แนวข้อสอบ พี่เลี้ยงเด็ก ปรนัย 50 ข้อ ฟรี
หมวดที่ 1: พัฒนาการเด็กและจิตวิทยาเด็ก
1. พัฒนาการด้านภาษาของเด็กอายุ 2 ขวบโดยทั่วไปควรเป็นอย่างไร?
ก. พูดเป็นประโยคยาว 5-6 คำ
ข. รู้จักคำศัพท์ประมาณ 50 คำ และสามารถพูดเป็นวลี 2-3 คำ
ค. สามารถเล่าเรื่องสั้นๆ ได้
ง. อ่านหนังสือง่ายๆ ได้
2. พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 3-4 ปี มีลักษณะอย่างไร?
ก. ชอบเล่นคนเดียว ไม่สนใจเพื่อน
ข. เล่นเป็นกลุ่มและรู้จักการผลัดกันเล่น
ค. มักเล่นคู่ขนานกับเพื่อน แต่ยังไม่เล่นร่วมกันอย่างจริงจัง
ง. สามารถเล่นเกมที่มีกฎกติกาซับซ้อนได้
3. เด็กจะสามารถควบคุมการขับถ่ายได้ดีเมื่ออายุประมาณเท่าใด?
ก. 1 ปี
ข. 1 ปีครึ่ง – 2 ปี
ค. 2 – 3 ปี
ง. 4 – 5 ปี
4. เด็กวัยใดที่จะเริ่มมีความสามารถในการคิดเชิงนามธรรม?
ก. 2-3 ปี
ข. 4-6 ปี
ค. 7-11 ปี
ง. 12 ปีขึ้นไป
5. “ช่วงวิกฤต” (critical period) ในพัฒนาการของเด็กหมายถึงอะไร?
ก. ช่วงที่เด็กป่วยหนักและต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
ข. ช่วงเวลาที่เด็กมีความไวต่อการเรียนรู้ทักษะบางอย่าง
ค. ช่วงที่เด็กมีอารมณ์แปรปรวนและดูแลยาก
ง. ช่วงที่ครอบครัวประสบปัญหาวิกฤตและส่งผลกระทบต่อเด็ก
6. เด็กวัย 4-5 ปี มักมีพฤติกรรมใดที่ถือเป็นปกติในพัฒนาการ?
ก. พูดคุยกับเพื่อนสมมติ
ข. ไม่สามารถแยกแยะระหว่างความจริงกับจินตนาการ
ค. ดื้อรั้นอย่างรุนแรงและก้าวร้าว
ง. กลัวการแยกจากผู้ปกครองอย่างรุนแรง
7. ปัญหาพัฒนาการด้านภาษาล่าช้าในเด็กควรได้รับการประเมินเมื่อใด?
ก. เมื่อเด็กอายุ 6 เดือนไม่เริ่มพูดคำแรก
ข. เมื่อเด็กอายุ 12 เดือนไม่เริ่มพูดคำแรก
ค. เมื่อเด็กอายุ 18 เดือนแล้วพูดได้น้อยกว่า 10 คำ
ง. เมื่อเด็กอายุ 3 ปียังพูดไม่ชัด
8. ทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (gross motor skills) ในเด็กหมายถึงอะไร?
ก. การใช้นิ้วมือหยิบจับวัตถุชิ้นเล็ก
ข. การทำงานที่ต้องใช้การประสานงานระหว่างสายตากับมือ
ค. การควบคุมกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนใหญ่ เช่น การวิ่ง กระโดด
ง. การเขียน วาดรูป หรือใช้กรรไกร
9. การเล่นแบบใดที่ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในเด็กมากที่สุด?
ก. การเล่นเกมกระดาน
ข. การเล่นสมมติ (pretend play)
ค. การเล่นเกมในคอมพิวเตอร์
ง. การเล่นกีฬาแบบมีกติกา
10. ปฏิกิริยาการยึดติด (attachment) ที่สมบูรณ์ระหว่างเด็กกับผู้ดูแลจะเห็นได้ชัดในช่วงอายุใด?
ก. แรกเกิด – 3 เดือน
ข. 3 – 6 เดือน
ค. 6 – 9 เดือน
ง. 9 – 12 เดือน
หมวดที่ 2: สุขภาพและความปลอดภัย
11. วิธีใดเป็นวิธีที่ถูกต้องในการจัดท่านอนที่ปลอดภัยสำหรับทารก เพื่อป้องกันการเสียชีวิตเฉียบพลันในทารก (SIDS)?
ก. ให้นอนคว่ำบนที่นอนนุ่ม
ข. ให้นอนตะแคงซ้ายกับตุ๊กตาหมี
ค. ให้นอนหงายบนที่นอนแน่น ไม่มีหมอนหรือผ้าห่มหนา
ง. ให้นอนในท่าที่ทารกชอบและรู้สึกสบาย
12. เด็กควรได้รับการตรวจสุขภาพตามกำหนดนัดเพื่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการอย่างไร?
ก. ทุก 3 เดือนในปีแรก
ข. เฉพาะเมื่อเด็กมีอาการป่วย
ค. เดือนละครั้งตลอด 5 ปีแรก
ง. ปีละครั้งตั้งแต่แรกเกิด
13. พี่เลี้ยงควรทำอย่างไรหากพบว่าเด็กมีอาการไข้สูง (อุณหภูมิเกิน 38.5 องศาเซลเซียส)?
ก. ให้ยาลดไข้ทันทีโดยไม่ต้องปรึกษาแพทย์
ข. เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น แล้วติดตามอาการ หากไม่ดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงให้พาไปพบแพทย์
ค. งดอาหารและน้ำจนกว่าไข้จะลด
ง. ให้เด็กอาบน้ำเย็นจัดเพื่อลดไข้โดยเร็ว
14. อาหารชนิดใดที่ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีรับประทาน?
ก. กล้วยบด
ข. น้ำผึ้ง
ค. ข้าวบดละเอียด
ง. อาหารรสจืด
15. วิธีใดเป็นการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องเมื่อเด็กสำลักอาหารหรือสิ่งแปลกปลอมและไม่สามารถหายใจได้?
ก. ตบที่หลังเบาๆ
ข. ให้ดื่มน้ำมากๆ
ค. ทำการกดหน้าอกหรือกดท้องด้วยวิธีไฮม์ลิค (Heimlich Maneuver) ตามความเหมาะสมกับวัย
ง. ยกเด็กขึ้นแล้วเขย่าเพื่อให้สิ่งแปลกปลอมหลุดออก
16. สัญญาณอันตรายของภาวะขาดน้ำในเด็กที่ควรพาไปพบแพทย์โดยด่วน ได้แก่ข้อใด?
ก. เด็กกระหายน้ำมากกว่าปกติ
ข. เด็กไม่ค่อยอยากอาหาร
ค. กระหม่อมบุ๋ม ปัสสาวะน้อย ซึม
ง. เด็กมีอาการเหงื่อออกมาก
17. ห้องที่เด็กเล่นควรมีลักษณะอย่างไรเพื่อความปลอดภัยสูงสุด?
ก. มีสิ่งของน่าสนใจวางอยู่บนชั้นสูงๆ เพื่อกระตุ้นให้เด็กหัดปีนป่าย
ข. มีพรมนุ่มปูเต็มพื้น และติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันเด็กสำหรับเต้ารับไฟฟ้า ประตู และบันได
ค. มีโต๊ะเก้าอี้ที่มีมุมแหลมเพื่อสอนให้เด็กรู้จักระมัดระวัง
ง. มีตู้กระจกเพื่อเก็บของเล่นให้เป็นระเบียบ
18. ข้อใดผิดเกี่ยวกับการใช้เครื่องเล่นสนามกลางแจ้งอย่างปลอดภัยสำหรับเด็ก?
ก. ควรมีผู้ใหญ่ดูแลตลอดเวลา
ข. พื้นสนามควรเป็นวัสดุกันกระแทก เช่น ทราย ยาง หรือชิปไม้
ค. เด็กเล็กไม่ควรใช้เครื่องเล่นที่ออกแบบสำหรับเด็กโต
ง. ควรปล่อยให้เด็กเล่นอิสระเพื่อฝึกความกล้าและการตัดสินใจ
19. ข้อใดเป็นสิ่งที่ต้องระวังเกี่ยวกับการจมน้ำในเด็ก?
ก. เด็กสามารถจมน้ำได้แม้ในน้ำลึกเพียง 2 นิ้ว
ข. เด็กจะส่งเสียงดังเมื่อกำลังจมน้ำ
ค. เด็กที่เรียนว่ายน้ำแล้วสามารถปล่อยให้เล่นน้ำโดยลำพังได้
ง. การจมน้ำในเด็กมักเกิดเฉพาะในสระว่ายน้ำขนาดใหญ่
20. เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่ต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์ พี่เลี้ยงควรโทรศัพท์ไปที่หมายเลขใด (ในประเทศไทย)?
ก. 191
ข. 1669
ค. 1554
ง. 1192
หมวดที่ 3: โภชนาการและการให้อาหาร
21. อาหารเสริมสำหรับทารกควรเริ่มให้เมื่ออายุเท่าใด?
ก. 2-3 เดือน
ข. 4-6 เดือน
ค. 8-10 เดือน
ง. 12 เดือน
22. อาหารชนิดใดที่ควรหลีกเลี่ยงในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี เนื่องจากเสี่ยงต่อการสำลัก?
ก. ชิ้นผลไม้ขนาดเล็ก
ข. ถั่วเปลือกแข็ง
ค. เนื้อสัตว์บด
ง. ข้าวสวย
23. แหล่งอาหารใดที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กซึ่งสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก?
ก. นม
ข. ส้ม
ค. ตับและเนื้อแดง
ง. ข้าวขาว
24. การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวโดยไม่ให้อาหารเสริมหรือน้ำอื่นๆ แนะนำให้ทำจนทารกอายุเท่าใด?
ก. 3 เดือน
ข. 6 เดือน
ค. 9 เดือน
ง. 12 เดือน
25. ข้อใดไม่ใช่อาการแพ้อาหารในเด็ก?
ก. มีผื่นแดงตามผิวหนัง
ข. ท้องเสีย
ค. หายใจลำบากหรือหอบ
ง. กระหายน้ำมาก
26. ขนาดของอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กอายุ 1-3 ปี ควรเป็นอย่างไร?
ก. เท่ากับที่ผู้ใหญ่รับประทาน
ข. ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะต่อปีของอายุ
ค. จานใหญ่เต็มจานเสมอ
ง. ให้รับประทานจนอิ่มไม่จำกัดปริมาณ
27. หากเด็กปฏิเสธอาหารบางมื้อ พี่เลี้ยงควรทำอย่างไร?
ก. บังคับให้เด็กรับประทานให้หมด
ข. ไม่ให้ลุกจากโต๊ะจนกว่าจะรับประทานเสร็จ
ค. งดขนมหวานหรืออาหารว่างมื้อถัดไปเพื่อให้เด็กหิว
ง. ไม่แสดงความกังวลมากเกินไป และนำเสนออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการในมื้อถัดไป
28. อาหารประเภทใดที่ควรจำกัดในอาหารเด็ก?
ก. ผัก
ข. ผลไม้
ค. อาหารที่มีน้ำตาลและเกลือสูง
ง. โปรตีน
29. การส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ดีในเด็ก ควรทำอย่างไร?
ก. ขู่ว่าจะลงโทษหากไม่รับประทานอาหารบางอย่าง
ข. ใช้ขนมหวานเป็นรางวัลสำหรับการรับประทานผัก
ค. เป็นตัวอย่างที่ดีโดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ร่วมกับเด็ก
ง. ปล่อยให้เด็กดูโทรทัศน์ขณะรับประทานอาหารเพื่อให้รับประทานได้มากขึ้น
30. การเตรียมนมผงสำหรับทารกที่ถูกต้องควรทำอย่างไร?
ก. ใช้น้ำอุ่นทำละลายนมผง แล้วต้มซ้ำอีกครั้ง
ข. ใช้น้ำเย็นผสมก่อน แล้วค่อยอุ่นให้ร้อน
ค. ใช้น้ำที่ต้มสุกแล้วปล่อยให้เย็นที่ 70°C ผสมตามอัตราส่วนที่กำหนด
ง. ใช้น้ำร้อนจัดผสมแล้วแช่เย็นให้เร็วที่สุด
หมวดที่ 4: การดูแลและการจัดการพฤติกรรม
31. วิธีการใดที่เหมาะสมในการจัดการกับพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กอายุ 3 ปี?
ก. การลงโทษทางร่างกายเพื่อให้เด็กจดจำ
ข. การตะคอกดุด่าทันทีที่เกิดพฤติกรรมไม่เหมาะสม
ค. การให้เวลานอกเพื่อให้เด็กสงบอารมณ์ และสอนทักษะการควบคุมอารมณ์
ง. การเพิกเฉยต่อพฤติกรรมทุกอย่าง
32. การฝึกการขับถ่ายให้กับเด็กควรเริ่มต้นอย่างไร?
ก. เริ่มฝึกเมื่อเด็กอายุครบ 1 ปี ไม่ว่าเด็กจะแสดงความพร้อมหรือไม่
ข. รอให้เด็กแสดงสัญญาณความพร้อมก่อน เช่น รู้สึกไม่สบายเมื่อผ้าอ้อมเปียกหรือสกปรก
ค. ใช้วิธีบังคับให้นั่งกระโถนจนกว่าจะสำเร็จ
ง. ให้รางวัลทุกครั้งที่เด็กใส่ผ้าอ้อมโดยไม่ร้องไห้
33. วิธีใดไม่เหมาะสมในการสร้างวินัยให้กับเด็ก?
ก. การอธิบายกฎกติกาอย่างชัดเจนและสม่ำเสมอ
ข. การลงโทษทางจิตใจโดยการพูดให้เด็กรู้สึกอับอาย
ค. การให้ผลที่ตามมาอย่างเหมาะสมเมื่อไม่ปฏิบัติตามกฎ
ง. การชมเชยเมื่อเด็กทำตามกฎและขอบเขตที่วางไว้
34. พฤติกรรมใดที่เป็นปกติในช่วงวัย “terrible twos” หรือ “วัยดื้อ”?
ก. การแสดงความเป็นตัวของตัวเองสูงและต้องการความเป็นอิสระ
ข. การทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่นอย่างรุนแรง
ค. การกลัวการแยกจากอย่างรุนแรงตลอดเวลา
ง. การปฏิเสธการสื่อสารทั้งหมดกับผู้ดูแล
35. การเล่านิทานก่อนนอนมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?
ก. ทำให้เด็กรู้สึกง่วงนอนเร็วขึ้น
ข. ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา สร้างความผูกพัน และกระตุ้นจินตนาการ
ค. ลดการทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานมากก่อนนอน
ง. ช่วยสอนเด็กให้ชอบอยู่คนเดียว
36. เมื่อต้องดูแลเด็กที่มีนิสัยขี้อาย พี่เลี้ยงควรทำอย่างไร?
ก. บังคับให้เด็กเข้าสังคมกับเด็กคนอื่นทันที
ข. ตำหนิเด็กที่ไม่เข้าสังคม
ค. ให้เวลาเด็กได้ปรับตัว และค่อยๆ กระตุ้นให้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมทีละน้อย
ง. แยกเด็กออกจากกลุ่มเพื่อไม่ให้รู้สึกอึดอัด
37. วิธีจัดการอย่างไรเหมาะสมที่สุดเมื่อเด็กมีอาการโวยวายในที่สาธารณะ?
ก. ยอมตามใจเด็กทันทีเพื่อหยุดอาการโวยวาย
ข. ตะคอกและขู่เด็กให้หยุดร้องไห้
ค. พาเด็กออกจากสถานการณ์ รอให้สงบ แล้วพูดคุยอย่างใจเย็น
ง. เพิกเฉยต่อพฤติกรรมโวยวายโดยสิ้นเชิง
38. ข้อใดเป็นวิธีส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในเด็ก?
ก. ให้เด็กทำตามแบบหรือตัวอย่างอย่างเคร่งครัด
ข. จำกัดเวลาการเล่นอิสระของเด็ก
ค. จัดเตรียมวัสดุศิลปะหลากหลายและให้เด็กได้ทดลองใช้อย่างอิสระ
ง. แนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาแบบขั้นตอนทีละขั้น
39. การใช้หน้าจอ (screen time) ที่เหมาะสมสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีควรเป็นอย่างไร?
ก. ไม่ควรใช้หน้าจอเลย ยกเว้นการพูดคุยทางวิดีโอกับคนในครอบครัว
ข. จำกัดการใช้หน้าจอไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน
ค. อนุญาตให้ใช้ได้ตลอดเวลาที่ต้องการ
ง. ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน
40. ลักษณะกิจวัตรประจำวัน (routine) ที่ดีสำหรับเด็กควรเป็นอย่างไร?
ก. เปลี่ยนแปลงตารางกิจกรรมทุกวันเพื่อให้เด็กปรับตัวเก่ง
ข. มีตารางกิจกรรมที่ชัดเจน สม่ำเสมอ แต่ยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์
ค. ไม่จำเป็นต้องมีตารางกิจกรรม ให้ทำกิจกรรมตามความต้องการของเด็กในแต่ละวัน
ง. กำหนดตารางกิจกรรมอย่างเข้มงวดโดยไม่มีข้อยกเว้น
หมวดที่ 5: การจัดสภาพแวดล้อมและกิจกรรมการเรียนรู้
41. สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ของเด็กควรมีลักษณะอย่างไร?
ก. เน้นความเงียบสงบตลอดเวลา
ข. มีสิ่งเร้าและกระตุ้นประสาทสัมผัสมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ค. ปลอดภัย มีสิ่งกระตุ้นการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย และเปิดโอกาสให้สำรวจ
ง. มีกฎระเบียบเข้มงวดและจำกัดพื้นที่การเคลื่อนไหว
42. การเลือกของเล่นที่เหมาะสมสำหรับเด็กอายุ 0-3 ปีควรคำนึงถึงสิ่งใดเป็นหลัก?
ก. ราคาและความคงทน
ข. ความสวยงามและสีสัน
ค. ความปลอดภัย และความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ
ง. ความทันสมัยของเทคโนโลยี
43. กิจกรรมใดที่เหมาะสมในการส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กสำหรับเด็กอายุ 2-3 ปี?
ก. วิ่งเล่นในสนาม
ข. ร้อยลูกปัดขนาดใหญ่ หรือเล่นดินน้ำมัน
ค. ดูการ์ตูนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้มือ
ง. ฟังเพลงและเต้นตามจังหวะ
44. การจัดหนังสือนิทานสำหรับเด็กควรคำนึงถึงข้อใดมากที่สุด?
ก. เนื้อหาที่สอดคล้องกับช่วงวัยและความสนใจของเด็ก
ข. จำนวนหน้าที่มากพอ
ค. ภาพประกอบที่มีสีสันฉูดฉาด
ง. ขนาดของตัวหนังสือที่เล็กเพื่อฝึกสายตา
45. กิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กอายุ 3-5 ปี ควรเน้นเรื่องใด?
ก. ความถูกต้องและความสวยงามของผลงาน
ข. กระบวนการสร้างสรรค์และการแสดงออกมากกว่าผลลัพธ์
ค. การทำตามตัวอย่างให้เหมือนที่สุด
ง. การใช้สีให้อยู่ในกรอบ
46. กิจกรรมใดไม่เหมาะสมในการส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมของเด็ก?
ก. การเล่นเกมเป็นกลุ่ม
ข. การเล่นบทบาทสมมติ
ค. การเล่นคอมพิวเตอร์คนเดียวเป็นประจำ
ง. การทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนวัยเดียวกัน
47. พื้นที่เล่นกลางแจ้งสำหรับเด็กควรมีลักษณะอย่างไร?
ก. มีอุปกรณ์เล่นที่ท้าทายสำหรับเด็กโตเท่านั้น
ข. มีพื้นที่ร่มเงา พื้นนุ่มปลอดภัย และอุปกรณ์เล่นที่เหมาะสมกับช่วงวัย
ค. เน้นพื้นที่โล่งกว้างเพื่อให้วิ่งเล่นได้อย่างเดียว
ง. แยกพื้นที่เล่นของเด็กเล็กและเด็กโตโดยสิ้นเชิง
48. ข้อใดเป็นวิธีการเล่นที่เหมาะสมในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก?
ก. ผู้ใหญ่ควบคุมการเล่นทั้งหมด
ข. ให้เด็กเล่นอย่างอิสระโดยไม่มีการแนะนำเลย
ค. ผู้ใหญ่คอยสังเกต กระตุ้น และมีส่วนร่วมในการเล่นอย่างเหมาะสม
ง. ให้เด็กเล่นตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด
49. การส่งเสริมทักษะทางภาษาในเด็กปฐมวัยทำได้อย่างไร?
ก. พูดคุยกับเด็กด้วยภาษาเด็กตลอดเวลา
ข. พูดคุย อ่านนิทาน และร้องเพลงกับเด็กเป็นประจำ
ค. ให้ดูโทรทัศน์เพื่อเรียนรู้ภาษาด้วยตนเอง
ง. ไม่จำเป็นต้องส่งเสริม เด็กจะพัฒนาเองตามธรรมชาติ
50. กิจกรรมใดเหมาะสมที่สุดในการสอนเรื่องวัฒนธรรมและประเพณีให้กับเด็กปฐมวัย?
ก. ให้อ่านหนังสือเกี่ยวกับวัฒนธรรมด้วยตนเอง
ข. บรรยายข้อมูลทางวัฒนธรรมแบบละเอียด
ค. จัดกิจกรรมที่เด็กได้มีส่วนร่วมในการทำอาหาร ศิลปะ หรือการเล่นที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมนั้นๆ
ง. ให้ท่องจำข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรมและประเพณี
Review ลูกค้า
เฉลยแนวข้อสอบพี่เลี้ยงเด็ก 50 ข้อ
หมวดที่ 1: พัฒนาการเด็กและจิตวิทยาเด็ก
1. เฉลย: ข. รู้จักคำศัพท์ประมาณ 50 คำ และสามารถพูดเป็นวลี 2-3 คำ
เด็กอายุ 2 ขวบโดยทั่วไปจะรู้จักคำศัพท์ประมาณ 50-200 คำ และสามารถพูดเป็นวลีสั้นๆ 2-3 คำ เช่น “แม่ไปไหน” หรือ “เอานมค่ะ”
2. เฉลย: ค. มักเล่นคู่ขนานกับเพื่อน แต่ยังไม่เล่นร่วมกันอย่างจริงจัง
เด็กวัย 3-4 ปี มักเล่นคู่ขนานกับเพื่อน (parallel play) คือเล่นอยู่ข้างๆ กัน แต่ยังไม่มีการเล่นร่วมกันอย่างจริงจัง เริ่มมีการแบ่งปันและสลับกันเล่นบ้างแต่ยังไม่สมบูรณ์
3. เฉลย: ค. 2 – 3 ปี
เด็กส่วนใหญ่จะสามารถควบคุมการขับถ่ายได้ดีในช่วงอายุ 2-3 ปี แต่อาจมีความแตกต่างระหว่างบุคคล บางคนอาจเร็วหรือช้ากว่านี้ได้
4. เฉลย: ง. 12 ปีขึ้นไป
ตามทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget) เด็กจะเริ่มมีความสามารถในการคิดเชิงนามธรรมในช่วงอายุ 12 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นขั้นปฏิบัติการนามธรรม (Formal Operational Stage)
5. เฉลย: ข. ช่วงเวลาที่เด็กมีความไวต่อการเรียนรู้ทักษะบางอย่าง
ช่วงวิกฤต (critical period) หมายถึงช่วงเวลาที่เด็กมีความไวต่อการเรียนรู้ทักษะบางอย่าง หากพลาดโอกาสในช่วงนี้ไป อาจทำให้การพัฒนาทักษะนั้นๆ เป็นไปได้ยากในอนาคต
6. เฉลย: ก. พูดคุยกับเพื่อนสมมติ
เด็กวัย 4-5 ปี มักมีจินตนาการสูงและอาจมีเพื่อนสมมติ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการปกติที่ช่วยส่งเสริมทักษะทางสังคมและอารมณ์
7. เฉลย: ค. เมื่อเด็กอายุ 18 เดือนแล้วพูดได้น้อยกว่า 10 คำ
โดยปกติเด็กอายุ 18 เดือนควรพูดได้อย่างน้อย 10-20 คำ หากพูดได้น้อยกว่านี้ควรได้รับการประเมินพัฒนาการด้านภาษา
8. เฉลย: ค. การควบคุมกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนใหญ่ เช่น การวิ่ง กระโดด
ทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ในร่างกาย เช่น แขน ขา และลำตัว ซึ่งใช้ในการคืบคลาน ยืน เดิน วิ่ง กระโดด และการทรงตัว
9. เฉลย: ข. การเล่นสมมติ (pretend play)
การเล่นสมมติช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และการแก้ปัญหาในเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ เด็กได้สวมบทบาทต่างๆ และคิดสถานการณ์จำลองด้วยตนเอง
10. เฉลย: ค. 6 – 9 เดือน
เด็กจะเริ่มแสดงการยึดติดกับผู้ดูแลหลักอย่างชัดเจนในช่วง 6-9 เดือน โดยมักจะกลัวคนแปลกหน้าและแสดงความไม่พอใจเมื่อแยกจากผู้ดูแลหลัก
หมวดที่ 2: สุขภาพและความปลอดภัย
11. เฉลย: ค. ให้นอนหงายบนที่นอนแน่น ไม่มีหมอนหรือผ้าห่มหนา
การจัดท่านอนที่ปลอดภัยเพื่อป้องกัน SIDS คือให้ทารกนอนหงายบนที่นอนแน่น ไม่มีหมอน ผ้าห่มหนา ตุ๊กตา หรือสิ่งกีดขวางการหายใจอื่นๆ ในเตียง
12. เฉลย: ก. ทุก 3 เดือนในปีแรก
ในปีแรกเด็กควรได้รับการตรวจสุขภาพประมาณทุก 3 เดือน เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการอย่างรวดเร็ว และต้องได้รับวัคซีนตามกำหนด
13. เฉลย: ข. เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น แล้วติดตามอาการ หากไม่ดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงให้พาไปพบแพทย์
การจัดการไข้สูงเบื้องต้นทำได้โดยการเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น ให้ดื่มน้ำมากๆ และติดตามอาการ หากไข้ไม่ลดหรือมีอาการรุนแรงควรพาไปพบแพทย์
14. เฉลย: ข. น้ำผึ้ง
ไม่ควรให้น้ำผึ้งแก่เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี เนื่องจากอาจมีสปอร์ของเชื้อ Clostridium botulinum ซึ่งทำให้เกิดโรคโบทูลิซึมในทารกได้
15. เฉลย: ค. ทำการกดหน้าอกหรือกดท้องด้วยวิธีไฮม์ลิค (Heimlich Maneuver) ตามความเหมาะสมกับวัย
การปฐมพยาบาลเด็กที่สำลักขึ้นอยู่กับอายุ สำหรับทารก ให้วางตะแคงบนแขนและตบกลางหลังเบาๆ 5 ครั้ง สำหรับเด็กโตสามารถใช้วิธีไฮม์ลิค เพื่อขับสิ่งแปลกปลอมออกมา
16. เฉลย: ค. กระหม่อมบุ๋ม ปัสสาวะน้อย ซึม
อาการแสดงของภาวะขาดน้ำรุนแรงที่ต้องพบแพทย์ ได้แก่ กระหม่อมบุ๋ม (ในทารก) ผิวแห้ง ตาลึก ปัสสาวะน้อย ซึม ร้องไห้ไม่มีน้ำตา หรือหอบเหนื่อย
17. เฉลย: ข. มีพรมนุ่มปูเต็มพื้น และติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันเด็กสำหรับเต้ารับไฟฟ้า ประตู และบันได
ห้องที่ปลอดภัยสำหรับเด็กควรมีการป้องกันอันตรายต่างๆ เช่น ครอบปลั๊กไฟ ล็อคตู้และลิ้นชัก ติดตั้งประตูกั้นบันได มีพื้นที่นุ่มรองรับการล้ม และไม่มีวัตถุอันตรายในระยะเอื้อมถึงของเด็ก
18. เฉลย: ง. ควรปล่อยให้เด็กเล่นอิสระเพื่อฝึกความกล้าและการตัดสินใจ
ข้อนี้ผิด เพราะการเล่นในสนามเด็กเล่นควรมีผู้ใหญ่ดูแลตลอดเวลา และต้องแนะนำให้เด็กเล่นอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับช่วงวัยเพื่อความปลอดภัย
19. เฉลย: ก. เด็กสามารถจมน้ำได้แม้ในน้ำลึกเพียง 2 นิ้ว
เด็กเล็กสามารถจมน้ำได้แม้ในน้ำตื้น 2-3 นิ้ว เนื่องจากไม่มีกำลังเพียงพอที่จะยกศีรษะขึ้นเหนือน้ำ และการจมน้ำมักเกิดอย่างเงียบ ไม่มีเสียงร้องหรือดิ้นรนมาก
20. เฉลย: ข. 1669
1669 เป็นเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินทางการแพทย์ในประเทศไทย สำหรับขอความช่วยเหลือด้านการแพทย์และรถพยาบาลฉุกเฉิน
หมวดที่ 3: โภชนาการและการให้อาหาร
21. เฉลย: ข. 4-6 เดือน
ทารกควรได้รับนมแม่หรือนมผสมเพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก แต่อาจเริ่มให้อาหารเสริมได้ตั้งแต่ 4-6 เดือนเมื่อเด็กแสดงความพร้อม เช่น นั่งได้ ควบคุมศีรษะได้ดี สนใจอาหาร
22. เฉลย: ข. ถั่วเปลือกแข็ง
ถั่วเปลือกแข็งมีความเสี่ยงสูงต่อการสำลักในเด็กเล็ก เนื่องจากมีขนาดและรูปร่างที่เหมาะกับการอุดตันทางเดินหายใจ ควรหลีกเลี่ยงในเด็กอายุต่ำกว่า 3-4 ปี
23. เฉลย: ค. ตับและเนื้อแดง
ตับ เนื้อแดง เป็นแหล่งธาตุเหล็กที่ดี ช่วยป้องกันภาวะโลหิตจาง ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองและระบบประสาทของเด็ก
24. เฉลย: ข. 6 เดือน
องค์การอนามัยโลก (WHO) และสถาบันสุขภาพเด็กหลายแห่งแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวจนถึง 6 เดือน แล้วจึงเริ่มให้อาหารเสริมควบคู่กับนมแม่ต่อไป
25. เฉลย: ง. กระหายน้ำมาก
การกระหายน้ำมากไม่ใช่อาการของการแพ้อาหาร แต่อาจเป็นอาการของโรคอื่นๆ อาการแพ้อาหารที่พบบ่อย ได้แก่ ผื่น คัน ท้องเสีย อาเจียน หายใจลำบาก หรือหน้าบวม
26. เฉลย: ข. ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะต่อปีของอายุ
หลักทั่วไปสำหรับขนาดอาหารเด็กคือ ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะต่อปีของอายุสำหรับแต่ละชนิดอาหาร เช่น เด็ก 2 ขวบอาจรับประทานผัก 2 ช้อนโต๊ะ เนื้อสัตว์ 2 ช้อนโต๊ะ เป็นต้น
27. เฉลย: ง. ไม่แสดงความกังวลมากเกินไป และนำเสนออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการในมื้อถัดไป
เด็กอาจมีช่วงที่เบื่ออาหารหรือไม่หิว การบังคับหรือแสดงความกังวลมากเกินไปอาจทำให้เด็กมีปัญหาเรื่องการกินในระยะยาว ควรเสนออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการในมื้อถัดไป
28. เฉลย: ค. อาหารที่มีน้ำตาลและเกลือสูง
ควรจำกัดอาหารที่มีน้ำตาลและเกลือสูง เนื่องจากอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพฟันและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและความดันโลหิตสูงในอนาคต
29. เฉลย: ค. เป็นตัวอย่างที่ดีโดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ร่วมกับเด็ก
การเป็นแบบอย่างที่ดีโดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ร่วมกับเด็กเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ดี
30. เฉลย: ค. ใช้น้ำที่ต้มสุกแล้วปล่อยให้เย็นที่ 70°C ผสมตามอัตราส่วนที่กำหนด
การเตรียมนมผงที่ถูกต้องคือใช้น้ำที่ต้มเดือดแล้วปล่อยให้เย็นลงที่อุณหภูมิประมาณ 70°C (ยังอุ่น) ผสมกับนมผงตามอัตราส่วนที่กำหนด เพื่อฆ่าเชื้อที่อาจปนเปื้อนในนมผง
หมวดที่ 4: การดูแลและการจัดการพฤติกรรม
31. เฉลย: ค. การให้เวลานอกเพื่อให้เด็กสงบอารมณ์ และสอนทักษะการควบคุมอารมณ์
การให้เวลานอก (time-out) เป็นวิธีที่เหมาะสมในการจัดการพฤติกรรมก้าวร้าว โดยให้เด็กได้แยกตัวออกจากสถานการณ์เพื่อสงบอารมณ์ จากนั้นค่อยพูดคุยและสอนทักษะการควบคุมอารมณ์
32. เฉลย: ข. รอให้เด็กแสดงสัญญาณความพร้อมก่อน เช่น รู้สึกไม่สบายเมื่อผ้าอ้อมเปียกหรือสกปรก
การฝึกขับถ่ายควรเริ่มเมื่อเด็กแสดงความพร้อม เช่น รู้สึกไม่สบายเมื่อผ้าอ้อมเปียก สามารถสื่อสารความต้องการได้ และมีความสนใจในกระโถนหรือห้องน้ำ
33. เฉลย: ข. การลงโทษทางจิตใจโดยการพูดให้เด็กรู้สึกอับอาย
การลงโทษทางจิตใจหรือการทำให้เด็กอับอายเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสม เพราะอาจส่งผลเสียต่อความภาคภูมิใจในตนเองและพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็ก
34. เฉลย: ก. การแสดงความเป็นตัวของตัวเองสูงและต้องการความเป็นอิสระ
วัย “terrible twos” หรือ “วัยดื้อ” (ประมาณ 2-3 ปี) เป็นช่วงที่เด็กแสดงความเป็นตัวของตัวเองสูง ต้องการความเป็นอิสระ และมักใช้คำว่า “ไม่” บ่อยๆ ซึ่งเป็นพัฒนาการปกติ
35. เฉลย: ข. ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา สร้างความผูกพัน และกระตุ้นจินตนาการ
การเล่านิทานก่อนนอนช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา กระตุ้นจินตนาการ สร้างความผูกพันระหว่างเด็กกับผู้ดูแล และช่วยให้เด็กมีสมาธิและผ่อนคลาย
36. เฉลย: ค. ให้เวลาเด็กได้ปรับตัว และค่อยๆ กระตุ้นให้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมทีละน้อย
เด็กขี้อายต้องการเวลาในการปรับตัว ควรให้เด็กค่อยๆ ได้สังเกตสภาพแวดล้อมก่อน แล้วจึงค่อยๆ กระตุ้นให้มีปฏิสัมพันธ์ทีละน้อย โดยไม่บังคับหรือกดดัน
37. เฉลย: ค. พาเด็กออกจากสถานการณ์ รอให้สงบ แล้วพูดคุยอย่างใจเย็น
การจัดการกับพฤติกรรมโวยวายในที่สาธารณะ ควรพาเด็กออกจากสถานการณ์ก่อน รอให้สงบอารมณ์ แล้วพูดคุยอย่างใจเย็น ไม่ควรตามใจหรือตะคอกเด็ก
38. เฉลย: ค. จัดเตรียมวัสดุศิลปะหลากหลายและให้เด็กได้ทดลองใช้อย่างอิสระ
ความคิดสร้างสรรค์จะพัฒนาได้ดีเมื่อเด็กได้ทดลองทำสิ่งต่างๆ อย่างอิสระ การจัดเตรียมวัสดุศิลปะหลากหลายและให้อิสระในการทดลองจะช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
39. เฉลย: ก. ไม่ควรใช้หน้าจอเลย ยกเว้นการพูดคุยทางวิดีโอกับคนในครอบครัว
องค์การอนามัยโลกและราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ไม่แนะนำให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีใช้หน้าจอ ยกเว้นการพูดคุยทางวิดีโอกับครอบครัว เนื่องจากอาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการทางภาษาและสังคม
40. เฉลย: ข. มีตารางกิจกรรมที่ชัดเจน สม่ำเสมอ แต่ยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์
กิจวัตรประจำวันที่ดีสำหรับเด็กควรมีความสม่ำเสมอเพื่อให้เด็กรู้สึกมั่นคงและคาดการณ์ได้ แต่ก็ควรมีความยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์
หมวดที่ 5: การจัดสภาพแวดล้อมและกิจกรรมการเรียนรู้
41. เฉลย: ค. ปลอดภัย มีสิ่งกระตุ้นการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย และเปิดโอกาสให้สำรวจ
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ต้องปลอดภัย มีสิ่งกระตุ้นการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับช่วงวัย และเปิดโอกาสให้เด็กได้สำรวจและทดลองอย่างเหมาะสม
42. เฉลย: ค. ความปลอดภัย และความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ
การเลือกของเล่นสำหรับเด็กเล็กควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก และควรเหมาะสมกับระดับพัฒนาการของเด็ก เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม
43. เฉลย: ข. ร้อยลูกปัดขนาดใหญ่ หรือเล่นดินน้ำมัน
กิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กสำหรับเด็ก 2-3 ปี ได้แก่ การร้อยลูกปัดขนาดใหญ่ การปั้นดินน้ำมัน การวาดรูป หรือการเล่นบล็อกขนาดเล็ก
44. เฉลย: ก. เนื้อหาที่สอดคล้องกับช่วงวัยและความสนใจของเด็ก
ควรเลือกหนังสือนิทานที่มีเนื้อหาเหมาะสมกับช่วงวัยและความสนใจของเด็ก จะช่วยกระตุ้นความอยากรู้และความสนใจในการอ่าน หนังสือสำหรับเด็กเล็กควรมีรูปภาพประกอบที่ชัดเจน สีสันสดใส และเนื้อหาไม่ซับซ้อนเกินไป
45. เฉลย: ข. กระบวนการสร้างสรรค์และการแสดงออกมากกว่าผลลัพธ์
กิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กอายุ 3-5 ปี ควรเน้นที่กระบวนการสร้างสรรค์และการแสดงออกมากกว่าความสวยงามของผลงาน เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และจินตนาการอย่างอิสระ
46. เฉลย: ค. การเล่นคอมพิวเตอร์คนเดียวเป็นประจำ
การเล่นคอมพิวเตอร์คนเดียวเป็นประจำไม่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสังคม เนื่องจากขาดการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ควรส่งเสริมกิจกรรมที่ต้องมีการสื่อสาร แบ่งปัน และร่วมมือกับผู้อื่น
47. เฉลย: ข. มีพื้นที่ร่มเงา พื้นนุ่มปลอดภัย และอุปกรณ์เล่นที่เหมาะสมกับช่วงวัย
พื้นที่เล่นกลางแจ้งที่ดีสำหรับเด็กควรมีพื้นที่ร่มเงา พื้นนุ่มที่ช่วยลดการบาดเจ็บเมื่อล้ม เช่น ทราย หรือยาง และมีอุปกรณ์เล่นที่เหมาะสมกับระดับพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย
48. เฉลย: ค. ผู้ใหญ่คอยสังเกต กระตุ้น และมีส่วนร่วมในการเล่นอย่างเหมาะสม
การเล่นที่ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพต้องมีความสมดุลระหว่างการให้อิสระกับเด็กและการมีส่วนร่วมของผู้ใหญ่ โดยผู้ใหญ่ควรคอยสังเกต กระตุ้น และมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม
49. เฉลย: ข. พูดคุย อ่านนิทาน และร้องเพลงกับเด็กเป็นประจำ
วิธีส่งเสริมทักษะทางภาษาที่มีประสิทธิภาพคือการพูดคุย อ่านนิทาน และร้องเพลงกับเด็กเป็นประจำ เพื่อให้เด็กได้ฟังและเรียนรู้การใช้ภาษาในบริบทต่างๆ
50. เฉลย: ค. จัดกิจกรรมที่เด็กได้มีส่วนร่วมในการทำอาหาร ศิลปะ หรือการเล่นที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมนั้นๆ
เด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านประสบการณ์ตรงและการลงมือทำ การสอนเรื่องวัฒนธรรมและประเพณีควรจัดในรูปแบบกิจกรรมที่เด็กได้มีส่วนร่วม เช่น การทำอาหารประจำชาติ งานศิลปะพื้นบ้าน หรือการเล่นเกมพื้นบ้าน
แนวข้อสอบ พี่เลี้ยงเด็ก แจกฟรี

