# สรุปสาระสำคัญของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2563
ระเบียบนี้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรให้แก่ผู้มีสิทธิที่เป็นบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีสาระสำคัญดังนี้:
## ผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการ
– ข้าราชการและลูกจ้างประจำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
– ผู้ได้รับบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น
– นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรองนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
## บุตรที่มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการ
– บุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีอายุไม่เกิน 25 ปี
– บุตรบุญธรรมที่จดทะเบียนตามกฎหมาย ซึ่งมีอายุไม่เกิน 25 ปี
– ได้รับสวัสดิการสำหรับบุตรคนที่ 1 ถึงคนที่ 3 เรียงตามลำดับการเกิด
## ประเภทและอัตราเงินบำรุงการศึกษาและค่าเล่าเรียน
– เป็นไปตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด
– สถานศึกษาของทางราชการ: เบิกได้เต็มจำนวนที่จ่ายจริง
– สถานศึกษาของเอกชน: เบิกได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินประเภทและอัตราที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด
## การใช้สิทธิเบิกเงิน
– ผู้มีสิทธิต้องยื่นใบเบิกเงินสวัสดิการพร้อมหลักฐานการรับเงินของสถานศึกษา
– กรณีสามีและภรรยาต่างเป็นผู้มีสิทธิ ต้องตกลงกันว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้สิทธิเบิกเงินสำหรับบุตรแต่ละคน
– การยื่นขอรับเงินสวัสดิการต้องกระทำภายในกำหนดเวลาไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันเปิดภาคเรียนของแต่ละภาค
## ข้อยกเว้น
– ไม่สามารถเบิกเงินสวัสดิการซ้ำซ้อนกับเงินสวัสดิการที่ได้รับจากรัฐหรือหน่วยงานอื่นของรัฐสำหรับบุตรคนเดียวกัน
– ไม่สามารถเบิกเงินสวัสดิการสำหรับบุตรที่อยู่ในความอุปการะที่มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือจากรัฐหรือองค์การอื่นอยู่แล้ว
ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
แนวข้อสอบ 20 ข้อเกี่ยวกับระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2563
1. ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2563 มีผลบังคับใช้เมื่อใด
ก. วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข. วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ค. 30 วันหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ง. 60 วันหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา
2. ข้อใดไม่ใช่ผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรตามระเบียบฯ นี้
ก. ข้าราชการส่วนท้องถิ่น
ข. ลูกจ้างประจำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ค. พนักงานจ้างตามภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ง. ผู้รับบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น
3. บุคคลใดในคณะผู้บริหารท้องถิ่นมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตร
ก. นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น
ข. นายกและรองนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ค. นายก รองนายก และเลขานุการนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ง. นายก รองนายก และประธานสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
4. บุตรที่มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาต้องมีอายุไม่เกินกี่ปี
ก. 18 ปี
ข. 20 ปี
ค. 23 ปี
ง. 25 ปี
5. บุตรบุญธรรมจะมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาหรือไม่ อย่างไร
ก. ไม่มีสิทธิได้รับ
ข. มีสิทธิได้รับ แต่ต้องจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย
ค. มีสิทธิได้รับ แต่ต้องอุปการะมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี
ง. มีสิทธิได้รับ เฉพาะกรณีที่ไม่มีบุตรชอบด้วยกฎหมาย
6. ผู้มีสิทธิสามารถเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรได้สูงสุดกี่คน
ก. 2 คน
ข. 3 คน
ค. 4 คน
ง. ไม่จำกัดจำนวน
7. หลักเกณฑ์ในการนับลำดับบุตรเพื่อเบิกเงินสวัสดิการคือข้อใด
ก. นับเฉพาะบุตรที่มีชีวิตอยู่
ข. นับตามลำดับการเกิดก่อนหลัง
ค. นับเฉพาะบุตรที่กำลังศึกษาอยู่
ง. นับตามที่ผู้มีสิทธิระบุในคำขอเบิก
8. กรณีสามีและภรรยาต่างเป็นผู้มีสิทธิ การใช้สิทธิเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรต้องดำเนินการอย่างไร
ก. ต้องตกลงกันว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้สิทธิเบิกเงินสำหรับบุตรแต่ละคน
ข. ต้องใช้สิทธิเบิกฝ่ายละครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่มีสิทธิเบิกได้
ค. ฝ่ายที่มีเงินเดือนสูงกว่าเท่านั้นที่มีสิทธิเบิก
ง. สามารถใช้สิทธิเบิกได้ทั้งสองฝ่ายเต็มจำนวน
9. กรณีผู้มีสิทธิมีบุตร 4 คน โดยบุตรคนที่ 2 เสียชีวิตแล้ว บุตรคนใดที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการ
ก. บุตรคนที่ 1
ข. บุตรคนที่ 3
ค. บุตรคนที่ 4
ง. บุตรคนที่ 2 เท่านั้น เนื่องจากเสียชีวิตแล้ว
10. การขอรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรมีกำหนดระยะเวลาอย่างไร
ก. ภายใน 30 วันนับแต่วันเปิดภาคเรียนของแต่ละภาค
ข. ภายใน 90 วันนับแต่วันเปิดภาคเรียนของแต่ละภาค
ค. ภายใน 6 เดือนนับแต่วันเปิดภาคเรียนของแต่ละภาค
ง. ภายในหนึ่งปีนับแต่วันเปิดภาคเรียนของแต่ละภาค
11. การเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรในสถานศึกษาของเอกชนเบิกได้ในอัตราใด
ก. เต็มจำนวนที่จ่ายจริง
ข. ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริง
ค. ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินประเภทและอัตราที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด
ง. สามในสี่ของจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินประเภทและอัตราที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด
12. การเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรในสถานศึกษาของทางราชการเบิกได้ในอัตราใด
ก. เต็มจำนวนที่จ่ายจริง
ข. ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริง
ค. เต็มจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินประเภทและอัตราที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด
ง. สามในสี่ของจำนวนที่จ่ายจริง
13. หลักฐานใดที่จำเป็นต้องแนบประกอบการยื่นใบเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตร
ก. ใบรับรองการเป็นนักเรียน
ข. หลักฐานแสดงการเป็นบุตร
ค. หลักฐานการรับเงินของสถานศึกษา
ง. สำเนาทะเบียนบ้าน
14. ในกรณีที่บุตรของผู้มีสิทธิได้รับทุนการศึกษา ผู้มีสิทธิจะสามารถเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรได้หรือไม่
ก. เบิกได้เต็มจำนวน
ข. เบิกได้เฉพาะส่วนที่ขาดจากทุนการศึกษา
ค. ไม่สามารถเบิกได้
ง. เบิกได้ครึ่งหนึ่งของสิทธิที่พึงได้รับ
15. ผู้ใดเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ก. นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ข. ผู้ว่าราชการจังหวัด
ค. ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ง. ผู้อำนวยการกองคลัง
16. ผู้รับบำนาญที่ย้ายภูมิลำเนาต้องยื่นใบเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรที่ใด
ก. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เคยสังกัดครั้งสุดท้ายก่อนรับบำนาญ
ข. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จ่ายบำนาญในปัจจุบัน
ค. ส่วนราชการที่รับผิดชอบการจ่ายบำนาญ
ง. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ที่เป็นภูมิลำเนาปัจจุบัน
17. เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรครอบคลุมถึงระดับการศึกษาใดบ้าง
ก. ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงปริญญาตรี
ข. ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงปริญญาตรี
ค. ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงปริญญาโท
ง. เป็นไปตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด
18. บุตรที่ศึกษาในสถานศึกษาของเอกชนและได้รับเงินอุดหนุนรายบุคคลจากรัฐอยู่แล้ว มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรอย่างไร
ก. ไม่มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการ
ข. มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเต็มจำนวน
ค. มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเฉพาะส่วนที่เกินจากที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐ
ง. มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการครึ่งหนึ่งของที่จ่ายจริง
19. กรณีที่บุตรของผู้มีสิทธิพ้นจากความเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา จะมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรเมื่อใด
ก. ตั้งแต่วันที่ 1 ของเดือนถัดไป
ข. ตั้งแต่วันที่พ้นสภาพการเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา
ค. มีสิทธิได้รับจนถึงสิ้นปีการศึกษา
ง. มีสิทธิได้รับจนจบภาคเรียนที่กำลังศึกษาอยู่
20. ข้อใดไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สามารถเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรได้
ก. ค่าเล่าเรียน
ข. ค่าบำรุงการศึกษา
ค. ค่าชุดนักเรียน
ง. ค่าธรรมเนียมการศึกษา
เฉลย ละเอียด
1. **ข. วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา**
– ตามระเบียบฯ กำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
2. **ค. พนักงานจ้างตามภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น**
– ผู้มีสิทธิคือข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ผู้รับบำนาญ นายกและรองนายก อปท. แต่ไม่รวมพนักงานจ้าง
3. **ข. นายกและรองนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น**
– ระเบียบฯ กำหนดให้นายกและรองนายก อปท. เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตร
4. **ง. 25 ปี**
– บุตรที่มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการต้องมีอายุไม่เกิน 25 ปี
รวมกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น อัพเดท 2568
รวม 272 ฉบับ
เนื้อหาประกอบด้วย
กลุ่มที่ 1 สําหรับที่ใช้บ่อย ใช้สอบ และใช้ทํางานเป็นประจํา
จํานวน 63 ฉบับ
กลุ่มที่ 2 กฎหมายและอนุบัญญัติที่เกี่ยวกับอํานาจหน้าที่เฉพาะ
จํานวน 147 ฉบับ
กลุ่มที่ 3 กฎหมายอื่นๆ ที่ปรากฏในการสอบตําแหน่งสายบริหาร
จํานวน 62 ฉบับ
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2563

