
ความรู้เกี่ยวกับสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ………………………………………………………..1
แนวข้อสอบความรู้ความสามารถทั่วไป
การคิดวิเคราะห์ สืบเสาะหาข้อมูล และการสรุปผล…………………………………………………………………..8
แนวข้อสอบ ความสามารถด้านตัวเลข สรุปเหตุผลเกี่ยวกับตัวเลข และข้อมูลต่างๆ……………………..17
แนวข้อสอบภาษาไทย……………………………………………………………………………….………………………….33
แนวข้อสอบภาษาอังกฤษ…………………………………………………………………………………………………..105
แนวข้อสอบ พระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗……………………………137
แนวข้อสอบกฎหมายแพ่งและพาณิชย์…………………………………………………………………………………………..144
แนวข้อสอบกฎหมายอาญาและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา…………………………………………………….166
ความรู้เกี่ยวกับนิติกรรม สัญญา และละเมิด…………………………………………………………………………………..176
แนวข้อสอบ ข่าวเหตุการณ์ปัจจุบัน สังคม เศรษฐกิจ การเมือง เดือนมิถุนายน 2569………………………..184
แนวข้อสอบ ข่าวเหตุการณ์ปัจจุบัน สังคม เศรษฐกิจ การเมือง เดือนกรกฎาคม 2569………………………188
แนวข้อสอบ ข่าวเหตุการณ์ปัจจุบัน สังคม เศรษฐกิจ การเมือง เดือนสิงหาคม 2569………………………..192
เทคนิคการเตรียมความพร้อมก่อนสอบสัมภาษณ์……………………………………………………………………………196
Review ลูกค้า
แจก ข้อสอบ ตำแหน่งนิติกรปฏิบัติการ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.)
ส่วนที่ 1 กฎหมายเกี่ยวกับกองทุนหมู่บ้านฯ และกฎหมายมหาชนทั่วไป
- สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ตาม พ.ร.บ.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มีสถานะตามข้อใด
ก. เป็นส่วนราชการสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ข. เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
ค. เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ
ง. เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ
- ประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) คือผู้ใด
ก. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ค. ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
ง. นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
- กองทุนหมู่บ้านหรือชุมชนเมืองที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายมีฐานะเป็นอะไร
ก. ส่วนราชการ
ข. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ค. นิติบุคคล
ง. บุคคลธรรมดา
- วัตถุประสงค์สำคัญของการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง คือข้อใด
ก. เป็นแหล่งเงินทุนเพื่อการเก็งกำไรในตลาดทุน
ข. เป็นแหล่งเงินทุนในชุมชนเพื่อส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ และบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิก
ค. จัดเก็บภาษีท้องถิ่นแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ง. ให้เงินอุดหนุนแก่ข้าราชการเพื่อสวัสดิการ
- ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อำนาจอธิปไตยเป็นของผู้ใด
ก. คณะรัฐมนตรี
ข. ปวงชนชาวไทย
ค. รัฐสภา
ง. พระมหากษัตริย์แต่เพียงพระองค์เดียว
- กฎหมายในข้อใดมีลำดับศักดิ์ต่ำที่สุด
ก. พระราชกำหนด
ข. พระราชบัญญัติ
ค. พระราชกฤษฎีกา
ง. ประกาศกระทรวง
- พระราชกำหนดตราขึ้นได้ในกรณีใด
ก. เมื่อรัฐสภาไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ
ข. เมื่อต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ค. เมื่อประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
ง. กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้
- หลักที่ว่า “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย” และห้ามบัญญัติกฎหมายอาญามีผลย้อนหลังไปลงโทษบุคคล เป็นหลักในเรื่องใด
ก. หลักการแบ่งแยกอำนาจ
ข. หลักนิติรัฐ (หลักการไม่มีผลย้อนหลังของกฎหมายอาญา)
ค. หลักการกระจายอำนาจ
ง. หลักความเสมอภาคทางภาษี
- องค์กรใดมีอำนาจวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติหรือกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ก. ศาลปกครองสูงสุด
ข. ศาลรัฐธรรมนูญ
ค. ศาลฎีกา
ง. คณะกรรมการกฤษฎีกา
- ข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับหน่วยงานของรัฐอันเนื่องจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลใด
ก. ศาลปกครอง
ข. ศาลแพ่ง
ค. ศาลแรงงาน
ง. ศาลทหาร
- องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จัดเป็นราชการบริหารส่วนใดตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
ก. ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น
ข. ราชการบริหารส่วนกลาง
ค. ราชการบริหารส่วนภูมิภาค
ง. ราชการบริหารส่วนพิเศษ
- กฎหมายในข้อใดจัดเป็นกฎหมายมหาชน
ก. กฎหมายรัฐธรรมนูญ
ข. กฎหมายว่าด้วยหนี้
ค. กฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายระหว่างเอกชน
ง. กฎหมายว่าด้วยมรดก
ส่วนที่ 2 กฎหมายปกครอง
- “คำสั่งทางปกครอง” ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หมายถึงข้อใด
ก. การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล
ข. การให้คำแนะนำทางวิชาการแก่ประชาชนทั่วไป
ค. การปฏิบัติงานภายในของหน่วยงานที่ไม่กระทบสิทธิของผู้ใด
ง. การกระทำของเอกชนต่อเอกชน
- คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันเป็นหนังสือ ต้องจัดให้มีเหตุผลอย่างน้อยตามข้อใด
ก. เฉพาะข้อกฎหมายที่ใช้อ้างอิง
ข. เฉพาะชื่อและตำแหน่งของผู้ออกคำสั่ง
ค. ข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่ใช้อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ
ง. เฉพาะวันที่มีผลใช้บังคับ
- ผู้ได้รับคำสั่งทางปกครองที่ไม่พอใจ ต้องอุทธรณ์ภายในกี่วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ก. 7 วัน
ข. 15 วัน
ค. 30 วัน
ง. 60 วัน
- เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ต้องพิจารณาอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกี่วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ (ไม่นับการขยายเวลา)
ก. 30 วัน
ข. 15 วัน
ค. 45 วัน
ง. 90 วัน
- เจ้าหน้าที่ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ ยกเว้นข้อใดไม่ใช่ลักษณะต้องห้าม
ก. เป็นคู่กรณีเอง
ข. เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณี
ค. ผู้ที่เป็นข้าราชการสังกัดหน่วยงานเดียวกับคู่กรณี
ง. เป็นญาติของคู่กรณีสืบสายโลหิตโดยตรง
- การแจ้งคำสั่งทางปกครองทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับภายในประเทศ ให้ถือว่าผู้รับได้รับแจ้งเมื่อใด (หากไม่มีการพิสูจน์ได้ว่าได้รับก่อนหรือหลังจากนั้น)
ก. เมื่อครบ 3 วันนับแต่วันที่ส่งมอบ
ข. เมื่อครบ 15 วันนับแต่วันที่ส่งมอบ
ค. ในวันที่ส่งมอบให้พนักงานไปรษณีย์
ง. เมื่อครบ 7 วันนับแต่วันที่ส่งมอบให้พนักงานไปรษณีย์
- หากคำสั่งทางปกครองไม่ได้แจ้งสิทธิในการอุทธรณ์และระยะเวลาอุทธรณ์ ระยะเวลาอุทธรณ์ที่ขยายออกไปจะสิ้นสุดเมื่อใด (กรณีไม่มีการแจ้งใหม่)
ก. เมื่อพ้น 90 วัน
ข. เมื่อพ้น 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งนั้น
ค. เมื่อพ้น 6 เดือน
ง. ไม่มีกำหนดเวลา
- ก่อนออกคำสั่งทางปกครองที่อาจกระทบสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติอย่างไรตามหลักทั่วไป
ก. ออกคำสั่งได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งผู้ใด
ข. ให้คู่กรณีมีโอกาสทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน
ค. แจ้งเฉพาะหัวหน้าหน่วยงาน
ง. ให้คู่กรณีเป็นผู้ร่างคำสั่ง
- ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 หากเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายต้องฟ้องใคร
ก. ตัวเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดเท่านั้น
ข. หัวหน้าส่วนราชการทุกคนในจังหวัด
ค. ผู้ตรวจการแผ่นดิน
ง. หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่นั้นสังกัด
- หน่วยงานของรัฐใช้สิทธิไล่เบี้ยให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ในกรณีใด
ก. เมื่อเจ้าหน้าที่ประมาทเลินเล่อเพียงเล็กน้อย
ข. ทุกกรณีที่หน่วยงานเสียหาย
ค. เมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งให้ทำ
ง. เมื่อเจ้าหน้าที่กระทำการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
- การเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายดังกล่าว เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดอย่างไร
ก. ต้องชดใช้เต็มจำนวนทุกกรณี
ข. ไม่ต้องชดใช้เลย
ค. อาจให้ชดใช้เต็มจำนวนหรือเพียงบางส่วนก็ได้ โดยคำนึงถึงระดับความร้ายแรงของการกระทำและพฤติการณ์ต่าง ๆ
ง. ต้องชดใช้สองเท่าของความเสียหาย
- เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดโดยไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ ผลทางกฎหมายคือข้อใด
ก. หน่วยงานต้องรับผิดชอบทั้งหมด
ข. รัฐมนตรีต้องรับผิดแทน
ค. เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว
ง. ไม่มีผู้ใดต้องรับผิด
- ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ “เจ้าหน้าที่” หมายความรวมถึงบุคคลใด
ก. เฉพาะข้าราชการพลเรือนสามัญ
ข. เฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูง
ค. ข้าราชการ พนักงานของรัฐ ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น
ง. เฉพาะผู้ที่ได้รับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน
- กรณีเจ้าหน้าที่หลายคนร่วมกันกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ การรับผิดเป็นอย่างไรตามกฎหมายดังกล่าว
ก. ต่างรับผิดเฉพาะส่วนของตน ไม่นำหลักลูกหนี้ร่วมมาใช้
ข. ทุกคนรับผิดร่วมกันเป็นลูกหนี้ร่วมเสมอ
ค. เฉพาะผู้บังคับบัญชารับผิดฝ่ายเดียว
ง. ไม่ต้องรับผิดเพราะทำเป็นหมู่คณะ
- ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การฟ้องคดีปกครองทั่วไปต้องฟ้องภายในกี่วันนับแต่ผู้ฟ้องคดีรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี
ก. 90 วัน
ข. 30 วัน
ค. 60 วัน
ง. 180 วัน
- ศาลปกครองในประเทศไทยมีกี่ชั้น และได้แก่ศาลใด
ก. 3 ชั้น ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา
ข. 1 ชั้น คือศาลปกครองกลางเท่านั้น
ค. 2 ชั้น ได้แก่ ศาลแขวงและศาลจังหวัด
ง. 2 ชั้น ได้แก่ ศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด
- คดีใดจัดเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง
ก. คดีหย่าระหว่างสามีภรรยา
ข. คดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
ค. คดีพิพาทเรื่องมรดกระหว่างทายาท
ง. คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
- คดีใดต่อไปนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง
ก. คดีฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบ
ข. คดีฟ้องว่าหน่วยงานของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย
ค. คดีฟ้องว่ากฎที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ง. คดีละเมิดระหว่างเอกชนด้วยกัน
- ระบบวิธีพิจารณาคดีของศาลปกครองเป็นระบบใด
ก. ระบบกล่าวหา
ข. ระบบไต่สวน
ค. ระบบลูกขุน
ง. ระบบประนอมข้อพิพาทเท่านั้น
- ผู้มีสิทธิฟ้องคดีปกครองต้องมีคุณสมบัติตามข้อใด
ก. เป็นข้าราชการทุกคน
ข. เป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น
ค. เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของหน่วยงานของรัฐ
ง. เป็นผู้ที่ไม่เคยมีคดีมาก่อน
ส่วนที่ 3 กฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ และคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- ข้อมูลข่าวสารตามข้อใดที่หน่วยงานของรัฐต้องจัดพิมพ์ลงในราชกิจจานุเบกษา ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
ก. รายชื่อผู้มาติดต่อราชการทุกวัน
ข. โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดำเนินงานของหน่วยงาน สรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคัญและวิธีดำเนินงาน และสถานที่ติดต่อเพื่อขอข้อมูลข่าวสาร
ค. ข้อมูลส่วนตัวของข้าราชการทุกคน
ง. บันทึกการสนทนาส่วนตัวของผู้บริหาร
- ข้อมูลข่าวสารใดที่หน่วยงานของรัฐอาจมีคำสั่งไม่เปิดเผยได้
ก. ข้อมูลสัญญาสัมปทานที่รัฐทำกับเอกชน
ข. ผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชน
ค. แผนงานและงบประมาณประจำปีของหน่วยงาน
ง. ข้อมูลที่หากเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคล
- ผู้ขอข้อมูลข่าวสารที่ไม่ได้รับการเปิดเผย มีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการใด และภายในกี่วัน
ก. คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ภายใน 15 วัน
ข. คณะรัฐมนตรี ภายใน 30 วัน
ค. ศาลฎีกา ภายใน 60 วัน
ง. คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายใน 7 วัน
- ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ บุคคลมีสิทธิตรวจดูข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลใดเป็นพิเศษ
ก. ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนเอง
ข. ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลของเพื่อนบ้าน
ค. ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริหารทุกคน
ง. ข้อมูลของบุคคลใดก็ได้โดยไม่ต้องมีเหตุผล
- “ข้อมูลข่าวสารของราชการ” หมายถึงข้อมูลข่าวสารในลักษณะใด
ก. เฉพาะเอกสารที่มีตราครุฑ
ข. เฉพาะข้อมูลที่เป็นความลับทางราชการ
ค. เฉพาะข้อมูลที่เผยแพร่ในเว็บไซต์
ง. ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ
- “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หมายถึงบุคคลใด
ก. เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น
ข. บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
ค. ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทุกราย
ง. เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์
- “ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล” คือบุคคลหรือนิติบุคคลที่ดำเนินการในลักษณะใด
ก. ตัดสินใจวัตถุประสงค์ในการเก็บข้อมูลด้วยตนเองทั้งหมด
ข. ดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
ค. เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
ง. เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีของหน่วยงาน
- ข้อมูลในข้อใดจัดเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว (Sensitive Data) ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
ก. ข้อมูลสุขภาพ ศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมือง
ข. ชื่อ-นามสกุลที่ปรากฏในบัตรประชาชน
ค. ที่อยู่ไปรษณีย์
ง. ชื่อหน่วยงานที่ทำงาน
- เมื่อเกิดเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลต้องแจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลภายในกี่ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ (เท่าที่จะสามารถกระทำได้)
ก. 24 ชั่วโมง
ข. 48 ชั่วโมง
ค. 72 ชั่วโมง
ง. 7 วัน
- ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลประเภทใดต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO)
ก. เฉพาะธนาคารพาณิชย์เท่านั้น
ข. เฉพาะร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็ก
ค. หน่วยงานของรัฐตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
ง. ไม่มีผู้ใดต้องแต่งตั้ง
ส่วนที่ 4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
- ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อใด
ก. เมื่ออยู่ในครรภ์มารดา
ข. เมื่อได้จดทะเบียนการเกิด
ค. เมื่ออายุครบ 1 ปี
ง. เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก
- ผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะก่อนอายุ 20 ปีบริบูรณ์ได้ในกรณีใด
ก. เมื่อมีงานทำ
ข. เมื่อมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์
ค. เมื่อสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย (ซึ่งต้องมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป)
ง. เมื่อจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา
- นิติกรรมที่ผู้เยาว์ทำโดยปราศจากความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม (ซึ่งไม่ใช่กรณียกเว้น) มีผลอย่างไร
ก. ตกเป็นโมฆะ
ข. ตกเป็นโมฆียะ
ค. สมบูรณ์เสมอ
ง. ใช้บังคับไม่ได้เฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท













