แจก ข้อสอบ ตำแหน่งนิติกรปฏิบัติการ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) 100 ข้อ

ข้อสอบ ตำแหน่งนิติกรปฏิบัติการ

สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.)

แบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 100 ข้อ (ข้อละ 1 คะแนน รวม 100 คะแนน)

คำชี้แจง: ให้เลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว เฉลยอยู่ท้ายเอกสาร

หมายเหตุ: ข้อสอบนี้จัดทำเพื่อใช้ฝึกฝน ผู้ใช้ควรตรวจสอบเนื้อหากับกฎหมายฉบับปัจจุบัน (รวมถึงตัวเลขอัตรา ระยะเวลา และมาตราที่แก้ไขเพิ่มเติม) ก่อนนำไปใช้จริง

ส่วนที่ 1 กฎหมายเกี่ยวกับกองทุนหมู่บ้านฯ และกฎหมายมหาชนทั่วไป

  1. สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ตาม พ.ร.บ.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มีสถานะตามข้อใด

ก.    เป็นส่วนราชการสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ข.    เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

ค.    เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ

ง.    เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ

  1. ประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) คือผู้ใด

ก.    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ข.    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ค.    ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

ง.    นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

  1. กองทุนหมู่บ้านหรือชุมชนเมืองที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายมีฐานะเป็นอะไร

ก.    ส่วนราชการ

ข.    องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ค.    นิติบุคคล

ง.    บุคคลธรรมดา

  1. วัตถุประสงค์สำคัญของการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง คือข้อใด

ก.    เป็นแหล่งเงินทุนเพื่อการเก็งกำไรในตลาดทุน

ข.    เป็นแหล่งเงินทุนในชุมชนเพื่อส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ และบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิก

ค.    จัดเก็บภาษีท้องถิ่นแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ง.    ให้เงินอุดหนุนแก่ข้าราชการเพื่อสวัสดิการ

  1. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อำนาจอธิปไตยเป็นของผู้ใด

ก.    คณะรัฐมนตรี

ข.    ปวงชนชาวไทย

ค.    รัฐสภา

ง.    พระมหากษัตริย์แต่เพียงพระองค์เดียว

  1. กฎหมายในข้อใดมีลำดับศักดิ์ต่ำที่สุด

ก.    พระราชกำหนด

ข.    พระราชบัญญัติ

ค.    พระราชกฤษฎีกา

ง.    ประกาศกระทรวง

  1. พระราชกำหนดตราขึ้นได้ในกรณีใด

ก.    เมื่อรัฐสภาไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ

ข.    เมื่อต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ค.    เมื่อประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย

ง.    กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้

  1. หลักที่ว่า “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย” และห้ามบัญญัติกฎหมายอาญามีผลย้อนหลังไปลงโทษบุคคล เป็นหลักในเรื่องใด

ก.    หลักการแบ่งแยกอำนาจ

ข.    หลักนิติรัฐ (หลักการไม่มีผลย้อนหลังของกฎหมายอาญา)

ค.    หลักการกระจายอำนาจ

ง.    หลักความเสมอภาคทางภาษี

  1. องค์กรใดมีอำนาจวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติหรือกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ก.    ศาลปกครองสูงสุด

ข.    ศาลรัฐธรรมนูญ

ค.    ศาลฎีกา

ง.    คณะกรรมการกฤษฎีกา

  1. ข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับหน่วยงานของรัฐอันเนื่องจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลใด

ก.    ศาลปกครอง

ข.    ศาลแพ่ง

ค.    ศาลแรงงาน

ง.    ศาลทหาร

  1. องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จัดเป็นราชการบริหารส่วนใดตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

ก.    ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น

ข.    ราชการบริหารส่วนกลาง

ค.    ราชการบริหารส่วนภูมิภาค

ง.    ราชการบริหารส่วนพิเศษ

  1. กฎหมายในข้อใดจัดเป็นกฎหมายมหาชน

ก.    กฎหมายรัฐธรรมนูญ

ข.    กฎหมายว่าด้วยหนี้

ค.    กฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายระหว่างเอกชน

ง.    กฎหมายว่าด้วยมรดก

ส่วนที่ 2 กฎหมายปกครอง

  1. “คำสั่งทางปกครอง” ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หมายถึงข้อใด

ก. การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล

ข.    การให้คำแนะนำทางวิชาการแก่ประชาชนทั่วไป

ค.    การปฏิบัติงานภายในของหน่วยงานที่ไม่กระทบสิทธิของผู้ใด

ง.    การกระทำของเอกชนต่อเอกชน

  1. คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันเป็นหนังสือ ต้องจัดให้มีเหตุผลอย่างน้อยตามข้อใด

ก.    เฉพาะข้อกฎหมายที่ใช้อ้างอิง

ข.    เฉพาะชื่อและตำแหน่งของผู้ออกคำสั่ง

ค.    ข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่ใช้อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ

ง.    เฉพาะวันที่มีผลใช้บังคับ

  1. ผู้ได้รับคำสั่งทางปกครองที่ไม่พอใจ ต้องอุทธรณ์ภายในกี่วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

ก.    7 วัน

ข.    15 วัน

ค.    30 วัน

ง.    60 วัน

  1. เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ต้องพิจารณาอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกี่วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ (ไม่นับการขยายเวลา)

ก.    30 วัน

ข.    15 วัน

ค.    45 วัน

ง.    90 วัน

  1. เจ้าหน้าที่ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ ยกเว้นข้อใดไม่ใช่ลักษณะต้องห้าม

ก.    เป็นคู่กรณีเอง

ข.    เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณี

ค.    ผู้ที่เป็นข้าราชการสังกัดหน่วยงานเดียวกับคู่กรณี

ง.    เป็นญาติของคู่กรณีสืบสายโลหิตโดยตรง

  1. การแจ้งคำสั่งทางปกครองทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับภายในประเทศ ให้ถือว่าผู้รับได้รับแจ้งเมื่อใด (หากไม่มีการพิสูจน์ได้ว่าได้รับก่อนหรือหลังจากนั้น)

ก.    เมื่อครบ 3 วันนับแต่วันที่ส่งมอบ

ข.    เมื่อครบ 15 วันนับแต่วันที่ส่งมอบ

ค.    ในวันที่ส่งมอบให้พนักงานไปรษณีย์

ง.    เมื่อครบ 7 วันนับแต่วันที่ส่งมอบให้พนักงานไปรษณีย์

  1. หากคำสั่งทางปกครองไม่ได้แจ้งสิทธิในการอุทธรณ์และระยะเวลาอุทธรณ์ ระยะเวลาอุทธรณ์ที่ขยายออกไปจะสิ้นสุดเมื่อใด (กรณีไม่มีการแจ้งใหม่)

ก.    เมื่อพ้น 90 วัน

ข.    เมื่อพ้น 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งนั้น

ค.    เมื่อพ้น 6 เดือน

ง.    ไม่มีกำหนดเวลา

  1. ก่อนออกคำสั่งทางปกครองที่อาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติอย่างไรตามหลักทั่วไป

ก.    ออกคำสั่งได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งผู้ใด

ข. ให้คู่กรณีมีโอกาสทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน

ค.    แจ้งเฉพาะหัวหน้าหน่วยงาน

ง.    ให้คู่กรณีเป็นผู้ร่างคำสั่ง

  1. ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 หากเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายต้องฟ้องใคร

ก.    ตัวเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดเท่านั้น

ข.    หัวหน้าส่วนราชการทุกคนในจังหวัด

ค.    ผู้ตรวจการแผ่นดิน

ง.    หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่นั้นสังกัด

  1. หน่วยงานของรัฐใช้สิทธิไล่เบี้ยให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ในกรณีใด

ก.    เมื่อเจ้าหน้าที่ประมาทเลินเล่อเพียงเล็กน้อย

ข.    ทุกกรณีที่หน่วยงานเสียหาย

ค.    เมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งให้ทำ

ง.    เมื่อเจ้าหน้าที่กระทำการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

  1. การเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายดังกล่าว เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดอย่างไร

ก.    ต้องชดใช้เต็มจำนวนทุกกรณี

ข.    ไม่ต้องชดใช้เลย

ค.    อาจให้ชดใช้เต็มจำนวนหรือเพียงบางส่วนก็ได้ โดยคำนึงถึงระดับความร้ายแรงของการกระทำและพฤติการณ์ต่าง ๆ

ง.    ต้องชดใช้สองเท่าของความเสียหาย

  1. เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดโดยไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ ผลทางกฎหมายคือข้อใด

ก.    หน่วยงานต้องรับผิดชอบทั้งหมด

ข.    รัฐมนตรีต้องรับผิดแทน

ค.    เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว

ง.    ไม่มีผู้ใดต้องรับผิด

  1. ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ “เจ้าหน้าที่” หมายความรวมถึงบุคคลใด

ก.    เฉพาะข้าราชการพลเรือนสามัญ

ข.    เฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูง

ค.    ข้าราชการ พนักงานของรัฐ ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น

ง.    เฉพาะผู้ที่ได้รับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน

  1. กรณีเจ้าหน้าที่หลายคนร่วมกันกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ การรับผิดเป็นอย่างไรตามกฎหมายดังกล่าว

ก.    ต่างรับผิดเฉพาะส่วนของตน ไม่นำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้

ข.    ทุกคนรับผิดร่วมกันเป็นลูกหนี้ร่วมเสมอ

ค.    เฉพาะผู้บังคับบัญชารับผิดฝ่ายเดียว

ง.    ไม่ต้องรับผิดเพราะทำเป็นหมู่คณะ

  1. ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การฟ้องคดีปกครองทั่วไปต้องฟ้องภายในกี่วันนับแต่ผู้ฟ้องคดีรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี

ก.    90 วัน

ข.    30 วัน

ค.    60 วัน

ง.    180 วัน

  1. ศาลปกครองในประเทศไทยมีกี่ชั้น และได้แก่ศาลใด

ก.    3 ชั้น ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา

ข.    1 ชั้น คือศาลปกครองกลางเท่านั้น

ค.    2 ชั้น ได้แก่ ศาลแขวงและศาลจังหวัด

ง.    2 ชั้น ได้แก่ ศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด

  1. คดีใดจัดเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ก.    คดีหย่าระหว่างสามีภรรยา

ข.    คดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

ค.    คดีพิพาทเรื่องมรดกระหว่างทายาท

ง.    คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

  1. คดีใดต่อไปนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ก.    คดีฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบ

ข.    คดีฟ้องว่าหน่วยงานของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย

ค.    คดีฟ้องว่ากฎที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ง.    คดีละเมิดระหว่างเอกชนด้วยกัน

แนวข้อสอบ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ)

แนวข้อสอบ นักวิชาการการเงินปฏิบัติการ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
แนวข้อสอบ นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
แนวข้อสอบ นักวิชาการพัฒนากองทุน สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
แนวข้อสอบ นักบริหารงานทั่วไปปฏิบัติการ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
  1. ระบบวิธีพิจารณาคดีของศาลปกครองเป็นระบบใด

ก.    ระบบกล่าวหา

ข.    ระบบไต่สวน

ค.    ระบบลูกขุน

ง.    ระบบประนอมข้อพิพาทเท่านั้น

  1. ผู้มีสิทธิฟ้องคดีปกครองต้องมีคุณสมบัติตามข้อใด

ก.    เป็นข้าราชการทุกคน

ข.    เป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น

ค.    เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของหน่วยงานของรัฐ

ง.    เป็นผู้ที่ไม่เคยมีคดีมาก่อน

ส่วนที่ 3 กฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ และคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

  1. ข้อมูลข่าวสารตามข้อใดที่หน่วยงานของรัฐต้องจัดพิมพ์ลงในราชกิจจานุเบกษา ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

ก.    รายชื่อผู้มาติดต่อราชการทุกวัน

ข.    โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดำเนินงานของหน่วยงาน สรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคัญและวิธีดำเนินงาน และสถานที่ติดต่อเพื่อขอข้อมูลข่าวสาร

ค.    ข้อมูลส่วนตัวของข้าราชการทุกคน

ง.    บันทึกการสนทนาส่วนตัวของผู้บริหาร

  1. ข้อมูลข่าวสารใดที่หน่วยงานของรัฐอาจมีคำสั่งไม่เปิดเผยได้

ก.    ข้อมูลสัญญาสัมปทานที่รัฐทำกับเอกชน

ข.    ผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชน

ค.    แผนงานและงบประมาณประจำปีของหน่วยงาน

ง.    ข้อมูลที่หากเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคล

  1. ผู้ขอข้อมูลข่าวสารที่ไม่ได้รับการเปิดเผย มีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการใด และภายในกี่วัน

ก.    คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ภายใน 15 วัน

ข.    คณะรัฐมนตรี ภายใน 30 วัน

ค.    ศาลฎีกา ภายใน 60 วัน

ง.    คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายใน 7 วัน

  1. ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ บุคคลมีสิทธิตรวจดูข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลใดเป็นพิเศษ

ก.    ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนเอง

ข.    ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลของเพื่อนบ้าน

ค.    ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริหารทุกคน

ง.    ข้อมูลของบุคคลใดก็ได้โดยไม่ต้องมีเหตุผล

  1. “ข้อมูลข่าวสารของราชการ” หมายถึงข้อมูลข่าวสารในลักษณะใด

ก.    เฉพาะเอกสารที่มีตราครุฑ

ข.    เฉพาะข้อมูลที่เป็นความลับทางราชการ

ค.    เฉพาะข้อมูลที่เผยแพร่ในเว็บไซต์

ง.    ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ

  1. “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หมายถึงบุคคลใด

ก.    เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น

ข.    บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

ค.    ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทุกราย

ง.    เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์

  1. “ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล” คือบุคคลหรือนิติบุคคลที่ดำเนินการในลักษณะใด

ก.    ตัดสินใจวัตถุประสงค์ในการเก็บข้อมูลด้วยตนเองทั้งหมด

ข.    ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

ค.    เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

ง.    เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีของหน่วยงาน

  1. ข้อมูลในข้อใดจัดเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว (Sensitive Data) ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

ก.    ข้อมูลสุขภาพ ศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมือง

ข.    ชื่อ-นามสกุลที่ปรากฏในบัตรประชาชน

ค.    ที่อยู่ไปรษณีย์

ง.    ชื่อหน่วยงานที่ทำงาน

  1. เมื่อเกิดเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลต้องแจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลภายในกี่ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ (เท่าที่จะสามารถกระทำได้)

ก.    24 ชั่วโมง

ข.    48 ชั่วโมง

ค.    72 ชั่วโมง

ง.    7 วัน

  1. ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลประเภทใดต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO)

ก.    เฉพาะธนาคารพาณิชย์เท่านั้น

ข.    เฉพาะร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็ก

ค.    หน่วยงานของรัฐตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

ง.    ไม่มีผู้ใดต้องแต่งตั้ง

ส่วนที่ 4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

  1. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อใด

ก.    เมื่ออยู่ในครรภ์มารดา

ข.    เมื่อได้จดทะเบียนการเกิด

ค.    เมื่ออายุครบ 1 ปี

ง.    เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก

  1. ผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะก่อนอายุ 20 ปีบริบูรณ์ได้ในกรณีใด

ก.    เมื่อมีงานทำ

ข.    เมื่อมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์

ค.    เมื่อสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย (ซึ่งต้องมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป)

ง.    เมื่อจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา

  1. นิติกรรมที่ผู้เยาว์ทำโดยปราศจากความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม (ซึ่งไม่ใช่กรณียกเว้น) มีผลอย่างไร

ก.    ตกเป็นโมฆะ

ข.    ตกเป็นโมฆียะ

ค.    สมบูรณ์เสมอ

ง.    ใช้บังคับไม่ได้เฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท

  1. นิติกรรมใดที่ผู้เยาว์ทำได้โดยลำพังโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม

ก.    นิติกรรมซึ่งผู้เยาว์ได้สิทธิอย่างเดียวหรือหลุดพ้นจากหน้าที่

ข.    การขายที่ดินของตนเอง

ค.    การกู้ยืมเงินจำนวนมาก

ง.    การค้ำประกันหนี้ผู้อื่น

  1. นิติกรรมที่ไม่ได้ทำตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ ผลคือข้อใด

ก.    ตกเป็นโมฆะ

ข.    ตกเป็นโมฆียะ

ค.    สมบูรณ์แต่ต้องชำระค่าปรับ

ง.    เป็นนิติกรรมที่ใช้บังคับได้บางส่วน

  1. การบอกล้างนิติกรรมที่เป็นโมฆียะ ต้องกระทำภายในระยะเวลาใด

ก.    ภายใน 30 วันนับแต่ทำนิติกรรม

ข.    ภายใน 1 ปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ และไม่เกิน 10 ปีนับแต่ได้ทำนิติกรรม

ค.    ภายใน 5 ปีนับแต่ทำนิติกรรมเท่านั้น

ง.    ไม่มีกำหนดเวลา

  1. การแสดงเจตนาลวงที่ทำขึ้นโดยสมรู้กันระหว่างคู่กรณี มีผลอย่างไรระหว่างคู่กรณี

ก.    ตกเป็นโมฆียะ

ข.    ตกเป็นโมฆะ

ค.    สมบูรณ์เสมอ

ง.    เป็นนิติกรรมที่บอกล้างได้ภายใน 1 ปี

  1. การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม มีผลอย่างไร

ก.    ตกเป็นโมฆียะ

ข.    สมบูรณ์เสมอ

ค.    เป็นนิติกรรมที่ใช้บังคับได้ครึ่งหนึ่ง

ง.    ตกเป็นโมฆะ

รูปแบบการสั่งซื้อ

  1. การแสดงเจตนาที่เกิดจากสาเหตุใดต่อไปนี้ ตกเป็นโมฆียะ

ก.    กลฉ้อฉลถึงขนาด หรือการข่มขู่

ข.    การไม่ทำตามแบบที่กฎหมายบังคับ

ค.    วัตถุประสงค์ของนิติกรรมขัดต่อกฎหมาย

ง.    การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน

  1. อายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ไม่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น มีกำหนดกี่ปี

ก.    10 ปี

ข.    5 ปี

ค.    2 ปี

ง.    15 ปี

  1. การกู้ยืมเงินเกินกว่ากี่บาทขึ้นไป ต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้

ก.    2,000 บาท

ข.    500 บาท

ค.    5,000 บาท

ง.    10,000 บาท

  1. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 อัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกได้ตามสัญญากู้ยืมเงินคือเท่าใด

ก.    ร้อยละ 7.5 ต่อปี

ข.    ร้อยละ 20 ต่อปี

ค.    ร้อยละ 30 ต่อปี

ง.    ร้อยละ 15 ต่อปี

  1. สัญญาค้ำประกันจะฟ้องร้องบังคับคดีกับผู้ค้ำประกันได้ จะต้องมีหลักฐานอย่างไร

ก.    ตกลงด้วยวาจาก็เพียงพอ

ข.    ต้องจดทะเบียนที่อำเภอ

ค.    ต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน

ง.    มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน

  1. ผู้ค้ำประกันมีสิทธิเกี่ยงให้เจ้าหนี้ไปเรียกร้องเอาจากลูกหนี้ก่อนได้ ยกเว้นกรณีใด

ก.    เมื่อลูกหนี้ผิดนัด

ข.    ผู้ค้ำประกันได้สละสิทธิเกี่ยง หรือได้ค้ำประกันในฐานะลูกหนี้ร่วม

ค.    เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ

ง.    เมื่อเจ้าหนี้เป็นหน่วยงานของรัฐ

  1. สัญญาจำนองมีผลสมบูรณ์เมื่อใด

ก.    ทำด้วยวาจาและส่งมอบทรัพย์

ข.    ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

ค.    ทำเป็นหนังสือโดยไม่ต้องจดทะเบียน

ง.    ส่งมอบทรัพย์สินให้ผู้รับจำนอง

  1. สัญญาจำนำจะบริบูรณ์เมื่อมีการกระทำใด

ก.    ส่งมอบทรัพย์สินที่จำนำให้แก่ผู้รับจำนำ

ข.    จดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน

ค.    ทำเป็นหนังสือต่อหน้าพยาน 2 คน

ง.    ชำระค่าธรรมเนียมแก่รัฐ

  1. สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ จะต้องทำอย่างไรจึงจะสมบูรณ์

ก.    ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

ข.    ตกลงกันด้วยวาจา

ค.    ทำเป็นหนังสือเท่านั้น ไม่ต้องจดทะเบียน

ง.    วางมัดจำก็พอ

  1. สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่มีกำหนดเวลาเกิน 3 ปี หากไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน จะมีผลอย่างไร

ก.    เป็นโมฆะทั้งหมด

ข.    ฟ้องร้องบังคับไม่ได้เลย

ค.    ฟ้องร้องบังคับคดีได้เพียง 3 ปี

ง.    บังคับได้เต็มตามสัญญา

  1. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ผู้ใดต้องรับผิดฐานละเมิด

ก.    ผู้ที่ทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ

ข.    ผู้ที่ผิดสัญญา

ค.    ผู้ที่ไม่ชำระภาษี

ง.    ผู้ที่จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด

  1. นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดที่ลูกจ้างได้กระทำ เมื่อใด

ก.    ทุกกรณีแม้นอกเวลางาน

ข.    เมื่อลูกจ้างทำละเมิดต่อบุคคลในครอบครัวเท่านั้น

ค.    ไม่ต้องรับผิดไม่ว่ากรณีใด

ง.    ในทางการที่จ้าง

  1. อายุความฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด มีกำหนดเท่าใด

ก.    1 ปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือ 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด

ข.    5 ปีนับแต่วันทำละเมิด

ค.    2 ปีนับแต่วันทำละเมิด

ง.    20 ปีนับแต่วันทำละเมิด

  1. นิติบุคคลจะแสดงเจตนาและดำเนินกิจการต่าง ๆ ได้โดยทางใด

ก.    โดยตัวนิติบุคคลเองโดยตรงโดยไม่ต้องมีผู้แทน

ข.    โดยนายทะเบียนเป็นผู้ทำแทนทุกกรณี

ค.    โดยศาลเป็นผู้ดำเนินการ

ง.    โดยผู้แทนของนิติบุคคลตามที่กฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้งกำหนด

  1. กรณีหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระ ซึ่งกำหนดไว้ตามวันแห่งปฏิทิน ลูกหนี้ผิดนัดเมื่อใด

ก.    เมื่อเจ้าหนี้ฟ้องคดี

ข.    เมื่อพ้นกำหนดเวลานั้นไป โดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน

ค.    เมื่อเจ้าหนี้เตือน 3 ครั้ง

ง.    เมื่อพ้น 1 ปีนับแต่วันครบกำหนด

  1. สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับดอกเบี้ยค้างชำระ ค่าเช่าทรัพย์สินค้างชำระ มีอายุความกี่ปี

ก.    2 ปี

ข.    10 ปี

ค.    1 ปี

ง.    5 ปี

  1. สิทธิเรียกร้องค่าสินค้า ค่าอาหาร ค่าที่พักอาศัย ฯลฯ ที่พ่อค้าหรือผู้ประกอบการเรียกจากผู้บริโภค มีอายุความกี่ปี

ก.    5 ปี

ข.    2 ปี

ค.    10 ปี

ง.    6 เดือน

  1. ในสัญญาต่างตอบแทน คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิอย่างไร หากอีกฝ่ายไม่ชำระหนี้หรือไม่เสนอที่จะชำระหนี้ของตน

ก.    ไม่ต้องชำระหนี้ของตนจนกว่าอีกฝ่ายจะชำระหนี้หรือเสนอที่จะชำระ

ข.    ต้องชำระหนี้ของตนก่อนเสมอ

ค.    ยกเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องบอกเลิก

ง.    ฟ้องคดีอาญาได้ทันที

  1. เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ผลทางกฎหมายคือข้อใด

ก.    สัญญายังคงมีผลต่อไป

ข.    ฝ่ายที่บอกเลิกต้องชำระค่าเสียหายเสมอ

ค.    ไม่ต้องคืนสิ่งใดต่อกัน

ง.    คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม

  1. ถ้าเบี้ยปรับที่กำหนดไว้ในสัญญาสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจอย่างไร

ก.    ต้องบังคับตามสัญญาทั้งหมด

ข.    ลดเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควรได้

ค.    ยกเลิกสัญญาได้ทันที

ง.    เพิ่มเบี้ยปรับขึ้นอีกได้

ส่วนที่ 5 กฎหมายอาญา

  1. ผู้ที่เอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต มีความผิดฐานใด

ก.    ฉ้อโกง

ข.    ยักยอก

ค.    รับของโจร

ง.    ลักทรัพย์

  1. ความผิดฐานฉ้อโกงมีองค์ประกอบสำคัญตามข้อใด

ก.    เอาทรัพย์ไปโดยผู้เสียหายไม่รู้เห็น

ข.    ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นแล้วเบียดบังเอาไว้

ค.    ทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหาย

ง.    หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริง ทำให้ได้ทรัพย์สินไปโดยทุจริต

  1. ผู้ใดครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริต มีความผิดฐานใด

ก.    ลักทรัพย์

ข.    วิ่งราวทรัพย์

ค.    ชิงทรัพย์

ง.    ยักยอก

  1. ตามประมวลกฎหมายอาญา “กระทำโดยเจตนา” หมายถึงข้อใด

ก.    กระทำโดยไม่ได้ตั้งใจ

ข.    กระทำโดยขาดความระมัดระวัง

ค.    กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ และในขณะเดียวกันประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น

ง.    กระทำเพราะถูกบังคับเท่านั้น

  1. การกระทำใดที่ถือเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้กระทำย่อมไม่มีความผิด

ก.    การแก้แค้นหลังเหตุการณ์สิ้นสุดแล้ว

ข.    การทำร้ายผู้อื่นก่อนเพื่อป้องกันล่วงหน้าในอนาคตไกล ๆ

ค.    การกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือผู้อื่นให้พ้นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ซึ่งเป็นภัยที่ละเมิดต่อกฎหมาย โดยพอสมควรแก่เหตุ

ง.    การกระทำที่เกินกว่าเหตุอย่างมาก

  1. เด็กอายุไม่เกินกี่ปีกระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา

ก.    10 ปี

ข.    12 ปี

ค.    15 ปี

ง.    18 ปี

  1. ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอดหรือกระทำตลอดแล้วแต่ไม่บรรลุผล ผู้นั้นต้องรับโทษอย่างไร

ก.    ระวางโทษสองในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

ข.    ระวางโทษเท่ากับความผิดสำเร็จ

ค.    ระวางโทษหนึ่งในสี่ของโทษ

ง.    ไม่ต้องรับโทษ

  1. ผู้ใดใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ถ้าความผิดได้กระทำตามที่ใช้ ผู้ใช้ต้องรับโทษอย่างไร

ก.    ระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

ข.    ไม่ต้องรับโทษ

ค.    ระวางโทษเพียงกึ่งหนึ่ง

ง.    รับโทษเฉพาะค่าปรับ

  1. ตามประมวลกฎหมายอาญา “เจ้าพนักงาน” หมายความว่าอย่างไร

ก.    เฉพาะข้าราชการที่ได้รับเงินเดือน

ข.    เฉพาะตำรวจและทหาร

ค.    เฉพาะผู้บริหารระดับสูง

ง.    บุคคลซึ่งได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ว่าเป็นประจำหรือชั่วคราว และไม่ว่าได้รับค่าตอบแทนหรือไม่

  1. เจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยทุจริต มีความผิดตามมาตราใดของประมวลกฎหมายอาญา

ก.    มาตรา 288

ข.    มาตรา 334

ค.    มาตรา 341

ง.    มาตรา 157

  1. เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต มีความผิดฐานใด

ก.    ลักทรัพย์

ข.    ฉ้อโกงประชาชน

ค.    รับสินบน

ง.    ยักยอกโดยเจ้าพนักงาน (มาตรา 147)

  1. การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เป็นความผิดฐานใด

ก.    ฉ้อโกง

ข.    บุกรุก

ค.    หมิ่นประมาท

ง.    ยักยอก

ส่วนที่ 6 กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา

  1. ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีแพ่งทั่วไปให้ยื่นฟ้องต่อศาลใด

ก.    ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล

ข.    ศาลที่โจทก์สะดวกที่สุดเท่านั้น

ค.    ศาลฎีกาโดยตรง

ง.    ศาลที่ใกล้ที่สุดกับสำนักงานอัยการ

  1. จำเลยต้องยื่นคำให้การภายในกี่วันนับแต่วันที่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง (ตามหลักทั่วไป)

ก.    15 วัน

ข.    7 วัน

ค.    30 วัน

ง.    60 วัน

  1. ระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ในคดีแพ่ง และฎีกา ตามลำดับ คือเท่าใด นับแต่วันอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง

ก.    15 วัน และ 15 วัน

ข.    30 วัน และ 60 วัน

ค.    1 เดือน และ 1 เดือน

ง.    3 เดือน และ 6 เดือน

  1. หลักการภาระการพิสูจน์ในคดีแพ่งตามกฎหมายคือข้อใด

ก.    จำเลยต้องพิสูจน์เสมอ

ข.    คู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น

ค.    ศาลเป็นผู้พิสูจน์แทนทุกกรณี

ง.    ไม่ต้องพิสูจน์ใด ๆ

  1. การขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีแพ่ง ต้องกระทำภายในกี่ปีนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด

ก.    5 ปี

ข.    2 ปี

ค.    10 ปี

ง.    20 ปี

  1. ข้อเท็จจริงใดที่ไม่ต้องนำสืบในคดีแพ่ง

ก.    ข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายเดียวกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐาน

ข.    ข้อเท็จจริงที่เป็นข้อพิพาทหลัก

ค.    ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป

ง.    ข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้อง

  1. “ผู้เสียหาย” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หมายถึงข้อใด

ก.    เฉพาะผู้ที่ถึงแก่ความตาย

ข.    เฉพาะรัฐเท่านั้น

ค.    เฉพาะพยานในคดี

ง.    บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งผู้มีอำนาจจัดการแทนได้

  1. ความผิดต่อส่วนตัว ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในกี่เดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด (มิฉะนั้นเป็นอันขาดอายุความ)

ก.    1 เดือน

ข.    3 เดือน

ค.    6 เดือน

ง.    1 ปี

  1. เมื่อมีการจับกุมผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนต้องส่งตัวผู้ถูกจับไปยังศาลเพื่อขออำนาจฝากขังภายในกี่ชั่วโมงนับแต่ผู้ถูกจับถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน

ก.    24 ชั่วโมง

ข.    72 ชั่วโมง

ค.    48 ชั่วโมง

ง.    7 วัน

  1. ความผิดที่มีโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกยี่สิบปี มีอายุความฟ้องคดีอาญากี่ปี

ก.    5 ปี

ข.    10 ปี

ค.    15 ปี

ง.    20 ปี

ส่วนที่ 7 การป้องกันการทุจริต การจัดซื้อจัดจ้าง การร่างกฎหมาย และงานสารบรรณ

  1. คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการอื่นรวมกี่คน

ก.    7 คน

ข.    11 คน

ค.    15 คน

ง.    9 คน

  1. ตามประกาศ ป.ป.ช. เจ้าพนักงานของรัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาจากบุคคลได้ในมูลค่าไม่เกินเท่าใดต่อบุคคลต่อปี

ก.    500 บาท

ข.    10,000 บาท

ค.    3,000 บาท

ง.    ไม่จำกัดจำนวน

  1. วิธีการจัดซื้อจัดจ้างตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ได้แก่วิธีใด

ก.    วิธีประมูลลับและวิธีตกลงปากเปล่า

ข.    วิธีจับสลากและวิธีให้เปล่า

ค.    วิธีเดียวคือวิธีเฉพาะเจาะจง

ง.    ประกาศเชิญชวนทั่วไป วิธีคัดเลือก และวิธีเฉพาะเจาะจง

  1. หลักการสำคัญในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ได้แก่ข้อใด

ก.    รวดเร็วและเป็นความลับ

ข.    เลือกผู้ขายรายเดิมเสมอ

ค.    คุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และตรวจสอบได้

ง.    ราคาต่ำสุดเสมอโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ

  1. ผู้ที่ไม่มีสิทธิเข้ายื่นข้อเสนอหรือเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ได้แก่ผู้ใด

ก.    ผู้ที่ประกอบกิจการมานานกว่า 10 ปี

ข.    ผู้ที่ถูกแจ้งเวียนชื่อเป็นผู้ทิ้งงานของหน่วยงานของรัฐ

ค.    ผู้ที่จดทะเบียนนิติบุคคลถูกต้อง

ง.    ผู้ที่เสนอราคาต่ำสุดอย่างเปิดเผย

  1. สัญญาเกิดขึ้นเมื่อใดตามหลักกฎหมายแพ่ง

ก.    เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแสดงเจตนาเพียงฝ่ายเดียว

ข.    เมื่อคำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกัน

ค.    เมื่อทำเอกสารคัดลอกเท่านั้น

ง.    เมื่อจ่ายค่าธรรมเนียม

  1. หนังสือราชการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 มีกี่ชนิด

ก.    6 ชนิด

ข.    3 ชนิด

ค.    4 ชนิด

ง.    8 ชนิด

  1. เมื่อกฎหมายสองฉบับมีข้อความขัดแย้งกัน และฉบับหนึ่งมีลำดับศักดิ์สูงกว่า หลักการใช้กฎหมายที่ถูกต้องคือข้อใด

ก.    ใช้กฎหมายที่ออกมาก่อน

ข.    ใช้กฎหมายที่ยาวกว่า

ค.    ให้ผู้ปฏิบัติเลือกตามความสะดวก

ง.    ใช้กฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงกว่า

เฉลยข้อสอบ นิติกรปฏิบัติการ สทบ.

ข้อ

ตอบ

ข้อ

ตอบ

ข้อ

ตอบ

ข้อ

ตอบ

ข้อ

ตอบ

1

ค

21

ง

41

ค

61

ง

81

ง

2

ง

22

ง

42

ค

62

ง

82

ค

3

ค

23

ค

43

ง

63

ก

83

ก

4

ข

24

ค

44

ค

64

ง

84

ก

5

ข

25

ค

45

ข

65

ข

85

ค

6

ง

26

ก

46

ก

66

ง

86

ข

7

ง

27

ก

47

ก

67

ข

87

ค

8

ข

28

ง

48

ข

68

ก

88

ค

9

ข

29

ง

49

ข

69

ง

89

ง

10

ก

30

ง

50

ง

70

ข

90

ข

11

ก

31

ข

51

ก

71

ง

91

ค

12

ก

32

ค

52

ก

72

ง

92

ง

13

ก

33

ข

53

ก

73

ง

93

ง

14

ค

34

ง

54

ง

74

ค

94

ค

15

ข

35

ก

55

ง

75

ค

95

ง

16

ก

36

ก

56

ข

76

ข

96

ค

17

ค

37

ง

57

ข

77

ก

97

ข

18

ง

38

ข

58

ก

78

ก

98

ข

19

ข

39

ข

59

ก

79

ง

99

ก

20

ข

40

ก

60

ค

80

ง

100

ง

รูปแบบการสั่งซื้อ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *