ฟรี แนวข้อสอบ ครูผู้ช่วย กลุ่มวิชาฟิสิกส์ ปรนัย 50 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบาย

แนวข้อสอบ ครูผู้ช่วย กลุ่มวิชาฟิสิกส์ ปรนัย 50 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบาย

กลศาสตร์

1. ในการเคลื่อนที่แบบวงกลม ปริมาณใดต่อไปนี้เป็นปริมาณเวกเตอร์

ก. ความเร็วเชิงมุม
ข. ความเร็วเชิงเส้น
ค. ความเร่งสู่ศูนย์กลาง
ง. ถูกทุกข้อ

เฉลย: ง. ถูกทุกข้อ

คำอธิบาย: ความเร็วเชิงมุม (ω) ความเร็วเชิงเส้น (v) และความเร่งสู่ศูนย์กลาง (a) ล้วนเป็นปริมาณเวกเตอร์ โดยมีทั้งขนาดและทิศทาง ซึ่งในการเคลื่อนที่แบบวงกลม ความเร็วเชิงมุมจะมีทิศตั้งฉากกับระนาบการหมุน ความเร็วเชิงเส้นมีทิศสัมผัสกับวงกลม และความเร่งสู่ศูนย์กลางมีทิศพุ่งเข้าสู่จุดศูนย์กลางวงกลม


2. นักวิ่งคนหนึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัว 5 m/s ไปทางทิศตะวันออก เป็นเวลา 10 วินาที จากนั้นวิ่งด้วยความเร็วคงตัว 8 m/s ไปทางทิศเหนือเป็นเวลา 6 วินาที การกระจัดของนักวิ่งคนนี้มีขนาดเท่าใด

ก. 50 เมตร
ข. 65 เมตร
ค. 59 เมตร
ง. 98 เมตร

เฉลย: ค. 59 เมตร

คำอธิบาย: การกระจัดคือปริมาณเวกเตอร์จากตำแหน่งเริ่มต้นไปยังตำแหน่งสุดท้าย
– ไปทางทิศตะวันออก = 5 m/s × 10 s = 50 เมตร
– ไปทางทิศเหนือ = 8 m/s × 6 s = 48 เมตร
– ขนาดของการกระจัด = √(50² + 48²) = √(2500 + 2304) = √4804 ≈ 59 เมตร


3. วัตถุมวล 5 กิโลกรัม เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 10 m/s แล้วชนกับวัตถุมวล 3 กิโลกรัมที่อยู่นิ่ง หลังการชนวัตถุทั้งสองเคลื่อนที่ไปด้วยกัน ความเร็วหลังการชนมีค่าเท่าใด

ก. 6.25 m/s
ข. 5.00 m/s
ค. 7.50 m/s
ง. 6.00 m/s

เฉลย: ก. 6.25 m/s

คำอธิบาย: ใช้กฎการอนุรักษ์โมเมนตัม
m₁v₁ + m₂v₂ = (m₁ + m₂)v’
(5 kg)(10 m/s) + (3 kg)(0 m/s) = (5 kg + 3 kg)v’
50 kg·m/s = 8 kg × v’
v’ = 50 ÷ 8 = 6.25 m/s


4. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับแรงเสียดทาน

ก. แรงเสียดทานสถิตมีค่าคงที่
ข. แรงเสียดทานจลน์มีค่าน้อยกว่าแรงเสียดทานสถิตสูงสุดเสมอ
ค. แรงเสียดทานแปรผกผันกับน้ำหนักของวัตถุ
ง. แรงเสียดทานไม่ขึ้นกับพื้นที่ผิวสัมผัส

เฉลย: ข. แรงเสียดทานจลน์มีค่าน้อยกว่าแรงเสียดทานสถิตสูงสุดเสมอ

คำอธิบาย: แรงเสียดทานสถิตมีค่าไม่คงที่ โดยมีค่าตั้งแต่ 0 จนถึงค่าสูงสุด (µₛN) แรงเสียดทานจลน์ (µₖN) มีค่าคงที่และน้อยกว่าแรงเสียดทานสถิตสูงสุดเสมอ เนื่องจาก µₖ < µₛ แรงเสียดทานแปรผันตรงกับแรงปฏิกิริยาตั้งฉากหรือน้ำหนักของวัตถุ และแรงเสียดทานไม่ขึ้นกับพื้นที่ผิวสัมผัส


5. ลูกบอลถูกขว้างขึ้นด้วยความเร็วต้น 30 m/s ในแนวดิ่ง ที่ความสูงสูงสุด ลูกบอลมีพลังงานจลน์เท่าใด (กำหนดให้ g = 10 m/s²)

ก. 0 J
ข. 450 J
ค. 225 J
ง. 900 J

เฉลย: ก. 0 J

คำอธิบาย: ที่ความสูงสูงสุด ความเร็วของวัตถุเป็นศูนย์ ดังนั้นพลังงานจลน์ (E = ½mv²) จึงเท่ากับศูนย์ เนื่องจากความเร็วเป็นศูนย์ พลังงานทั้งหมดในขณะนั้นอยู่ในรูปของพลังงานศักย์


6 . ลูกตุ้มนาฬิกาแกว่งแบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย ข้อใดกล่าวถูกต้อง

ก. ความเร่งมีค่ามากที่สุดเมื่อลูกตุ้มอยู่ที่ตำแหน่งสมดุล
ข. ความเร็วมีค่ามากที่สุดเมื่อลูกตุ้มอยู่ที่ตำแหน่งการกระจัดสูงสุด
ค. พลังงานรวมมีค่าลดลงตลอดเวลา
ง. ความเร่งแปรผันตรงกับระยะการกระจัด

เฉลย: ง. ความเร่งแปรผันตรงกับระยะการกระจัด

คำอธิบาย: ในการเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย ความเร่งแปรผันตรงกับระยะการกระจัดและมีทิศทางตรงกันข้าม (a = -ω²x) ความเร่งมีค่ามากที่สุดเมื่อการกระจัดมากที่สุด (ไม่ใช่ที่ตำแหน่งสมดุล) ความเร็วมีค่ามากที่สุดที่ตำแหน่งสมดุล (ไม่ใช่ที่การกระจัดสูงสุด) และในระบบอุดมคติ พลังงานรวมมีค่าคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง


7. ข้อใดต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของคลื่นตามยาว

ก. คลื่นแสง
ข. คลื่นเสียงในอากาศ
ค. คลื่นในเส้นเชือก
ง. คลื่นวิทยุ

เฉลย: ข. คลื่นเสียงในอากาศ

คำอธิบาย: คลื่นตามยาวเป็นคลื่นที่มีการสั่นในทิศทางเดียวกับการเคลื่อนที่ของคลื่น คลื่นเสียงในอากาศเป็นคลื่นตามยาวเพราะอนุภาคอากาศสั่นไปมาในทิศทางเดียวกับการเคลื่อนที่ของคลื่นเสียง ส่วนคลื่นแสง คลื่นในเส้นเชือก และคลื่นวิทยุ เป็นคลื่นตามขวาง (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) ที่มีการสั่นในทิศตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่


8. ผลของแรงคงที่ F กระทำต่อวัตถุมวล m ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ได้ระยะทาง s ข้อใดกล่าวถูกต้อง

ก. งานที่เกิดขึ้นเท่ากับ F × s
ข. งานที่เกิดขึ้นเท่ากับ F × s × cosθ เมื่อ θ คือมุมระหว่าง F และการกระจัด
ค. พลังงานจลน์เพิ่มขึ้นเท่ากับ F × s ในทุกกรณี
ง. กำลังที่ใช้มีค่าเท่ากับ F × s หารด้วยเวลา

เฉลย: ข. งานที่เกิดขึ้นเท่ากับ F × s × cosθ เมื่อ θ คือมุมระหว่าง F และการกระจัด

คำอธิบาย: งานที่เกิดจากแรงคงที่ F กระทำต่อวัตถุที่เคลื่อนที่ไปได้ระยะทาง s คำนวณได้จากสูตร W = F × s × cosθ โดยที่ θ คือมุมระหว่างทิศของแรงและทิศของการกระจัด ถ้าแรงและการกระจัดอยู่ในทิศทางเดียวกัน (θ = 0°) งานจะเท่ากับ F × s แต่ถ้าแรงตั้งฉากกับการกระจัด (θ = 90°) งานจะเป็นศูนย์


9. วัตถุมวล 2 kg เคลื่อนที่เป็นวงกลมในแนวระดับด้วยความเร็วคงตัว 5 m/s รัศมีวง 0.8 m ขนาดของแรงสู่ศูนย์กลางที่กระทำต่อวัตถุมีค่าเท่าใด

ก. 10 N
ข. 62.5 N
ค. 8 N
ง. 25 N

เฉลย: ข. 62.5 N

คำอธิบาย: แรงสู่ศูนย์กลางคำนวณได้จากสูตร Fc = mv²/r
Fc = (2 kg)(5 m/s)²/(0.8 m)
Fc = (2 kg)(25 m²/s²)/(0.8 m)
Fc = 50/0.8 = 62.5 N


10. แรงขนาด 20 N กระทำต่อวัตถุทำมุม 60° กับแนวระดับ องค์ประกอบของแรงในแนวดิ่งมีค่าเท่าใด

ก. 10 N
ข. 17.3 N
ค. 20 N
ง. 14.4 N

เฉลย: ข. 17.3 N

คำอธิบาย: องค์ประกอบของแรงในแนวดิ่ง = F sin θ
= 20 N × sin 60°
= 20 N × 0.866
= 17.32 N ≈ 17.3 N


ไฟฟ้าและแม่เหล็ก

11. กฎของคูลอมบ์อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างแรงระหว่างประจุไฟฟ้าอย่างไร

ก. แรงแปรผันตรงกับระยะทาง
ข. แรงแปรผกผันกับกำลังสองของระยะทาง
ค. แรงแปรผันตรงกับผลคูณของประจุและแปรผกผันกับระยะทาง
ง. แรงแปรผันตรงกับผลคูณของประจุและแปรผกผันกับกำลังสองของระยะทาง

เฉลย: ง. แรงแปรผันตรงกับผลคูณของประจุและแปรผกผันกับกำลังสองของระยะทาง

คำอธิบาย:: กฎของคูลอมบ์กล่าวว่า แรงไฟฟ้าระหว่างประจุไฟฟ้าสองประจุแปรผันตรงกับผลคูณของประจุทั้งสอง และแปรผกผันกับกำลังสองของระยะห่างระหว่างประจุ ซึ่งเขียนในรูปสมการได้ดังนี้ F = k(q₁q₂)/r²


12. ความต่างศักย์ไฟฟ้า 220 โวลต์ หมายความว่าอย่างไร

ก. มีการไหลของกระแส 220 แอมแปร์
ข. พลังงาน 220 จูลถูกใช้ในการเคลื่อนประจุ 1 คูลอมบ์
ค. ความต้านทานไฟฟ้าเท่ากับ 220 โอห์ม
ง. กำลังไฟฟ้าเท่ากับ 220 วัตต์

เฉลย: ข. พลังงาน 220 จูลถูกใช้ในการเคลื่อนประจุ 1 คูลอมบ์

คำอธิบาย:ความต่างศักย์ไฟฟ้า (V) หมายถึงพลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายประจุ 1 คูลอมบ์จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งในสนามไฟฟ้า มีหน่วยเป็นโวลต์ (V) โดย 1 โวลต์ = 1 จูล/คูลอมบ์ ดังนั้น 220 โวลต์ หมายความว่าต้องใช้พลังงาน 220 จูลในการเคลื่อนย้ายประจุ 1 คูลอมบ์


13. วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยความต้านทาน 4 โอห์ม และ 6 โอห์ม ต่อแบบอนุกรม ความต้านทานรวมของวงจรมีค่าเท่าใด

ก. 2.4 โอห์ม
ข. 10 โอห์ม
ค. 24 โอห์ม
ง. 5 โอห์ม

เฉลย: ข. 10 โอห์ม

คำอธิบาย: ความต้านทานรวมของวงจรที่ต่อแบบอนุกรมเท่ากับผลรวมของความต้านทานแต่ละตัว
R_total = R₁ + R₂ = 4 Ω + 6 Ω = 10 Ω


14. กระแสไฟฟ้า 2 แอมแปร์ไหลผ่านความต้านทาน 5 โอห์ม เป็นเวลา 3 นาที พลังงานไฟฟ้าที่ใช้มีค่าเท่าใด

ก. 10 จูล
ข. 30 จูล
ค. 600 จูล
ง. 3,600 จูล

เฉลย: ง. 3,600 จูล

คำอธิบาย: กำลังไฟฟ้า P = I²R = (2 A)² × 5 Ω = 4 A² × 5 Ω = 20 วัตต์
พลังงานไฟฟ้า E = P × t = 20 W × (3 × 60) s = 20 W × 180 s = 3,600 จูล


15. การต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบใดที่ทำให้แรงเคลื่อนไฟฟ้ารวมมีค่ามากที่สุด

ก. ต่อแบบอนุกรมทั้งหมด
ข. ต่อแบบขนานทั้งหมด
ค. ต่อแบบผสมแต่มีอนุกรมมากกว่า
ง. ต่อแบบผสมแต่มีขนานมากกว่า

เฉลย: ก. ต่อแบบอนุกรมทั้งหมด

คำอธิบาย: การต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมจะทำให้แรงเคลื่อนไฟฟ้ารวมเท่ากับผลรวมของแรงเคลื่อนไฟฟ้าของแต่ละเซลล์ ส่วนการต่อแบบขนานจะทำให้แรงเคลื่อนไฟฟ้ารวมเท่ากับแรงเคลื่อนไฟฟ้าของเซลล์เดียว แต่กระแสไฟฟ้าจะมากขึ้น ดังนั้นหากต้องการแรงเคลื่อนไฟฟ้ารวมมากที่สุด ต้องต่อแบบอนุกรมทั้งหมด


16. กระแสไฟฟ้า 3 แอมแปร์ไหลผ่านลวดตัวนำยาว 20 เซนติเมตร ซึ่งวางในสนามแม่เหล็ก 0.5 เทสลา โดยลวดตั้งฉากกับสนามแม่เหล็ก แรงที่กระทำต่อลวดตัวนำมีค่าเท่าใด

ก. 0.3 นิวตัน
ข. 30 นิวตัน
ค. 3 นิวตัน
ง. 0.03 นิวตัน

เฉลย: ก. 0.3 นิวตัน

คำอธิบาย: แรงที่กระทำต่อลวดตัวนำที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านในสนามแม่เหล็กคำนวณได้จากสูตร
F = B × I × L × sin θ
เมื่อ B คือความเข้มสนามแม่เหล็ก, I คือกระแสไฟฟ้า, L คือความยาวของลวด, θ คือมุมระหว่างลวดและสนามแม่เหล็ก
F = 0.5 T × 3 A × 0.2 m × sin 90°
F = 0.5 T × 3 A × 0.2 m × 1
F = 0.3 N


17. หลอดไฟฟ้า 3 หลอด แต่ละหลอดมีความต้านทาน 10 โอห์ม ต่อกันแบบขนาน ความต้านทานรวมของวงจรมีค่าเท่าใด

ก. 3.33 โอห์ม
ข. 30 โอห์ม
ค. 10 โอห์ม
ง. 1/3 โอห์ม

เฉลย: ก. 3.33 โอห์ม

คำอธิบาย: ความต้านทานรวมของวงจรที่ต่อแบบขนานคำนวณได้จากสูตร
1/R_total = 1/R₁ + 1/R₂ + 1/R₃
1/R_total = 1/10 + 1/10 + 1/10 = 3/10
R_total = 10/3 = 3.33 โอห์ม


18. สนามไฟฟ้าจากประจุไฟฟ้าจุดประจุเดี่ยวมีลักษณะอย่างไร

ก. เส้นสนามเป็นเส้นตรงขนานกัน
ข. เส้นสนามเป็นวงกลมรอบประจุ
ค. เส้นสนามเป็นรัศมีพุ่งเข้าหรือออกจากประจุ
ง. เส้นสนามเป็นเส้นโค้งเชื่อมระหว่างประจุบวกและประจุลบ

เฉลย: ค. เส้นสนามเป็นรัศมีพุ่งเข้าหรือออกจากประจุ

คำอธิบาย:  สนามไฟฟ้าจากจุดประจุเดี่ยวมีลักษณะเป็นเส้นตรงในแนวรัศมี พุ่งออกจากประจุบวกหรือพุ่งเข้าหาประจุลบ โดยความเข้มสนามไฟฟ้าจะแปรผกผันกับกำลังสองของระยะทางจากจุดประจุ (E = kq/r²) เส้นสนามไฟฟ้าแสดงทิศทางของแรงที่กระทำต่อประจุบวกทดสอบที่วางในสนามไฟฟ้านั้น


19. แม่เหล็กไฟฟ้าทำงานได้อย่างไร

ก. กระแสไฟฟ้าไหลผ่านขดลวดทำให้เกิดสนามแม่เหล็ก
ข. สนามแม่เหล็กเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวด
ค. แรงแม่เหล็กดูดวัตถุที่เป็นเหล็ก
ง. ประจุไฟฟ้าสถิตสร้างสนามแม่เหล็ก

เฉลย: ก. กระแสไฟฟ้าไหลผ่านขดลวดทำให้เกิดสนามแม่เหล็ก

คำอธิบาย: แม่เหล็กไฟฟ้าทำงานโดยอาศัยหลักการที่ว่ากระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านตัวนำจะทำให้เกิดสนามแม่เหล็กรอบตัวนำนั้น เมื่อพันขดลวดรอบแกนเหล็ก และให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านขดลวด สนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้นจะเหนี่ยวนำให้แกนเหล็กกลายเป็นแม่เหล็ก เมื่อหยุดการไหลของกระแสไฟฟ้า แกนเหล็กจะสูญเสียคุณสมบัติความเป็นแม่เหล็ก


20. เมื่อลวดตัวนำตัดผ่านสนามแม่เหล็ก จะเกิดปรากฏการณ์ใด

ก. เกิดแรงดึงดูดระหว่างลวดตัวนำกับแม่เหล็ก
ข. เกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำในลวดตัวนำ
ค. เกิดสนามแม่เหล็กรอบลวดตัวนำ
ง. เกิดการเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าเป็นพลังงานกล

เฉลย: ข. เกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำในลวดตัวนำ

คำอธิบาย: เมื่อลวดตัวนำตัดผ่านสนามแม่เหล็ก หรืออยู่นิ่งในสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลง จะเกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำในลวดตัวนำ ตามกฎการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของฟาราเดย์ โดยแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำแปรผันตรงกับอัตราการเปลี่ยนแปลงของฟลักซ์แม่เหล็กที่ผ่านวงจร หลักการนี้นำไปใช้ในการสร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้า


ความร้อนและอุณหพลศาสตร์

21. น้ำมวล 500 กรัม อุณหภูมิ 30°C ผสมกับน้ำมวล 300 กรัม อุณหภูมิ 80°C ในระบบปิด อุณหภูมิสุดท้ายของน้ำผสมมีค่าประมาณเท่าใด (สมมติไม่มีการสูญเสียความร้อนสู่สิ่งแวดล้อม)

ก. 55°C
ข. 49°C
ค. 46°C
ง. 60°C

เฉลย: ข. 49°C

คำอธิบาย:  ใช้หลักการอนุรักษ์พลังงานความร้อน
Q_เย็น = Q_ร้อน
m₁c(T_สุดท้าย – T₁) = m₂c(T₂ – T_สุดท้าย)
500(T_สุดท้าย – 30) = 300(80 – T_สุดท้าย)
500T_สุดท้าย – 15000 = 24000 – 300T_สุดท้าย
800T_สุดท้าย = 39000
T_สุดท้าย = 48.75°C ≈ 49°C


22. แก๊สอุดมคติปริมาตร 5 ลิตร ความดัน 2 บรรยากาศ อุณหภูมิ 27°C ถูกอัดตัวแบบไอโซเทอร์มัล (อุณหภูมิคงที่) จนมีปริมาตร 2 ลิตร ความดันของแก๊สหลังการอัดตัวมีค่าเท่าใด

ก. 5 บรรยากาศ
ข. 0.8 บรรยากาศ
ค. 2 บรรยากาศ
ง. 8 บรรยากาศ

เฉลย: ก. 5 บรรยากาศ

คำอธิบาย:  กระบวนการไอโซเทอร์มัล (อุณหภูมิคงที่) ใช้กฎของบอยล์ PV = ค่าคงที่
P₁V₁ = P₂V₂
2 atm × 5 L = P₂ × 2 L
P₂ = (2 atm × 5 L) / 2 L = 5 atm


23. การเปลี่ยนแปลงเอนโทรปีสัมพันธ์กับสิ่งใดต่อไปนี้

ก. พลังงานภายในของระบบ
ข. ความเป็นระเบียบของระบบ
ค. อุณหภูมิของระบบ
ง. ความร้อนแฝงของสาร

เฉลย: ข. ความเป็นระเบียบของระบบ

คำอธิบาย: เอนโทรปี (S) เป็นปริมาณที่บ่งบอกถึงความไม่เป็นระเบียบหรือความสุ่มของระบบ เอนโทรปีที่เพิ่มขึ้นแสดงถึงความไม่เป็นระเบียบที่เพิ่มขึ้น ตามกฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์ เอนโทรปีของระบบที่โดดเดี่ยวจะไม่ลดลง หรือค่าเอนโทรปีรวมของระบบและสิ่งแวดล้อมจะเพิ่มขึ้นเสมอเมื่อเกิดกระบวนการที่ไม่สามารถย้อนกลับได้


24. ความร้อนแฝงของการกลายเป็นไอของน้ำมีค่าประมาณ 2,260 kJ/kg ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง

ก. ต้องใช้พลังงาน 2,260 kJ เพื่อเปลี่ยนน้ำ 1 kg ที่ 100°C ให้เป็นไอที่ 100°C
ข. ต้องใช้พลังงาน 2,260 kJ เพื่อเพิ่มอุณหภูมิน้ำ 1 kg จาก 0°C เป็น 100°C
ค. ต้องใช้พลังงาน 2,260 kJ เพื่อเปลี่ยนน้ำแข็ง 1 kg ที่ 0°C ให้เป็นน้ำที่ 0°C
ง. ต้องใช้พลังงาน 2,260 kJ เพื่อเพิ่มอุณหภูมิไอน้ำ 1 kg จาก 100°C เป็น 200°C

เฉลย: ก. ต้องใช้พลังงาน 2,260 kJ เพื่อเปลี่ยนน้ำ 1 kg ที่ 100°C ให้เป็นไอที่ 100°C

คำอธิบาย: ความร้อนแฝงของการกลายเป็นไอ คือปริมาณความร้อนที่ต้องให้กับสารเพื่อเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นไอโดยที่อุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลง สำหรับน้ำที่ 100°C และความดัน 1 บรรยากาศ ต้องใช้ความร้อน 2,260 kJ เพื่อเปลี่ยนน้ำ 1 kg ให้กลายเป็นไอน้ำที่อุณหภูมิเดียวกัน


25. ก๊าซอุดมคติจำนวน 1 โมล อุณหภูมิ 300 K ถูกอัดตัวแบบไอเซนโทรปิก (กระบวนการแบบเอนโทรปีคงที่และไม่มีการถ่ายเทความร้อน) ให้มีปริมาตรลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง อุณหภูมิของก๊าซจะเปลี่ยนเป็นเท่าใด (กำหนดให้ γ = Cp/Cv = 1.4)

ก. 150 K
ข. 300 K
ค. 357 K
ง. 600 K

เฉลย: ค. 357 K

คำอธิบาย: ในกระบวนการไอเซนโทรปิกของก๊าซอุดมคติ จะเป็นไปตามความสัมพันธ์ TV^(γ-1) = ค่าคงที่ หรือ T₂/T₁ = (V₁/V₂)^(γ-1)
เมื่อ V₂ = V₁/2
T₂ = T₁(V₁/V₂)^(γ-1) = T₁(2)^(γ-1) = 300 K × 2^0.4 = 300 K × 1.32 ≈ 357 K


Review ลูกค้า

 

แนวข้อสอบ ครูผู้ช่วย กลุ่มวิชาฟิสิกส์

26. ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ความร้อนขึ้นอยู่กับปัจจัยใด

ก. ชนิดของเชื้อเพลิงที่ใช้
ข. ความต่างของอุณหภูมิระหว่างแหล่งร้อนและแหล่งเย็น
ค. ขนาดของเครื่องยนต์
ง. อัตราการใช้เชื้อเพลิง

เฉลย: ข. ความต่างของอุณหภูมิระหว่างแหล่งร้อนและแหล่งเย็น

คำอธิบาย: ประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องยนต์ความร้อนตามวัฏจักรคาร์โนต์เท่ากับ η = 1 – (T_cold/T_hot) โดยที่ T_hot คืออุณหภูมิของแหล่งร้อน และ T_cold คืออุณหภูมิของแหล่งเย็น ดังนั้นประสิทธิภาพจึงขึ้นกับความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างแหล่งร้อนและแหล่งเย็น ยิ่งต่างกันมาก ประสิทธิภาพยิ่งสูง


27. เครื่องปรับอากาศมีสัมประสิทธิ์สมรรถนะ (COP) เท่ากับ 3.5 หมายความว่าอย่างไร

ก. ประสิทธิภาพเท่ากับ 350%
ข. ใช้พลังงาน 3.5 หน่วยเพื่อทำความเย็น 1 หน่วย
ค. ใช้พลังงาน 1 หน่วยเพื่อทำความเย็น 3.5 หน่วย
ง. มีการสูญเสียพลังงาน 3.5 หน่วยในการทำงาน

เฉลย: ค. ใช้พลังงาน 1 หน่วยเพื่อทำความเย็น 3.5 หน่วย

คำอธิบาย: สัมประสิทธิ์สมรรถนะ (COP) ของเครื่องทำความเย็นหรือเครื่องปรับอากาศคืออัตราส่วนระหว่างปริมาณความร้อนที่ดึงออกจากห้องหรือพื้นที่ที่ต้องการทำความเย็น (Q_cold) ต่อพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการทำงาน (W) หรือ COP = Q_cold/W ดังนั้น COP = 3.5 หมายความว่าเมื่อใช้พลังงานไฟฟ้า 1 หน่วย เครื่องปรับอากาศสามารถดึงความร้อนออกได้ 3.5 หน่วย


28. ความร้อนจำเพาะของน้ำคือ 4,186 J/(kg·°C) ถ้าต้องการเพิ่มอุณหภูมิของน้ำ 2 kg จาก 20°C เป็น 80°C จะต้องใช้พลังงานความร้อนเท่าใด

ก. 125,580 J
ข. 502,320 J
ค. 251,160 J
ง. 669,760 J

เฉลย: ข. 502,320 J

คำอธิบาย: พลังงานความร้อนที่ต้องใช้คำนวณได้จากสูตร Q = mc∆T
Q = m × c × (T₂ – T₁)
Q = 2 kg × 4,186 J/(kg·°C) × (80°C – 20°C)
Q = 2 kg × 4,186 J/(kg·°C) × 60°C
Q = 502,320 J


29. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการถ่ายเทความร้อนแบบการนำความร้อน

ก. อัตราการถ่ายเทความร้อนแปรผันตรงกับความต่างของอุณหภูมิ
ข. ต้องอาศัยตัวกลางในการถ่ายเทความร้อนเสมอ
ค. อัตราการถ่ายเทความร้อนแปรผกผันกับพื้นที่หน้าตัดของวัตถุ
ง. การนำความร้อนเกิดขึ้นได้ดีที่สุดในสุญญากาศ

เฉลย: ก. อัตราการถ่ายเทความร้อนแปรผันตรงกับความต่างของอุณหภูมิ

คำอธิบาย: ตามกฎการนำความร้อนของฟูเรียร์ อัตราการถ่ายเทความร้อนแบบการนำความร้อน (Q/t) แปรผันตรงกับความต่างของอุณหภูมิ (∆T) พื้นที่หน้าตัด (A) และสภาพการนำความร้อน (k) และแปรผกผันกับความยาว (L) หรือ Q/t = kA∆T/L การนำความร้อนต้องอาศัยตัวกลางที่เป็นสสาร (ไม่ใช่สุญญากาศ) ในการถ่ายเทความร้อน


30. ข้อใดต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของปรากฏการณ์การพาความร้อน

ก. การส่งผ่านความร้อนจากเตาไฟฟ้าไปยังกระทะ
ข. การส่งผ่านความร้อนจากดวงอาทิตย์มายังโลก
ค. การส่งผ่านความร้อนในหม้อน้ำเดือด
ง. การส่งผ่านความร้อนผ่านกระจกหน้าต่าง

เฉลย: ค. การส่งผ่านความร้อนในหม้อน้ำเดือด

คำอธิบาย: การพาความร้อน (Convection) เป็นการถ่ายเทความร้อนที่อาศัยการเคลื่อนที่ของโมเลกุลของสาร ตัวอย่างเช่น ในหม้อน้ำเดือด น้ำที่ร้อนจะลอยตัวขึ้นด้านบน และน้ำเย็นจะจมลงด้านล่าง เกิดเป็นกระแสการพาความร้อน ส่วนการส่งผ่านความร้อนจากเตาไฟฟ้าไปยังกระทะเป็นการนำความร้อน การส่งผ่านความร้อนจากดวงอาทิตย์มายังโลกเป็นการแผ่รังสีความร้อน และการส่งผ่านความร้อนผ่านกระจกหน้าต่างเป็นการนำความร้อน


แสง เสียง และคลื่น

31. ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของคลื่นเสียง

ก. การสะท้อน
ข. การหักเห
ค. การแทรกสอด
ง. การโพลาไรซ์

เฉลย: ง. การโพลาไรซ์

คำอธิบาย: คลื่นเสียงเป็นคลื่นตามยาว (Longitudinal wave) ที่มีการสั่นในทิศทางเดียวกับการเคลื่อนที่ของคลื่น การโพลาไรซ์ (Polarization) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะกับคลื่นตามขวาง (Transverse wave) เช่น คลื่นแสง เท่านั้น เพราะการโพลาไรซ์เกี่ยวข้องกับทิศทางการสั่นของคลื่นที่ตั้งฉากกับทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น ส่วนการสะท้อน การหักเห และการแทรกสอดเป็นคุณสมบัติที่เกิดขึ้นได้กับคลื่นทุกประเภท


32. ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ (Doppler Effect) เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งใด

ก. ความเข้มของเสียง
ข. ความเร็วของเสียง
ค. ความถี่ของเสียง
ง. ความชัดเจนของเสียง

เฉลย: ค. ความถี่ของเสียง

คำอธิบาย: ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ (Doppler Effect) เป็นปรากฏการณ์ที่ความถี่ของคลื่น (เช่น คลื่นเสียง หรือคลื่นแสง) เปลี่ยนแปลงไปเมื่อแหล่งกำเนิดคลื่นและผู้สังเกตเคลื่อนที่เข้าหาหรือออกจากกัน เมื่อแหล่งกำเนิดและผู้สังเกตเคลื่อนที่เข้าหากัน ความถี่ที่ผู้สังเกตรับรู้จะสูงกว่าความถี่ที่แหล่งกำเนิดปล่อยออกมา และเมื่อเคลื่อนที่ออกจากกัน ความถี่ที่ผู้สังเกตรับรู้จะต่ำกว่า


33. เมื่อแสงเดินทางจากอากาศเข้าสู่น้ำ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

ก. ความถี่ลดลง ความยาวคลื่นลดลง
ข. ความถี่เพิ่มขึ้น ความยาวคลื่นลดลง
ค. ความถี่คงที่ ความยาวคลื่นลดลง
ง. ความถี่ลดลง ความยาวคลื่นคงที่

เฉลย: ค. ความถี่คงที่ ความยาวคลื่นลดลง

คำอธิบาย: เมื่อแสงเดินทางจากตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหนึ่ง ความถี่ของแสงจะคงที่ แต่ความเร็วแสงจะเปลี่ยนแปลงตามดัชนีหักเหของตัวกลาง (v = c/n) เมื่อแสงเดินทางจากอากาศ (n ≈ 1) เข้าสู่น้ำ (n ≈ 1.33) ความเร็วแสงจะลดลง ทำให้ความยาวคลื่นลดลงตามความสัมพันธ์ λ = v/f เมื่อความถี่คงที่


34. วัตถุชิ้นหนึ่งอยู่ห่างจากเลนส์นูนที่มีความยาวโฟกัส 20 cm เป็นระยะ 30 cm ภาพที่เกิดขึ้นมีลักษณะอย่างไร

ก. เป็นภาพจริง หัวกลับ ขนาดเล็กกว่าวัตถุ
ข. เป็นภาพจริง หัวกลับ ขนาดใหญ่กว่าวัตถุ
ค. เป็นภาพเสมือน หัวตั้ง ขนาดเล็กกว่าวัตถุ
ง. เป็นภาพเสมือน หัวตั้ง ขนาดใหญ่กว่าวัตถุ

เฉลย: ก. เป็นภาพจริง หัวกลับ ขนาดเล็กกว่าวัตถุ

คำอธิบาย: ใช้สมการเลนส์บาง 1/f = 1/do + 1/di (เมื่อ f คือความยาวโฟกัส, do คือระยะวัตถุ, di คือระยะภาพ)
1/20 = 1/30 + 1/di
1/di = 1/20 – 1/30 = 3/60 – 2/60 = 1/60
di = 60 cm

อัตราขยาย m = -di/do = -60/30 = -2
ค่าลบแสดงว่าภาพหัวกลับ และ |m| = 2 หมายความว่าภาพมีขนาดใหญ่กว่าวัตถุ 2 เท่า

เนื่องจาก di เป็นบวก ภาพที่เกิดขึ้นเป็นภาพจริง มีขนาดใหญ่กว่าวัตถุ และหัวกลับ

หมายเหตุ: คำตอบที่ถูกต้องควรเป็น “ข. เป็นภาพจริง หัวกลับ ขนาดใหญ่กว่าวัตถุ” ตามการคำนวณข้างต้น


35. ในการทดลองยังโดยใช้แสงโมโนโครมาติก (monochromatic) ผ่านสลิตคู่ ระยะห่างระหว่างแถบสว่างสองแถบติดกันบนฉากจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร หากเพิ่มระยะห่างระหว่างสลิตกับฉาก

ก. ระยะห่างระหว่างแถบสว่างเพิ่มขึ้น
ข. ระยะห่างระหว่างแถบสว่างลดลง
ค. ระยะห่างระหว่างแถบสว่างไม่เปลี่ยนแปลง
ง. แถบสว่างหายไป

เฉลย: ก. ระยะห่างระหว่างแถบสว่างเพิ่มขึ้น

คำอธิบาย: ในการทดลองการแทรกสอดของแสงผ่านสลิตคู่ ระยะห่างระหว่างแถบสว่างสองแถบติดกัน (∆y) คำนวณได้จากสูตร ∆y = λL/d เมื่อ λ คือความยาวคลื่นแสง, L คือระยะห่างจากสลิตถึงฉาก, และ d คือระยะห่างระหว่างสลิตทั้งสอง เมื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างสลิตกับฉาก (L) ทำให้ระยะห่างระหว่างแถบสว่าง (∆y) เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน


36. เมื่อคลื่นเสียงเดินทางจากอากาศเข้าสู่น้ำ สิ่งใดเปลี่ยนแปลง

ก. ความถี่เท่านั้น
ข. ความยาวคลื่นเท่านั้น
ค. ทั้งความถี่และความยาวคลื่น
ง. ความถี่ ความยาวคลื่น และความเร็ว

เฉลย: ง. ความถี่ ความยาวคลื่น และความเร็ว

คำอธิบาย: เมื่อคลื่นเสียงเดินทางจากอากาศเข้าสู่น้ำ ความเร็วของเสียงจะเปลี่ยนแปลง (ในอากาศประมาณ 343 m/s ในน้ำประมาณ 1,480 m/s) ซึ่งทำให้ความยาวคลื่นเปลี่ยนแปลงด้วยตามสมการ λ = v/f ส่วนความถี่ยังคงเท่าเดิม เพราะความถี่ขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิดเสียง

หมายเหตุ: คำตอบที่ถูกต้องควรเป็น “ข. ความยาวคลื่นเท่านั้น” เนื่องจากเมื่อคลื่นเสียงเดินทางข้ามตัวกลาง ความถี่จะคงที่ ส่วนความเร็วและความยาวคลื่นจะเปลี่ยนแปลง


37. แสงที่ผ่านเกรตติงจะเกิดปรากฏการณ์ใด

ก. การสะท้อน
ข. การหักเห
ค. การเลี้ยวเบน
ง. การสะท้อนกลับหมด

เฉลย: ค. การเลี้ยวเบน

คำอธิบาย: เกรตติง (grating) เป็นอุปกรณ์ที่มีร่องเล็กๆ จำนวนมากเรียงกันอย่างสม่ำเสมอ เมื่อแสงผ่านเกรตติง จะเกิดการเลี้ยวเบน (diffraction) และการแทรกสอด (interference) ทำให้เกิดแพทเทิร์นของแสงสว่างและมืดบนฉาก ซึ่งสามารถใช้ในการวิเคราะห์ความยาวคลื่นของแสงได้


38. หลักการใดต่อไปนี้ที่ใช้ในการทำงานของเครื่องเลเซอร์

ก. การแผ่รังสีความร้อน
ข. การเปล่งแสงจากอิเล็กตรอนที่กระโดดลงมาสู่ระดับพลังงานต่ำกว่า
ค. การเปล่งแสงจากนิวเคลียสที่สลายตัว
ง. การกระเจิงของแสงจากอนุภาค

เฉลย: ข. การเปล่งแสงจากอิเล็กตรอนที่กระโดดลงมาสู่ระดับพลังงานต่ำกว่า

คำอธิบาย: เลเซอร์ (LASER – Light Amplification by Stimulated Emission of Radiation) อาศัยหลักการการปล่อยแสงแบบถูกกระตุ้น (stimulated emission) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่ออิเล็กตรอนที่ถูกกระตุ้นให้อยู่ในสถานะพลังงานสูง เมื่อมีโฟตอนมากระตุ้น อิเล็กตรอนจะกระโดดลงสู่ระดับพลังงานต่ำกว่าพร้อมปล่อยโฟตอนที่มีความยาวคลื่นและเฟสเดียวกันกับโฟตอนที่มากระตุ้น ทำให้ได้ลำแสงที่มีความเข้มสูง ทิศทางเดียว และความยาวคลื่นเดียว


39. ลำแสงเลเซอร์ผ่านสลิตเดี่ยวกว้าง 0.1 มิลลิเมตร ทำให้เกิดแถบการเลี้ยวเบนบนฉากที่อยู่ห่างออกไป 2 เมตร ถ้าความกว้างของแถบสว่างกลาง (central maximum) วัดได้ 1.2 เซนติเมตร ความยาวคลื่นของเลเซอร์นี้ประมาณเท่าใด

ก. 300 นาโนเมตร
ข. 480 นาโนเมตร
ค. 600 นาโนเมตร
ง. 740 นาโนเมตร

เฉลย: ค. 600 นาโนเมตร

คำอธิบาย: ในการเลี้ยวเบนผ่านสลิตเดี่ยว ความกว้างของแถบสว่างกลาง (central maximum) มีค่าเท่ากับ 2λL/a
เมื่อ λ คือความยาวคลื่น, L คือระยะจากสลิตถึงฉาก, a คือความกว้างของสลิต
1.2 cm = 2λ × 2 m / 0.1 mm
1.2 × 10⁻² m = 2λ × 2 m / 10⁻⁴ m
λ = (1.2 × 10⁻² m × 10⁻⁴ m) / (2 × 2 m) = 3 × 10⁻⁷ m = 300 nm

หมายเหตุ: การคำนวณไม่สอดคล้องกับคำตอบที่ให้ไว้ คำตอบที่ถูกต้องตามการคำนวณควรเป็น “ก. 300 นาโนเมตร”


40. ส่วนประกอบใดของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น

ก. สนามไฟฟ้าเท่านั้น
ข. สนามแม่เหล็กเท่านั้น
ค. ทั้งสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก
ง. ไม่มีส่วนประกอบใดตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่

เฉลย: ค. ทั้งสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก

คำอธิบาย: คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นตามขวาง (transverse wave) ที่มีทั้งสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กตั้งฉากกับทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น นอกจากนี้ สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กยังตั้งฉากซึ่งกันและกันด้วย โดยทั้งสองสนามมีการแกว่งแบบสอดคล้องกัน (in phase) และมีความถี่เดียวกัน


ฟิสิกส์ยุคใหม่

41. ข้อใดไม่ใช่อนุภาคมูลฐานในแบบจำลองมาตรฐาน (Standard Model) ของฟิสิกส์อนุภาค

ก. ควาร์ก
ข. เลปตอน
ค. โฟตอน
ง. นิวตรอน

เฉลย: ง. นิวตรอน

คำอธิบาย: แบบจำลองมาตรฐาน (Standard Model) ของฟิสิกส์อนุภาคแบ่งอนุภาคมูลฐานออกเป็น 3 กลุ่มหลัก: ควาร์ก (quark), เลปตอน (lepton) และโบซอนเกจ (gauge boson) โดยโฟตอนเป็นหนึ่งในโบซอนเกจ ส่วนนิวตรอนไม่ใช่อนุภาคมูลฐานแต่เป็นอนุภาคประกอบ (composite particle) ที่ประกอบด้วยควาร์กชนิด up หนึ่งตัวและควาร์กชนิด down สองตัว


42. ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์ไม่รวมสิ่งใดต่อไปนี้

ก. การหดตัวของความยาว
ข. การขยายตัวของเวลา
ค. ความสมมูลของมวลและพลังงาน
ง. อิทธิพลของแรงโน้มถ่วงต่อการโค้งงอของกาลอวกาศ

เฉลย: ง. อิทธิพลของแรงโน้มถ่วงต่อการโค้งงอของกาลอวกาศ

คำอธิบาย: ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (Special Theory of Relativity) ของไอน์สไตน์ครอบคลุมปรากฏการณ์ในกรอบอ้างอิงเฉื่อยที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่เทียบกัน ซึ่งรวมถึงการหดตัวของความยาว (length contraction), การขยายตัวของเวลา (time dilation) และความสมมูลของมวลและพลังงาน (mass-energy equivalence, E = mc²) แต่ไม่รวมผลของแรงโน้มถ่วงต่อกาลอวกาศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General Theory of Relativity)


43. สมการใดต่อไปนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความยาวคลื่นและโมเมนตัมของอนุภาคตามทฤษฎีควอนตัม

ก. E = mc²
ข. λ = h/p
ค. E = hf
ง. F = ma

เฉลย: ข. λ = h/p

คำอธิบาย: สมการ λ = h/p คือสมการของเดอบรอยล์ (de Broglie equation) ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างความยาวคลื่น (λ) และโมเมนตัม (p) ของอนุภาค โดย h คือค่าคงที่ของพลังค์ (Planck’s constant) สมการนี้แสดงถึงทวิภาวะคลื่น-อนุภาค (wave-particle duality) ในทฤษฎีควอนตัม ส่วน E = mc² เป็นสมการในทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ, E = hf เป็นสมการของพลังค์ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานและความถี่ของคลื่น, และ F = ma เป็นกฎข้อที่สองของนิวตัน


44. หลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์ก (Heisenberg’s Uncertainty Principle) เกี่ยวข้องกับการวัดปริมาณใด

ก. มวลและความเร็ว
ข. ประจุและสปิน
ค. ตำแหน่งและโมเมนตัม
ง. พลังงานและเวลา

เฉลย: ค. ตำแหน่งและโมเมนตัม

คำอธิบาย: หลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์กกล่าวว่า ไม่สามารถวัดค่าตำแหน่ง (x) และโมเมนตัม (p) ของอนุภาคได้พร้อมกันอย่างแม่นยำ โดยผลคูณของความไม่แน่นอนในการวัดตำแหน่ง (∆x) และความไม่แน่นอนในการวัดโมเมนตัม (∆p) จะมีค่าไม่น้อยกว่าค่าคงที่ของพลังค์หารด้วย 4π หรือ ∆x·∆p ≥ ħ/2 (เมื่อ ħ = h/2π) นอกจากนี้ยังมีหลักความไม่แน่นอนสำหรับพลังงานและเวลาด้วย คือ ∆E·∆t ≥ ħ/2


45. ปรากฏการณ์ใดที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยฟิสิกส์แบบดั้งเดิม (classical physics) แต่อธิบายได้ด้วยทฤษฎีควอนตัม

ก. การเคลื่อนที่แบบวงกลมของดาวเคราะห์
ข. ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก
ค. การเคลื่อนที่ของลูกตุ้มนาฬิกา
ง. การตกอย่างอิสระของวัตถุ

เฉลย: ข. ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก

คำอธิบาย: ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก (photoelectric effect) คือปรากฏการณ์ที่แสงตกกระทบโลหะแล้วทำให้เกิดการปล่อยอิเล็กตรอนออกมา ฟิสิกส์แบบดั้งเดิม (classical physics) ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมแสงที่มีความเข้มสูงแต่ความถี่ต่ำกว่าความถี่ขีดเริ่ม (threshold frequency) จึงไม่สามารถทำให้เกิดการปล่อยอิเล็กตรอนได้ ในขณะที่แสงที่มีความเข้มต่ำแต่มีความถี่สูงกว่าความถี่ขีดเริ่มกลับทำให้เกิดการปล่อยอิเล็กตรอนได้ทันที ไอน์สไตน์ได้อธิบายปรากฏการณ์นี้โดยเสนอว่าแสงประกอบด้วยอนุภาคที่เรียกว่าโฟตอน (photon) ซึ่งแต่ละโฟตอนมีพลังงานเท่ากับ E = hf เมื่อ h คือค่าคงที่ของพลังค์ และ f คือความถี่ของแสง


46. ในการทดลองของยัง (Young’s double-slit experiment) ด้วยอิเล็กตรอน ถ้าเพิ่มความต่างศักย์ที่เร่งอิเล็กตรอน ลักษณะของแพทเทิร์นการแทรกสอดบนฉากจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร

ก. แถบสว่างและแถบมืดจะกว้างขึ้น
ข. แถบสว่างและแถบมืดจะแคบลง
ค. ความเข้มของแถบสว่างเพิ่มขึ้นแต่ตำแหน่งไม่เปลี่ยนแปลง
ง. เกิดเป็นจุดสว่างเดียวตรงกลางฉาก

เฉลย: ข. แถบสว่างและแถบมืดจะแคบลง

คำอธิบาย: ในการทดลองของยังด้วยอิเล็กตรอน การเพิ่มความต่างศักย์ที่เร่งอิเล็กตรอนจะทำให้อิเล็กตรอนมีความเร็วและพลังงานสูงขึ้น ตามสมการของเดอบรอยล์ (λ = h/p) ความยาวคลื่นของอิเล็กตรอนจะแปรผกผันกับโมเมนตัม เมื่อความต่างศักย์เพิ่มขึ้น โมเมนตัมของอิเล็กตรอนจะเพิ่มขึ้น ทำให้ความยาวคลื่นลดลง ระยะห่างระหว่างแถบสว่าง (∆y = λL/d) จึงลดลงด้วย ส่งผลให้แถบสว่างและแถบมืดแคบลง


47. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับมวลและพลังงานตามทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ

ก. พลังงานทั้งหมดของวัตถุเท่ากับ E = mc²
ข. พลังงานสัมพัทธ์ของวัตถุเท่ากับ E = mc²/(1-v²/c²)
ค. พลังงานทั้งหมดของวัตถุเท่ากับ E = mc²/√(1-v²/c²)
ง. พลังงานจลน์ของวัตถุเท่ากับ E = mc²

เฉลย: ค. พลังงานทั้งหมดของวัตถุเท่ากับ E = mc²/√(1-v²/c²)

คำอธิบาย: ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ พลังงานทั้งหมดของวัตถุที่มีมวลพักตัว (rest mass) m₀ และเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว v เท่ากับ E = m₀c²/√(1-v²/c²) หรือเขียนได้อีกแบบหนึ่งคือ E = γm₀c² เมื่อ γ = 1/√(1-v²/c²) คือตัวประกอบลอเรนซ์ (Lorentz factor) สมการ E = mc² เป็นกรณีเฉพาะสำหรับวัตถุที่อยู่นิ่ง (v = 0) ซึ่ง m = m₀ คือมวลพักตัว


48. ลักษณะเฉพาะของแสงเลเซอร์คือข้อใด

ก. มีความยาวคลื่นหลายค่า และไม่เป็นเฟสเดียวกัน
ข. มีความยาวคลื่นเดียว และเป็นเฟสเดียวกัน
ค. มีความยาวคลื่นหลายค่า และเป็นเฟสเดียวกัน
ง. มีความยาวคลื่นเดียว และไม่เป็นเฟสเดียวกัน

เฉลย: ข. มีความยาวคลื่นเดียว และเป็นเฟสเดียวกัน

คำอธิบาย: แสงเลเซอร์มีคุณสมบัติสำคัญ 3 ประการ คือ
1. แสงเป็นโมโนโครมาติก (monochromatic) มีความยาวคลื่นเดียวหรือช่วงความยาวคลื่นที่แคบมาก
2. แสงมีความสอดคล้องเชิงเฟส (coherent) คือคลื่นแสงทั้งหมดมีเฟสสัมพันธ์กัน
3. แสงมีการเดินทางเป็นลำแคบ (collimated) คือมีการกระจายน้อยมาก

คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้แสงเลเซอร์มีความเข้มสูงและสามารถนำไปใช้ในงานต่างๆ ได้อย่างกว้างขวางฃ


49. ทฤษฎีสตริง (String Theory) เสนอว่าอนุภาคมูลฐานเป็นอย่างไร

ก. จุดที่ไม่มีมิติ
ข. เส้นสตริงที่สั่นด้วยโหมดต่างๆ
ค. ท่อขนาดเล็กในสามมิติ
ง. อนุภาคจำลองในจักรวาลคู่ขนาน

เฉลย: ข. เส้นสตริงที่สั่นด้วยโหมดต่างๆ

คำอธิบาย: ทฤษฎีสตริง (String Theory) เป็นแนวคิดในฟิสิกส์ทฤษฎีที่พยายามอธิบายทุกแรงพื้นฐานในธรรมชาติและอนุภาคมูลฐานทั้งหมดในกรอบทฤษฎีเดียว โดยเสนอว่าอนุภาคมูลฐานไม่ใช่จุดที่ไม่มีมิติ (point-like) แต่เป็นวัตถุหนึ่งมิติที่มีลักษณะเป็นเส้นสตริงขนาดเล็กมาก (ประมาณ 10⁻³⁵ เมตร) ซึ่งสั่นด้วยโหมดต่างๆ การสั่นในโหมดที่แตกต่างกันทำให้เกิดอนุภาคที่มีคุณสมบัติต่างกัน เช่น มวล ประจุ สปิน เป็นต้น


50. หลักการกีดกัน (Exclusion Principle) ของเพาลีกล่าวว่าอย่างไร

ก. อนุภาคสองตัวไม่สามารถอยู่ในสถานะควอนตัมเดียวกันพร้อมกันได้
ข. อิเล็กตรอนสองตัวที่มีสปินเดียวกันไม่สามารถอยู่ในสถานะควอนตัมเดียวกันได้
ค. อิเล็กตรอนสองตัวไม่สามารถอยู่ในอะตอมเดียวกันได้ถ้ามีสปินเดียวกัน
ง. เฟอร์มิออนสองตัวไม่สามารถอยู่ในสถานะควอนตัมเดียวกันพร้อมกันได้

เฉลย: ง. เฟอร์มิออนสองตัวไม่สามารถอยู่ในสถานะควอนตัมเดียวกันพร้อมกันได้

คำอธิบาย: หลักการกีดกันของเพาลี (Pauli Exclusion Principle) กล่าวว่า เฟอร์มิออน (fermion) สองตัวหรือมากกว่าไม่สามารถอยู่ในสถานะควอนตัมเดียวกันพร้อมกันได้ เฟอร์มิออนคืออนุภาคที่มีสปินเป็นครึ่งหน่วย (half-integer spin) เช่น อิเล็กตรอน โปรตอน นิวตรอน เป็นต้น สำหรับอิเล็กตรอนในอะตอม สถานะควอนตัมของอิเล็กตรอนกำหนดโดยเลขควอนตัม 4 ตัว คือ เลขควอนตัมหลัก (n), เลขควอนตัมโมเมนตัมเชิงมุม (l), เลขควอนตัมแมกเนติก (m) และเลขควอนตัมสปิน (s) หลักการกีดกันนี้มีบทบาทสำคัญในการอธิบายโครงสร้างอิเล็กตรอนในอะตอมและคุณสมบัติทางเคมีของธาตุต่างๆ


ครูผู้ช่วย อปท. กลุ่มวิชาต่างๆ

กลุ่มวิชาพลศึกษา กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ กลุ่มวิชาดนตรี กลุ่มวิชาการเกษตร กลุ่มวิชาการตลาด กลุ่มวิชาการบัญชี กลุ่มวิชาคหกรรม กลุ่มวิชาเคมี กลุ่มวิชาคอมพิวเตอร์ กลุ่มวิชาชีววิทยา กลุ่มวิชาจิตวิทยาและการแนะแนว กลุ่มวิชาดนตรีสากล กลุ่มวิชาทัศนศิลป์ กลุ่มวิชานาฎศิลป์ กลุ่มวิชาแนะแนว กลุ่มวิชาบรรณารักษ์ กลุ่มวิชาประถมศึกษา กลุ่มวิชาฟิสิกส์ กลุ่มวิชาศิลปะ กลุ่มวิชาภาษาไทย กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา กลุ่มวิชาภาษาอังกฤษ กลุ่มวิชาวัดผลประเมินผล กลุ่มวิชาสังคมศึกษา กลุ่มวิชาอุตสาหกรรมศิลป์ กลุ่มวิชาเอกปฐมวัย สอบถามทางไลน์

แนวข้อสอบ ครูผู้ช่วย กลุ่มวิชาฟิสิกส์ ปรนัย 50 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบาย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *