื่อรับเบี้ยยังชีพตามระเบียบกรมประชาสงเคราะห์ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพสำหรับผู้สูงอายุ พ.ศ. 2543 และ ระเบียบกรมประชาสงเคราะห์ว่าด้วยการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพคนพิการ พ.ศ. 2539 ถือว่าเป็นผู้ได้ลงทะเบียนตามระเบียบนี้แล้ว
แนวข้อสอบระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548
1. ผู้รักษาการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 คือใคร?
ก. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ข. ปลัดกระทรวงมหาดไทย
ค. อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ง. ผู้ว่าราชการจังหวัด
2. บุคคลใดต่อไปนี้ที่จัดว่าเป็น “ผู้สูงอายุ” ตามความหมายในระเบียบนี้
ก. ผู้ที่มีอายุ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
ข. ผู้ที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย
ค. ผู้ที่มีอายุ 65 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
ง. ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีและไม่สามารถประกอบอาชีพได้
3. ตามระเบียบฯ “คนพิการ” หมายถึงบุคคลใด
ก. ผู้ที่มีความผิดปกติทางร่างกาย
ข. ผู้ที่มีใบรับรองแพทย์ว่าเป็นคนพิการ
ค. ผู้ที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้
ง. คนพิการที่จดทะเบียนคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ
4. ผู้มีคุณสมบัติที่จะได้รับเงินสงเคราะห์ตามระเบียบนี้ ต้องมีคุณสมบัติใดต่อไปนี้
ก. มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ข. มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี
ค. ไม่เคยได้รับเงินสงเคราะห์จากหน่วยงานอื่น
ง. มีอายุเกิน 18 ปีบริบูรณ์
5. การจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยเอดส์ ตามระเบียบฯ กำหนดอัตราเท่าใด
ก. เดือนละ 300 บาท
ข. เดือนละ 500 บาท
ค. เดือนละ 600 บาท
ง. เดือนละ 800 บาท
6. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่ผู้มีสิทธิในรูปแบบใดได้บ้าง
ก. จ่ายเป็นเงินสดเท่านั้น
ข. โอนเข้าบัญชีธนาคารเท่านั้น
ค. จ่ายเป็นเงินสดหรือโอนเข้าบัญชีธนาคาร
ง. จ่ายเป็นสิ่งของหรือเครื่องอุปโภคบริโภค
7. กรณีผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ย้ายภูมิลำเนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องดำเนินการอย่างไร
ก. ระงับการจ่ายเงินสงเคราะห์ทันที
ข. แจ้งต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นภูมิลำเนาใหม่
ค. ให้ผู้มีสิทธิยื่นคำขอใหม่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่
ง. ไม่ต้องดำเนินการใดๆ เนื่องจากเป็นหน้าที่ของผู้มีสิทธิ
8. ผู้ดูแลผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์สามารถรับเงินแทนได้หรือไม่
ก. ไม่ได้ เพราะต้องจ่ายให้ผู้มีสิทธิโดยตรงเท่านั้น
ข. ได้ แต่ต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากผู้มีสิทธิ
ค. ได้ โดยไม่ต้องมีหนังสือมอบอำนาจ
ง. ได้ แต่ต้องเป็นญาติสายตรงเท่านั้น
9. ในกรณีใดที่สิทธิของผู้ได้รับเงินสงเคราะห์จะสิ้นสุดลง
ก. เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น
ข. เมื่อย้ายภูมิลำเนา
ค. เมื่อได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐในด้านอื่น
ง. เมื่อตาย
10. คณะกรรมการพิจารณาคำขอรับการสงเคราะห์ของผู้ป่วยเอดส์ประกอบด้วยใครเป็นประธาน
ก. ผู้ว่าราชการจังหวัด
ข. นายอำเภอ
ค. ผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
ง. ประธานสภาท้องถิ่น
11. ผู้ป่วยเอดส์ที่จะยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์ ต้องมีเอกสารใดต่อไปนี้ประกอบการยื่นคำขอ
ก. ใบรับรองแพทย์จากสถานพยาบาลของรัฐ
ข. ใบรับรองจากผู้นำชุมชน
ค. ใบรับรองรายได้
ง. ใบรับรองจากศูนย์พัฒนาครอบครัว
12. การตั้งงบประมาณและวิธีการเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบใด
ก. ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงิน
ข. ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุ
ค. ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ง. ระเบียบกรมการปกครองว่าด้วยการเงิน
13. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรายงานผลการดำเนินการตามระเบียบนี้ต่อผู้กำกับดูแลเมื่อใด
ก. ทุกเดือน
ข. ทุกไตรมาส
ค. ทุก 6 เดือน
ง. ทุกปี
14. ผู้สูงอายุที่ได้ลงทะเบียนเพื่อรับเบี้ยยังชีพตามระเบียบกรมประชาสงเคราะห์ฯ พ.ศ. 2543 ต้องมาลงทะเบียนใหม่ตามระเบียบนี้หรือไม่
ก. ต้องลงทะเบียนใหม่ทุกราย
ข. ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ถือว่าเป็นผู้ได้ลงทะเบียนตามระเบียบนี้แล้ว
ค. ต้องลงทะเบียนใหม่เฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 80 ปี
ง. ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
15. หากคนพิการได้รับเงินเบี้ยความพิการจากหน่วยงานรัฐแล้ว สามารถรับเงินสงเคราะห์ตามระเบียบนี้ได้หรือไม่
ก. ไม่ได้ เพราะถือว่าได้รับความช่วยเหลือจากรัฐแล้ว
ข. ได้ โดยไม่มีข้อจำกัด
ค. ได้ แต่ต้องได้รับการพิจารณาเป็นรายกรณี
ง. ได้ แต่ต้องได้รับเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
16. การสำรวจผู้มีสิทธิตามระเบียบนี้ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใด
ก. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ข. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ค. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ง. สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด
17. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดทำทะเบียนหลักฐานในการจ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เพื่อวัตถุประสงค์ใด
ก. เพื่อขอรับเงินอุดหนุนเพิ่มเติมจากส่วนกลาง
ข. เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ
ค. เพื่อรายงานผลการดำเนินงานต่อสภาท้องถิ่น
ง. เพื่อประกอบการจัดทำงบประมาณในปีถัดไป
18. กรณีผู้ป่วยเอดส์ที่ได้รับเงินสงเคราะห์แล้วเสียชีวิต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องดำเนินการอย่างไร
ก. จ่ายเงินสงเคราะห์ให้ต่อไปอีก 3 เดือน
ข. จ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่ทายาทโดยธรรม
ค. ระงับการจ่ายเงินสงเคราะห์
ง. จ่ายเงินสงเคราะห์ให้จนครบปีงบประมาณ
19. ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 เริ่มใช้บังคับเมื่อใด
ก. ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข. ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 เป็นต้นไป
ค. ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ง. ตั้งแต่วันลงนามในระเบียบเป็นต้นไป
20. การติดตามและประเมินผลการจ่ายเงินสงเคราะห์ตามระเบียบนี้เป็นหน้าที่ของใคร
ก. กระทรวงมหาดไทย
ข. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ค. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
คำอธิบายเฉลยแนวข้อสอบระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548
1. เฉลย ข. ปลัดกระทรวงมหาดไทย ตามระเบียบฯ ข้อ 5 กำหนดให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามระเบียบนี้ และมีอำนาจตีความวินิจฉัยปัญหา กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบนี้
2. เฉลย ข. ผู้ที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย ตามระเบียบฯ ข้อ 4 ได้ให้คำนิยามว่า “ผู้สูงอายุ” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย
3. เฉลย ง. คนพิการที่จดทะเบียนคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ตามระเบียบฯ ข้อ 4 ได้ให้คำนิยามว่า “คนพิการ” หมายความว่า คนพิการที่จดทะเบียนคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ
4. เฉลย ก. มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามระเบียบฯ ข้อ 6 ผู้มีสิทธิจะได้รับเงินสงเคราะห์ได้แก่ ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ป่วยเอดส์ ที่มีคุณสมบัติข้อแรกคือ มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
รวมกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น อัพเดท 2568
รวม 272 ฉบับ
เนื้อหาประกอบด้วย
กลุ่มที่ 1 สําหรับที่ใช้บ่อย ใช้สอบ และใช้ทํางานเป็นประจํา
จํานวน 63 ฉบับ
กลุ่มที่ 2 กฎหมายและอนุบัญญัติที่เกี่ยวกับอํานาจหน้าที่เฉพาะ
จํานวน 147 ฉบับ
กลุ่มที่ 3 กฎหมายอื่นๆ ที่ปรากฏในการสอบตําแหน่งสายบริหาร
จํานวน 62 ฉบับ
ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548

