สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดรับสมัครสอบบรรจุเข้ารับราชการ 6 อัตรา รับสมัครทางอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม – 19 พฤศจิกายน 2569 

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดรับสมัครสอบบรรจุเข้ารับราชการ 6 อัตรา รับสมัครทางอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม – 19 พฤศจิกายน 2569

ตำแหน่งที่เปิดรับสมัคร
1. ตำแหน่งเศรษฐกรปฏิบัติการ (ระดับปริญญาตรี)
จำนวน 5 อัตรา
คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง
– ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์สาขาวิชาการบัญชี หรือสาขาวิชาบริหารธุรกิจ

2. ตำแหน่ง นักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ (ระดับปริญญาตรี)
จำนวน 1 อัตรา
คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง
– ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์สาขาวิชาการบัญชี หรือสาขาวิชาบริหารธุรกิจ

***ต้องเป็นผู้ที่สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสำนักงาน ก.พ. ระดับปริญญาตรีขึ้นไป

การรับสมัคร
ผู้ประสงค์จะสมัครสอบ สมัครได้ทางอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2569 เวลา 08.30 น. ถึงวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2569 เวลา 24.00 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการที่เว็บไซต์ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (www.pdmo.go.th) เว็บลิงก์สมัครงานออนไลน์ คลิกที่หัวข้อ“สมัครสอบแข่งขัน” หรือ https://pdmo.thaijobjob.com

ข้อสอบเกี่ยวกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ

คลังข้อสอบมาตรฐานเตรียมสอบเข้าสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)

ข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 50 ข้อ พร้อมเฉลยอย่างละเอียดและอ้างอิงข้อกฎหมาย 

รายละเอียดชุดข้อสอบ:
• โครงสร้างข้อสอบครอบคลุม 5 หมวดวิชาหลัก: (1) โครงสร้างและภารกิจ สบน. (2) พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548
(3) ตราสารหนี้ ตลาดตราสารหนี้ และการลงทุน (4) สถิติและสถานะหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 (5) นวัตกรรมทางการเงินและความร่วมมือต่างประเทศ
• คำชี้แจง: ให้เลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียวในแต่ละข้อ แล้วตรวจสอบเฉลยพร้อมคำอธิบายอ้างอิงในส่วนท้ายของเอกสาร

ส่วนที่ 1: ชุดข้อสอบปรนัย จำนวน 50 ข้อ

หมวดที่ 1: ความรู้เกี่ยวกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) โครงสร้าง และภารกิจ

ข้อที่ 1. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงการคลังเมื่อใด?

ก. 21 กันยายน พ.ศ. 2542

ข. 3 ตุลาคม พ.ศ. 2545

ค. 31 มกราคม พ.ศ. 2548

ง. 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548

ข้อที่ 2. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นส่วนราชการระดับกรม ในสังกัดกระทรวงการคลังเมื่อใด?

ก. 21 กันยายน พ.ศ. 2542

ข. 3 ตุลาคม พ.ศ. 2545

ค. 31 มกราคม พ.ศ. 2548

ง. 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ข้อที่ 3. สำนักงานใหญ่ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ตั้งอยู่ที่สถานที่ใด?

ก. ชั้น 10-12 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร

ข. อาคารสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ค. อาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ง. อาคารกรมบัญชีกลาง ถนนพระรามที่ 6 เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร

ข้อที่ 4. ข้อใดคือภารกิจหลักของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ตามที่ระบุในกฎหมาย?

ก. จัดทำแผน ควบคุม กำกับ และดำเนินการเกี่ยวกับการก่อหนี้ การค้ำประกัน และการปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐ

ข. จัดเก็บภาษีอากรและภาษีสรรพสามิตเพื่อนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน

ค. จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีและจัดสรรงบประมาณให้แก่ส่วนราชการ

ง. ควบคุมและกำกับดูแลอัตราดอกเบี้ยนโยบายทางการเงินของธนาคารพาณิชย์

ข้อที่ 5. ใครทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะตามกฎหมาย?

ก. นายกรัฐมนตรี

ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ค. ปลัดกระทรวงการคลัง

ง. ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ

ข้อที่ 6. บุคคลใดทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ?

ก. ปลัดกระทรวงการคลัง

ข. ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ

ค. ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

ง. ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ข้อที่ 7. ข้อใด ไม่ใช่ หน่วยงานระดับกอง/สำนักภายในสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ?

ก. สำนักจัดการหนี้ 1 และ สำนักจัดการหนี้ 2

ข. สำนักพัฒนาตลาดตราสารหนี้ และ สำนักบริหารการชำระหนี้

ค. สำนักวิจัยและพัฒนาโครงสร้างภาษีอากร

ง. สำนักบริหารการระดมทุนโครงการลงทุนภาครัฐ

ข้อที่ 8. สำนักใดใน สบน. ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดการเงินกู้รัฐวิสาหกิจ วิเคราะห์เครดิตและบริหารความเสี่ยงรัฐวิสาหกิจ?

ก. สำนักจัดการหนี้ 1

ข. สำนักจัดการหนี้ 2

ค. สำนักพัฒนาตลาดตราสารหนี้

ง. สำนักนโยบายและแผนการบริหารหนี้สาธารณะ

ข้อที่ 9. ศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษา ซึ่งเป็นหน่วยงานภายในสังกัด สบน. มีภารกิจหลักอย่างไร?

ก. บริหารทะเบียนที่ปรึกษา และส่งเสริมพัฒนางานของศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาของไทยให้มีมาตรฐานระดับสากล

ข. ให้คำปรึกษาด้านการลงทุนในตลาดหุ้นเอกชนแก่ประชาชนทั่วไป

ค. จัดทำระบบฐานข้อมูลลูกหนี้ภาษีอากรของกระทรวงการคลัง

ง. ตรวจสอบบัญชีการเงินของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง

ข้อที่ 10. สบน. มีหน้าที่ดำเนินการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศร่วมกับสถาบันใด?

ก. ประสานและดำเนินการเกี่ยวกับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำระดับสากล

ข. จัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทเอกชนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ค. ประเมินความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์ภายในประเทศเท่านั้น

ง. จัดทำดัชนีตลาดหุ้นและประเมินราคาทรัพย์สินของรัฐบาล

หมวดที่ 2: พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ข้อที่ 11. ตาม พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 คำว่า ‘หนี้สาธารณะ’ หมายความว่าอย่างไร?

ก. หนี้ที่กระทรวงการคลัง หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจกู้ หรือหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน แต่ไม่รวมถึงหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยกระทรวงการคลังมิได้ค้ำประกัน

ข. หนี้ทั้งหมดของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และประชาชนภายในประเทศ

ค. หนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมเงินของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งในประเทศไทย

ง. หนี้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกู้ยืมจากสถาบันการเงินเอกชนโดยกระทรวงการคลังค้ำประกันเต็มจำนวน

ข้อที่ 12. ตามกฎหมาย คำว่า ‘ตั๋วเงินคลัง’ หมายความว่าอย่างไร?

ก. เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะสั้นที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ออก โดยมีอายุนับแต่วันที่ออกไม่เกินสิบสองเดือน

ข. เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะยาวที่มีอายุตั้งแต่สิบสองเดือนขึ้นไป

ค. ตั๋วสัญญาใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ

ง. ตราสารหนี้ระยะสั้นที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อควบคุมสภาพคล่อง

ข้อที่ 13. ตามกฎหมาย คำว่า ‘พันธบัตร’ หมายถึงเอกสารการก่อหนี้ผูกพันที่มีลักษณะอย่างไร?

ก. เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะยาวที่มีอายุนับแต่วันที่ออกตั้งแต่สิบสองเดือนขึ้นไป

ข. เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะสั้นที่มีอายุไม่เกินหกเดือน

ค. ตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชนจำกัดหรือบริษัทมหาชน

ง. หนังสือรับรองการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ภาครัฐ

ข้อที่ 14. ผู้มีอำนาจในการกู้เงินหรือค้ำประกันในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยแต่ผู้เดียวคือใคร?

ก. กระทรวงการคลัง โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี

ข. นายกรัฐมนตรี โดยอนุมัติรัฐสภา

ค. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ โดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ง. ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยอนุมัติคณะกรรมการนโยบายการเงิน

ข้อที่ 15. ข้อใดเป็นวัตถุประสงค์ในการกู้เงินของกระทรวงการคลังตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ?

ก. ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ หรือพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม หรือปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ หรือให้หน่วยงานอื่นกู้ต่อ

ข. นำไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศเพื่อเก็งกำไร

ค. จัดสรรเป็นเงินปันผลให้แก่ประชาชนทุกคนในประเทศ

ง. สำรองไว้สำหรับจ่ายเงินเดือนข้าราชการย้อนหลังทั้งหมด

ข้อที่ 16. การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในแต่ละปีงบประมาณ มีกรอบวงเงินกู้เป็นเงินบาทไม่เกินเท่าใด?

ก. ไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณเพิ่มเติม และร้อยละ 80 ของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนเงินต้น

ข. ไม่เกินร้อยละ 50 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ใช้บังคับอยู่

ค. ไม่เกินร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

ง. ไม่เกินร้อยละ 30 ของรายได้แผ่นดินประจำปีงบประมาณนั้น

ข้อที่ 17. การกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามมาตรา 22 สามารถกู้เป็นเงินตราต่างประเทศได้ไม่เกินสัดส่วนเท่าใด?

ก. ไม่เกินร้อยละ 10 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

ข. ไม่เกินร้อยละ 5 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

ค. ไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

ง. ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินสำรองระหว่างประเทศ

ข้อที่ 18. หากภาวะตลาดการเงินในประเทศเอื้ออำนวย การกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมสามารถดำเนินการอย่างไรได้?

ก. กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีอาจกู้เป็นเงินบาทแทนการกู้เงินตราต่างประเทศก็ได้

ข. ต้องยกเลิกการกู้เงินและใช้วิธีจัดเก็บภาษีเพิ่มแทน

ค. โอนสิทธิการกู้เงินให้แก่สถาบันการเงินเอกชนดำเนินการแทน

ง. เปลี่ยนเป็นการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลพิเศษ

ข้อที่ 19. ในแต่ละปีงบประมาณ กระทรวงการคลังจะค้ำประกันหนี้ได้ไม่เกินสัดส่วนเท่าใดของงบประมาณรายจ่าย?

ก. ไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ใช้บังคับอยู่และงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม

ข. ไม่เกินร้อยละ 10 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

ค. ไม่เกินร้อยละ 30 ของรายได้แผ่นดิน

ง. ไม่เกินร้อยละ 50 ของงบประมาณชำระหนี้

ข้อที่ 20. ห้ามกระทรวงการคลังค้ำประกันหรือให้กู้ต่อแก่รัฐวิสาหกิจใด เว้นแต่คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้ยุบเลิก?

ก. รัฐวิสาหกิจที่มิได้ประกอบกิจการอันเป็นสาธารณูปโภคและมีผลประกอบการขาดทุนติดต่อกันเกินสามปี

ข. รัฐวิสาหกิจที่มีกำไรสุทธิลดลงติดต่อกันสองปี

ค. รัฐวิสาหกิจที่มีทุนจัดตั้งเกิน 1,000 ล้านบาท

ง. รัฐวิสาหกิจที่เปิดดำเนินงานมาแล้วน้อยกว่าห้าปี

ข้อที่ 21. กระทรวงการคลังต้องรายงานการกู้เงินและการค้ำประกันที่กระทำในปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้วต่อรัฐสภาภายในกี่วัน?

ก. ภายใน 60 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ

ข. ภายใน 30 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ

ค. ภายใน 90 วัน นับแต่วันเปิดสมัยประชุมสภา

ง. ภายใน 120 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ

ข้อที่ 22. การประกาศรายละเอียดการกู้เงินแต่ละครั้งลงในราชกิจจานุเบกษา ต้องดำเนินการภายในกี่วัน?

ก. ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ทำสัญญากู้หรือออกตราสารหนี้

ข. ภายใน 30 วัน นับแต่วันเบิกจ่ายเงินกู้

ค. ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่อนุมัติโครงการ

ง. ภายใน 90 วัน นับแต่วันสิ้นไตรมาส

ข้อที่ 23. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ มีจำนวนกี่คน และดำรงตำแหน่งคราวละกี่ปี?

ก. จำนวน 3 คน ดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี

ข. จำนวน 2 คน ดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี

ค. จำนวน 5 คน ดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี

ง. จำนวน 3 คน ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี

ข้อที่ 24. ข้อใดเป็นเงื่อนไขในการดำรงตำแหน่งซ้ำของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ?

ก. อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะแต่งตั้งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้

ข. ห้ามได้รับแต่งตั้งกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งอีกเด็ดขาด

ค. ดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่จำกัดจำนวนวาระ

ง. ต้องเว้นวรรคอย่างน้อยหนึ่งปีจึงจะได้รับแต่งตั้งใหม่

ข้อที่ 25. กรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กู้เงินโดยมิใช่เป็นการกู้จากกระทรวงการคลัง กฎหมายมีข้อห้ามอย่างไร?

ก. ห้ามมิให้กระทรวงการคลังหรือหน่วยงานอื่นของรัฐเข้ารับผิดชอบหรือค้ำประกันหนี้นั้น หรือตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเงินกู้ดังกล่าว

ข. ให้กระทรวงการคลังเข้ารับผิดชอบชำระหนี้แทนได้ทันทีหาก อปท. ขาดสภาพคล่อง

ค. ให้สำนักงบประมาณจัดตั้งงบประมาณสมทบชำระดอกเบี้ยได้ครึ่งหนึ่ง

ง. ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ค้ำประกันแทนกระทรวงการคลัง

หมวดที่ 3: ตราสารหนี้รัฐบาล ตลาดตราสารหนี้ และการลงทุน

ข้อที่ 26. ตราสารหนี้รัฐบาลประเภทใดที่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบ ‘ส่วนลด’ (Discount) จากมูลค่าหน้าตั๋ว?

ก. ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill)

ข. พันธบัตรออมทรัพย์ (Saving Bond)

ค. พันธบัตรรัฐบาลอัตราดอกเบี้ยคงที่

ง. พันธบัตรรัฐบาลชดเชยเงินเฟ้อ

ข้อที่ 27. พันธบัตรรัฐบาลแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate Government Bond) โดยทั่วไปมีกำหนดจ่ายดอกเบี้ยปีละกี่ครั้ง?

ก. ปีละ 2 ครั้ง

ข. ปีละ 1 ครั้ง

ค. ปีละ 4 ครั้ง

ง. จ่ายก้อนเดียวเมื่อไถ่ถอน

ข้อที่ 28. พันธบัตรรัฐบาลชดเชยเงินเฟ้อ (Inflation-linked Bond) คำนวณผลตอบแทนชดเชยอ้างอิงจากดัชนีใด?

ก. ดัชนีเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation)

ข. ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ (SET Index)

ค. อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย

ง. ดัชนีราคาสินค้าเกษตรและพลังงาน

ข้อที่ 29. ข้อใดเป็นจุดเด่นและเงื่อนไขเฉพาะของ ‘พันธบัตรออมทรัพย์’ (Saving Bond)?

ก. เน้นส่งเสริมการออมแก่ประชาชนรายย่อย โดยอาจกำหนดห้ามเปลี่ยนมือ นอกกลุ่มบุคคลธรรมดาในปีแรก

ข. อนุญาตให้เฉพาะนักลงทุนสถาบันและกองทุนต่างประเทศเข้าซื้อได้เท่านั้น

ค. ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยจนกว่าจะครบอายุ 50 ปี

ง. ผู้ซื้อสามารถไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดได้ทุกวันโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม

ข้อที่ 30. การซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลใน ‘ตลาดแรก’ (Primary Market) หมายถึงข้อใด?

ก. การเสนอขายพันธบัตรโดยตรงระหว่างผู้ออกตราสาร (รัฐบาล/สบน.) กับนักลงทุนในการเปิดตัวครั้งแรก

ข. การซื้อขายเปลี่ยนมือพันธบัตรระหว่างนักลงทุนด้วยกันเองก่อนครบกำหนด

ค. การประมูลซื้อขายพันธบัตรผ่านตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศเท่านั้น

ง. การรับซื้อคืนพันธบัตรล่วงหน้าโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

ข้อที่ 31. การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลผ่าน ‘วอลเล็ต สบม.’ บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง มีวงเงินลงทุนขั้นต่ำเริ่มต้นเท่าใด?

ก. เริ่มต้นหน่วยละ 1 บาท ขั้นต่ำ 100 หน่วย (100 บาท)

ข. เริ่มต้น 1,000 บาท

ค. เริ่มต้น 10,000 บาท

ง. เริ่มต้น 50,000 บาท

ข้อที่ 32. บริการ ‘Money Connect’ บนแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT อำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนอย่างไร?

ก. ช่วยให้สามารถจองซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดแรก และซื้อขายพันธบัตร/หุ้นกู้ในตลาดรองได้สะดวก

ข. เป็นบริการขอสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยต่ำของธนาคารกรุงไทย

ค. เป็นระบบโอนเงินระหว่างประเทศโดยไม่มีค่าธรรมเนียม

ง. เป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับแลกเปลี่ยนทองคำแท่ง

ข้อที่ 33. หากผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้เงินด่วนก่อนครบกำหนด และนำไปขายในตลาดรอง อาจประสบความเสี่ยงประเภทใด?

ก. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) ซึ่งอาจได้รับเงินคืนน้อยกว่ามูลค่าหน้าตั๋วหากราคาในขณะนั้นลดลง

ข. ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร (Credit Risk)

ค. ความเสี่ยงจากการถูกยกเลิกใบรับรองพันธบัตร

ง. ความเสี่ยงจากการถูกยึดทรัพย์โดยกระทรวงการคลัง

ข้อที่ 34. เหตุใดพันธบัตรรัฐบาลจึงถูกจัดเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Default Risk) ต่ำที่สุด?

ก. เพราะผู้ออกคือรัฐบาล ซึ่งมีอำนาจในการจัดเก็บภาษีและมีภาระผูกพันตามกฎหมายในการชำระหนี้

ข. เพราะได้รับการค้ำประกันเงินปันผลจากธนาคารโลก

ค. เพราะมีการจ่ายอัตราดอกเบี้ยสูงเกินร้อยละ 15 ต่อปีเสมอ

ง. เพราะเป็นตราสารหนี้ที่ไม่สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้

ข้อที่ 35. สถาบันการเงินมักยอมรับพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลักประกันการกู้เงิน (LTV) ในสัดส่วนประมาณเท่าใด?

ก. ประมาณร้อยละ 80 – 90 ของมูลค่าพันธบัตร

ข. ประมาณร้อยละ 30 – 50 ของมูลค่าพันธบัตร

ค. ไม่เกินร้อยละ 20 ของมูลค่าพันธบัตร

ง. ให้วงเงินสินเชื่อเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น

ข้อที่ 36. Thailand Bond Exchange (TBX) คือศูนย์ซื้อขายอะไร?

ก. ตลาดรองสำหรับซื้อขายตราสารหนี้ผ่านโบรกเกอร์ในประเทศไทย

ข. ระบบประมูลตั๋วเงินคลังของกระทรวงการคลัง

ค. ศูนย์แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทย

ง. แพลตฟอร์มซื้อขายทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์

ข้อที่ 37. หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อราคาพันธบัตรรัฐบาลที่ถือครองอย่างไร?

ก. ราคาพันธบัตรในตลาดรองจะมีมูลค่าลดลง

ข. ราคาพันธบัตรในตลาดรองจะปรับตัวสูงขึ้นตาม

ค. อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วพันธบัตรเดิมจะถูกยกเลิกทันที

ง. รัฐบาลจะเรียกคืนพันธบัตรทั้งหมดทันที

หมวดที่ 4: รายงานและสถานะหนี้สาธารณะของประเทศไทย

ข้อที่ 38. สถานะหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 ของประเทศไทยมีจำนวนรวมเท่าใด?

ก. 13,191,837.86 ล้านบาท (ประมาณ 13.19 ล้านล้านบาท)

ข. 11,965,249.20 ล้านบาท

ค. 10,558,154.90 ล้านบาท

ง. 8,500,000.00 ล้านบาท

ข้อที่ 39. สัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 คิดเป็นร้อยละเท่าใด?

ก. ร้อยละ 67.94 ของ GDP

ข. ร้อยละ 60.00 ของ GDP

ค. ร้อยละ 70.50 ของ GDP

ง. ร้อยละ 75.20 ของ GDP

ข้อที่ 40. โครงสร้างหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 ส่วนใหญ่เป็น ‘หนี้ในประเทศ’ คิดเป็นสัดส่วนเท่าใด?

ก. ร้อยละ 99.32 (จำนวน 13.10 ล้านล้านบาท)

ข. ร้อยละ 80.00 (จำนวน 10.50 ล้านล้านบาท)

ค. ร้อยละ 70.50 (จำนวน 9.20 ล้านล้านบาท)

ง. ร้อยละ 50.00 (จำนวน 6.50 ล้านล้านบาท)

ข้อที่ 41. สัดส่วน ‘หนี้ต่างประเทศ’ ของหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 คิดเป็นร้อยละเท่าใด?

ก. ร้อยละ 0.68 (จำนวน 90,086.13 ล้านบาท)

ข. ร้อยละ 5.50 (จำนวน 725,000 ล้านบาท)

ค. ร้อยละ 10.20 (จำนวน 1.34 ล้านล้านบาท)

ง. ร้อยละ 15.00 (จำนวน 1.98 ล้านล้านบาท)

ข้อที่ 42. โครงสร้างหนี้สาธารณะจำแนกตามอายุคงเหลือ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 เป็นหนี้ที่จะครบกำหนดชำระเกินกว่า 1 ปี ในสัดส่วนเท่าใด?

ก. ร้อยละ 88.74 (จำนวน 11.70 ล้านล้านบาท)

ข. ร้อยละ 60.50 (จำนวน 7.98 ล้านล้านบาท)

ค. ร้อยละ 50.00 (จำนวน 6.59 ล้านล้านบาท)

ง. ร้อยละ 11.26 (จำนวน 1.48 ล้านล้านบาท)

ข้อที่ 43. กลุ่มองค์ประกอบหนี้สาธารณะใดที่มีสัดส่วนมากที่สุด ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 90.71 ของหนี้สาธารณะทั้งหมด?

ก. หนี้รัฐบาล (จำนวน 11,965,249.20 ล้านบาท)

ข. หนี้รัฐวิสาหกิจ (จำนวน 1,055,815.49 ล้านบาท)

ค. หนี้รัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจในภาคการเงิน (จำนวน 122,931.84 ล้านบาท)

ง. หนี้หน่วยงานของรัฐ (จำนวน 47,841.33 ล้านบาท)

ข้อที่ 44. การเบิกจ่ายเงินกู้ในประเทศเพื่อให้รัฐวิสาหกิจกู้ต่อในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ณ เดือนสิงหาคม 2569 เบิกจ่ายให้แก่รัฐวิสาหกิจใดบ้าง?

ก. การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

ข. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และ การประปานครหลวง

ค. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

ง. องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และ การเคหะแห่งชาติ

ข้อที่ 45. หนี้หน่วยงานของรัฐที่ไม่ค้ำประกันที่เพิ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม 2569 เกิดจากการเบิกจ่ายเงินกู้ของหน่วยงานใด?

ก. สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (จำนวน 20,000 ล้านบาท)

ข. มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

ค. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สป.สค.)

ง. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

หมวดที่ 5: นโยบายการคลัง นวัตกรรมทางการเงิน และความร่วมมือระหว่างประเทศ

ข้อที่ 46. ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย และประเทศที่สามของโลก ในการออกตราสารหนี้ประเภทใด?

ก. พันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond : SLB)

ข. พันธบัตรสีเขียว (Green Bond)

ค. พันธบัตรเพื่อสังคม (Social Bond)

ง. ตั๋วแลกเงินดิจิทัล (Digital Commercial Paper)

ข้อที่ 47. การประชุมระหว่าง สบน. กับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ลักเซมเบิร์ก (LuxSE) มีเป้าหมายสำคัญในเรื่องใด?

ก. ส่งเสริมให้พันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (SLB) ของไทยเข้าถึงนักลงทุนต่างชาติ และแลกเปลี่ยนการนำตราสารจดทะเบียนใน Luxembourg Green Exchange (LGX)

ข. การกู้ยืมเงินสกุลยูโรเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณประจำปี

ค. การจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งใหม่ในประเทศไทย

ง. การขอรับความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้เสียภาคประชาชน

ข้อที่ 48. แพลตฟอร์มการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ของตลาดหลักทรัพย์ลักเซมเบิร์ก มีชื่อว่าอย่างไร?

ก. Luxembourg Green Exchange (LGX)

ข. European ESG Sustainable Exchange

ค. Global Environmental Bond Hub

ง. Luxembourg Climate Finance Center

ข้อที่ 49. เหตุผลสำคัญที่สุดในการตรา พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ตามหมายเหตุท้าย พ.ร.บ. คืออะไร?

ก. เพื่อรวมกฎหมายการก่อหนี้ การค้ำประกัน และปรับโครงสร้างหนี้ที่กระจัดกระจายให้เป็นระบบ และตั้ง สบน. เป็นหน่วยงานกลางเพียงแห่งเดียว

ข. เพื่อให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินได้โดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี

ค. เพื่อยกเลิกการออกพันธบัตรรัฐบาลในประเทศและเน้นกู้เงินจากต่างประเทศ

ง. เพื่อโอนภาระหนี้สาธารณะทั้งหมดไปให้ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ดูแล

ข้อที่ 50. การปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ดำเนินการเพื่อวัตถุประสงค์หลักใด?

ก. เพื่อประหยัด ลดความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยน หรือกระจายภาระการชำระหนี้

ข. เพื่อเพิ่มวงเงินกู้ให้สูงขึ้นเกินกรอบที่กฎหมายกำหนด

ค. เพื่อยกเลิกการชำระคืนเงินต้นให้แก่เจ้าหนี้เดิม

ง. เพื่อแปลงหนี้ต่างประเทศทั้งหมดให้เป็นหนี้ของภาคเอกชน

ส่วนที่ 2: ตารางเฉลยคำตอบ (Answer Key)

ตารางสรุปเฉลยคำตอบข้อสอบทั้ง 50 ข้อ สำหรับการตรวจทานความถูกต้องอย่างรวดเร็ว:

ลำดับ 1-10 ลำดับ 11-20 ลำดับ 21-30 ลำดับ 31-40 ลำดับ 41-50
ข้อ 1: ก. ข้อ 11: ก. ข้อ 21: ก. ข้อ 31: ก. ข้อ 41: ก.
ข้อ 2: ข. ข้อ 12: ก. ข้อ 22: ก. ข้อ 32: ก. ข้อ 42: ก.
ข้อ 3: ก. ข้อ 13: ก. ข้อ 23: ก. ข้อ 33: ก. ข้อ 43: ก.
ข้อ 4: ก. ข้อ 14: ก. ข้อ 24: ก. ข้อ 34: ก. ข้อ 44: ก.
ข้อ 5: ข. ข้อ 15: ก. ข้อ 25: ก. ข้อ 35: ก. ข้อ 45: ก.
ข้อ 6: ข. ข้อ 16: ก. ข้อ 26: ก. ข้อ 36: ก. ข้อ 46: ก.
ข้อ 7: ค. ข้อ 17: ก. ข้อ 27: ก. ข้อ 37: ก. ข้อ 47: ก.
ข้อ 8: ข. ข้อ 18: ก. ข้อ 28: ก. ข้อ 38: ก. ข้อ 48: ก.
ข้อ 9: ก. ข้อ 19: ก. ข้อ 29: ก. ข้อ 39: ก. ข้อ 49: ก.
ข้อ 10: ก. ข้อ 20: ก. ข้อ 30: ก. ข้อ 40: ก. ข้อ 50: ก.

ส่วนที่ 3: เฉลยอย่างละเอียดพร้อมอ้างอิงข้อกฎหมายและแหล่งข้อมูล

คำอธิบายอย่างละเอียดในส่วนนี้ ถอดความและอ้างอิงตรงจาก พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548, โครงสร้าง สบน., ตราสารหนี้ และรายงานสรุปสถานะหนี้สาธารณะ เพื่อใช้ทบทวนความรู้ก่อนสอบ:

ข้อที่ 1. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. 21 กันยายน พ.ศ. 2542

คำอธิบายอย่างละเอียด: คณะรัฐมนตรีมีมติให้จัดตั้งสำนักบริหารหนี้สาธารณะขึ้นเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2542 โดยโอนงานและอัตรากำลังจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและกรมบัญชีกลางมารวมไว้ด้วยกัน

ข้อที่ 2. คำตอบที่ถูกต้องคือ ข. 3 ตุลาคม พ.ศ. 2545

คำอธิบายอย่างละเอียด: ต่อมาได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นส่วนราชการระดับกรมในสังกัดกระทรวงการคลัง ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2545

ข้อที่ 3. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ชั้น 10-12 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร

คำอธิบายอย่างละเอียด: ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ สบน. อยู่ที่ ชั้น 10-12 อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400

ข้อที่ 4. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. จัดทำแผน ควบคุม กำกับ และดำเนินการเกี่ยวกับการก่อหนี้ การค้ำประกัน และการปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐ

คำอธิบายอย่างละเอียด: สบน. มีภารกิจเกี่ยวกับการบริหารหนี้สาธารณะตาม พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ โดยจัดทำแผน ควบคุม กำกับ และดำเนินการก่อหนี้ ค้ำประกัน ปรับโครงสร้างหนี้ และชำระหนี้ เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนทางการคลัง

ข้อที่ 5. คำตอบที่ถูกต้องคือ ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

คำอธิบายอย่างละเอียด: ตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ

ข้อที่ 6. คำตอบที่ถูกต้องคือ ข. ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ

คำอธิบายอย่างละเอียด: มาตรา 31 วรรคสอง กำหนดให้ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ

ข้อที่ 7. คำตอบที่ถูกต้องคือ ค. สำนักวิจัยและพัฒนาโครงสร้างภาษีอากร

คำอธิบายอย่างละเอียด: โครงสร้าง สบน. ประกอบด้วย สำนักจัดการหนี้ 1, สำนักจัดการหนี้ 2, สำนักพัฒนาตลาดตราสารหนี้, สำนักบริหารการระดมทุนโครงการลงทุนภาครัฐ, สำนักนโยบายและแผนฯ, สำนักประเมินผลโครงการฯ, สำนักบริหารการชำระหนี้ ส่วนสำนักวิจัยภาษีอากรไม่ได้อยู่ใน สบน.

ข้อที่ 8. คำตอบที่ถูกต้องคือ ข. สำนักจัดการหนี้ 2

คำอธิบายอย่างละเอียด: สำนักจัดการหนี้ 2 มีหน้าที่ดูแลส่วนจัดการเงินกู้รัฐวิสาหกิจ 1, 2, 3 และส่วนวิเคราะห์เครดิตและบริหารความเสี่ยงรัฐวิสาหกิจ โดยสำนักจัดการหนี้ 1 จะดูแลเงินกู้รัฐบาลและเงินคงคลัง

ข้อที่ 9. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. บริหารทะเบียนที่ปรึกษา และส่งเสริมพัฒนางานของศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาของไทยให้มีมาตรฐานระดับสากล

คำอธิบายอย่างละเอียด: ศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษา สบน. มีฝ่ายบริหารทะเบียนที่ปรึกษาและส่งเสริมพัฒนางานศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษา เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์ระดับภูมิภาคและส่งเสริมบริการที่ปรึกษาของไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล

ข้อที่ 10. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ประสานและดำเนินการเกี่ยวกับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำระดับสากล

คำอธิบายอย่างละเอียด: อำนาจหน้าที่ของ สบน. ข้อ 06 กำหนดให้ประสานและดำเนินการเกี่ยวกับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Sovereign Credit Rating) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั่วโลก

ข้อที่ 11. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. หนี้ที่กระทรวงการคลัง หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจกู้ หรือหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน แต่ไม่รวมถึงหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยกระทรวงการคลังมิได้ค้ำประกัน

คำอธิบายอย่างละเอียด: ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 นิยามคำว่า หนี้สาธารณะ ไว้อย่างชัดเจนว่าไม่รวมถึงหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจให้กู้ยืมเงินที่กระทรวงการคลังไม่ได้ค้ำประกัน

ข้อที่ 12. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะสั้นที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ออก โดยมีอายุนับแต่วันที่ออกไม่เกินสิบสองเดือน

คำอธิบายอย่างละเอียด: มาตรา 4 นิยามว่า ‘ตั๋วเงินคลัง’ หมายความว่า เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะสั้นที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ออก โดยมีอายุนับแต่วันที่ออกไม่เกินสิบสองเดือน

ข้อที่ 13. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะยาวที่มีอายุนับแต่วันที่ออกตั้งแต่สิบสองเดือนขึ้นไป

คำอธิบายอย่างละเอียด: มาตรา 4 นิยามว่า ‘พันธบัตร’ หมายความว่า เอกสารการก่อหนี้ผูกพันระยะยาวที่มีอายุนับแต่วันที่ออกตั้งแต่สิบสองเดือนขึ้นไป

ข้อที่ 14. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. กระทรวงการคลัง โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี

คำอธิบายอย่างละเอียด: มาตรา 7 กำหนดให้ กระทรวงการคลังเป็นผู้มีอำนาจในการกู้เงินหรือค้ำประกันในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยแต่ผู้เดียว โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี

ข้อที่ 15. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ หรือพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม หรือปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ หรือให้หน่วยงานอื่นกู้ต่อ

คำอธิบายอย่างละเอียด: มาตรา 20 กำหนดวัตถุประสงค์การกู้เงินไว้ 4 ประการ ได้แก่ (1) ชดเชยการขาดดุลงบประมาณหรือเมื่อมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ (2) พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (3) ปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ (4) ให้หน่วยงานอื่นกู้ต่อ

ข้อที่ 16. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณเพิ่มเติม และร้อยละ 80 ของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนเงินต้น

คำอธิบายอย่างละเอียด: มาตรา 21 กำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณไม่เกิน (1) ร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณเพิ่มเติม และ (2) ร้อยละ 80 ของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนเงินต้น

ข้อที่ 17. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ไม่เกินร้อยละ 10 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

คำอธิบายอย่างละเอียด: มาตรา 22 วรรคหนึ่ง กำหนดให้กระทรวงการคลังกู้เป็นเงินตราต่างประเทศเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้ไม่เกินร้อยละสิบของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

ข้อที่ 18. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีอาจกู้เป็นเงินบาทแทนการกู้เงินตราต่างประเทศก็ได้

คำอธิบายอย่างละเอียด: มาตรา 23 ระบุว่า หากภาวะตลาดการเงินในประเทศเอื้ออำนวย และจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบการเงิน กระทรวงการคลังโดยอนุมัติ ครม. อาจกู้เป็นเงินบาทแทนการกู้เงินตราต่างประเทศก็ได้

ข้อที่ 19. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ใช้บังคับอยู่และงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม

คำอธิบายอย่างละเอียด: มาตรา 28 กำหนดว่า ในปีงบประมาณหนึ่ง กระทรวงการคลังจะค้ำประกันได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม

ข้อที่ 20. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. รัฐวิสาหกิจที่มิได้ประกอบกิจการอันเป็นสาธารณูปโภคและมีผลประกอบการขาดทุนติดต่อกันเกินสามปี

คำอธิบายอย่างละเอียด: มาตรา 29 วรรคสอง กำหนดห้ามกระทรวงการคลังค้ำประกันหรือให้กู้ต่อแก่รัฐวิสาหกิจที่มิได้ประกอบกิจการอันเป็นสาธารณูปโภคและมีผลประกอบการขาดทุนติดต่อกันเกินสามปี เว้นแต่ ครม. มีมติให้ยุบเลิก

ข้อที่ 21. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ภายใน 60 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ

คำอธิบายอย่างละเอียด: มาตรา 17 กำหนดว่า ภายในหกสิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ ให้กระทรวงการคลังรายงานการกู้เงินและการค้ำประกันที่กระทำในปีงบประมาณที่ล่วงมาแล้วให้รัฐสภาทราบ

ข้อที่ 22. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ทำสัญญากู้หรือออกตราสารหนี้

คำอธิบายอย่างละเอียด: มาตรา 16 วรรคหนึ่ง กำหนดให้กระทรวงการคลังประกาศรายละเอียดการกู้เงินลงในราชกิจจานุเบกษาภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ทำสัญญากู้หรือออกตราสารหนี้

ข้อที่ 23. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. จำนวน 3 คน ดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี

คำอธิบายอย่างละเอียด: มาตรา 31 วรรคหนึ่ง กำหนดให้มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่ง ครม. แต่งตั้งจำนวน 3 คน และมาตรา 32 กำหนดวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี

ข้อที่ 24. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะแต่งตั้งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้

คำอธิบายอย่างละเอียด: มาตรา 32 วรรคสาม ระบุว่า กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะแต่งตั้งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้

ข้อที่ 25. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ห้ามมิให้กระทรวงการคลังหรือหน่วยงานอื่นของรัฐเข้ารับผิดชอบหรือค้ำประกันหนี้นั้น หรือตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเงินกู้ดังกล่าว

คำอธิบายอย่างละเอียด: มาตรา 19 ห้ามมิให้กระทรวงการคลังหรือหน่วยงานอื่นของรัฐเข้ารับผิดชอบหรือค้ำประกันหนี้ หรือตั้งงบประมาณเพื่อชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยการกู้เงินของ อปท. ที่ไม่ได้กู้จากกระทรวงการคลัง

ข้อที่ 26. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill)

คำอธิบายอย่างละเอียด: ตั๋วเงินคลังเป็นตราสารหนี้ระยะสั้นที่เสนอขายในราคาหักส่วนลดจากมูลค่าหน้าตั๋ว เมื่อครบกำหนดผู้ถือจะได้รับชำระเต็มมูลค่าหน้าตั๋ว ส่วนต่างคือผลตอบแทน

ข้อที่ 27. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ปีละ 2 ครั้ง

คำอธิบายอย่างละเอียด: พันธบัตรรัฐบาลอัตราดอกเบี้ยคงที่เป็นตราสารระยะยาวตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป มีการจ่ายดอกเบี้ยคงที่ปีละ 2 ครั้ง (ทุก 6 เดือน) และคืนเงินต้น ณ วันครบกำหนดไถ่ถอน

ข้อที่ 28. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ดัชนีเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation)

คำอธิบายอย่างละเอียด: พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อให้ผลตอบแทนปรับตามดัชนีเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) เพื่อช่วยรักษามูลค่าเงินและอำนาจซื้อของผู้ลงทุนในภาวะค่าครองชีพสูง

ข้อที่ 29. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. เน้นส่งเสริมการออมแก่ประชาชนรายย่อย โดยอาจกำหนดห้ามเปลี่ยนมือ นอกกลุ่มบุคคลธรรมดาในปีแรก

คำอธิบายอย่างละเอียด: พันธบัตรออมทรัพย์ออกแบบมาเพื่อประชาชนรายย่อย มักกำหนดวงเงินขั้นต่ำไม่สูง และมีเงื่อนไขคุ้มครองนักลงทุนรายย่อย เช่น ห้ามขายโอนให้นิติบุคคลภายนอกในปีแรก

ข้อที่ 30. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. การเสนอขายพันธบัตรโดยตรงระหว่างผู้ออกตราสาร (รัฐบาล/สบน.) กับนักลงทุนในการเปิดตัวครั้งแรก

คำอธิบายอย่างละเอียด: ตลาดแรกคือการออกขายพันธบัตรรุ่นใหม่จากผู้ออก (รัฐบาล/สบน.) ให้แก่ประชาชนหรือนักลงทุนสถาบันเป็นครั้งแรก ต่างจากตลาดรองที่เป็นการเปลี่ยนมือระหว่างนักลงทุน

ข้อที่ 31. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. เริ่มต้นหน่วยละ 1 บาท ขั้นต่ำ 100 หน่วย (100 บาท)

คำอธิบายอย่างละเอียด: วอลเล็ต สบม. บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงการออมได้อย่างเท่าเทียม ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียงหน่วยละ 1 บาท ขั้นต่ำ 100 หน่วย (100 บาท)

ข้อที่ 32. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ช่วยให้สามารถจองซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดแรก และซื้อขายพันธบัตร/หุ้นกู้ในตลาดรองได้สะดวก

คำอธิบายอย่างละเอียด: Money Connect by Krungthai บนแอป Krungthai NEXT เป็นช่องทางจองซื้อหลักทรัพย์และซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลรวมถึงหุ้นกู้ในตลาดรองได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

ข้อที่ 33. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) ซึ่งอาจได้รับเงินคืนน้อยกว่ามูลค่าหน้าตั๋วหากราคาในขณะนั้นลดลง

คำอธิบายอย่างละเอียด: พันธบัตรรัฐบาลไม่มีการรับซื้อคืนก่อนกำหนดจากผู้ออก หากขายในตลาดรองก่อนครบอายุ จะมีความเสี่ยงจากราคาในตลาดที่ผันผวนตามอัตราดอกเบี้ย

ข้อที่ 34. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. เพราะผู้ออกคือรัฐบาล ซึ่งมีอำนาจในการจัดเก็บภาษีและมีภาระผูกพันตามกฎหมายในการชำระหนี้

คำอธิบายอย่างละเอียด: พันธบัตรรัฐบาลมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ต่ำที่สุด เนื่องจากรัฐบาลเป็นผู้ออกตราสาร มีฐานะทางการคลังและอำนาจจัดเก็บภาษีอากรในการชำระหนี้คืน

ข้อที่ 35. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ประมาณร้อยละ 80 – 90 ของมูลค่าพันธบัตร

คำอธิบายอย่างละเอียด: เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลมีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูง ธนาคารทั่วไปจึงยอมรับเป็นหลักประกันกู้เงิน โดยให้สัดส่วน Loan-to-Value (LTV) สูงถึง 80-90%

ข้อที่ 36. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ตลาดรองสำหรับซื้อขายตราสารหนี้ผ่านโบรกเกอร์ในประเทศไทย

คำอธิบายอย่างละเอียด: Thailand Bond Exchange (TBX) เป็นตลาดรองสำหรับการซื้อขายตราสารหนี้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่นักลงทุนในการเปลี่ยนมือตราสารหนี้ก่อนครบกำหนด

ข้อที่ 37. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ราคาพันธบัตรในตลาดรองจะมีมูลค่าลดลง

คำอธิบายอย่างละเอียด: ราคาพันธบัตรและอัตราดอกเบี้ยในตลาดมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม เมื่อดอกเบี้ยตลาดสูงขึ้น ราคาพันธบัตรเดิมที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าจะลดลงเมื่อนำไปขายในตลาดรอง

ข้อที่ 38. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. 13,191,837.86 ล้านบาท (ประมาณ 13.19 ล้านล้านบาท)

คำอธิบายอย่างละเอียด: รายงานสรุปสถานะหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 ระบุยอดหนี้สาธารณะคงค้างรวมทั้งสิ้น 13,191,837.86 ล้านบาท

ข้อที่ 39. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ร้อยละ 67.94 ของ GDP

คำอธิบายอย่างละเอียด: ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง 13.19 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 67.94 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

ข้อที่ 40. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ร้อยละ 99.32 (จำนวน 13.10 ล้านล้านบาท)

คำอธิบายอย่างละเอียด: หนี้สาธารณะของไทยเกือบทั้งหมดเป็นหนี้ในประเทศ โดยมีจำนวน 13,101,751.73 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 99.32 ช่วยลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

ข้อที่ 41. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ร้อยละ 0.68 (จำนวน 90,086.13 ล้านบาท)

คำอธิบายอย่างละเอียด: หนี้ต่างประเทศมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.68 ของยอดหนี้สาธารณะทั้งหมด (90,086.13 ล้านบาท) สะท้อนว่าภาครัฐพึ่งพาการระดมทุนภายในประเทศเป็นหลัก

ข้อที่ 42. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ร้อยละ 88.74 (จำนวน 11.70 ล้านล้านบาท)

คำอธิบายอย่างละเอียด: หนี้ระยะยาว (ครบกำหนดเกิน 1 ปี) มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 88.74 ส่วนหนี้ระยะสั้นที่จะครบกำหนดภายใน 1 ปี มีเพียงร้อยละ 11.26 ช่วยลดความเสี่ยงในการต่ออายุหนี้ (Refinancing Risk)

ข้อที่ 43. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. หนี้รัฐบาล (จำนวน 11,965,249.20 ล้านบาท)

คำอธิบายอย่างละเอียด: หนี้รัฐบาลเป็นองค์ประกอบใหญ่ที่สุดของหนี้สาธารณะไทย คิดเป็นร้อยละ 90.71 ของยอดหนี้คงค้างทั้งหมด รองลงมาคือหนี้รัฐวิสาหกิจร้อยละ 8.00

ข้อที่ 44. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

คำอธิบายอย่างละเอียด: ในเดือนสิงหาคม 2569 มีการเบิกจ่ายเงินกู้ให้ รฟท. สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ และ รฟม. สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง

ข้อที่ 45. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (จำนวน 20,000 ล้านบาท)

คำอธิบายอย่างละเอียด: รายงานสถานะหนี้ระบุว่า หนี้หน่วยงานของรัฐที่ไม่ค้ำประกันเพิ่มขึ้นเกิดจากการเบิกจ่ายเงินกู้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 20,000 ล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน

ข้อที่ 46. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. พันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond : SLB)

คำอธิบายอย่างละเอียด: รัฐบาลไทยโดย สบน. เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียและประเทศที่สามของโลกที่ออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (SLB) เพื่อระดมทุนสนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

ข้อที่ 47. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. ส่งเสริมให้พันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (SLB) ของไทยเข้าถึงนักลงทุนต่างชาติ และแลกเปลี่ยนการนำตราสารจดทะเบียนใน Luxembourg Green Exchange (LGX)

คำอธิบายอย่างละเอียด: สบน. ได้หารือกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ลักเซมเบิร์กเพื่อขยายฐานนักลงทุนต่างชาติสำหรับพันธบัตร SLB ของไทย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การนำตราสารเข้าจดทะเบียนใน LGX

ข้อที่ 48. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. Luxembourg Green Exchange (LGX)

คำอธิบายอย่างละเอียด: Luxembourg Green Exchange (LGX) เป็นแพลตฟอร์มชั้นนำระดับโลกของตลาดหลักทรัพย์ลักเซมเบิร์กที่เน้นการจดทะเบียนตราสารทางการเงินเพื่อความยั่งยืนและการพัฒนาสิ่งแวดล้อม

ข้อที่ 49. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. เพื่อรวมกฎหมายการก่อหนี้ การค้ำประกัน และปรับโครงสร้างหนี้ที่กระจัดกระจายให้เป็นระบบ และตั้ง สบน. เป็นหน่วยงานกลางเพียงแห่งเดียว

คำอธิบายอย่างละเอียด: เหตุผลในการตรา พ.ร.บ. คือ กฎหมายเดิมกระจัดกระจายหลายฉบับ และมีหลายหน่วยงานรับผิดชอบ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงให้เป็นเอกภาพ และให้ สบน. เป็นหน่วยงานกลางเพียงแห่งเดียว

ข้อที่ 50. คำตอบที่ถูกต้องคือ ก. เพื่อประหยัด ลดความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยน หรือกระจายภาระการชำระหนี้

คำอธิบายอย่างละเอียด: มาตรา 24 กำหนดว่า การกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ ให้กระทำได้เฉพาะเพื่อเป็นการประหยัด ลดความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยน หรือกระจายภาระการชำระหนี้