แนวข้อสอบพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
1. พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มีผลใช้บังคับเมื่อใด
ก. วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข. เมื่อพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ค. เมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ง. วันที่ 1 มกราคม 2540
เฉลย ข. เมื่อพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
คำอธิบาย: ตามมาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
2. บุคคลใดเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
ก. นายกรัฐมนตรี
ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ง. ประธานศาลปกครองสูงสุด
เฉลย ก. นายกรัฐมนตรี
คำอธิบาย: ตามมาตรา 4 นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
3. คำสั่งทางปกครองที่ออกโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น ต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งมีคุณสมบัติอย่างไร
ก. มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง
ข. มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นไม่น้อยกว่า 5 ปี
ค. มีความเป็นกลาง
ง. เป็นผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นลายลักษณ์อักษร
เฉลย ค. มีความเป็นกลาง
คำอธิบาย: ตามมาตรา 13 เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองต้องมีความเป็นกลาง โดยกฎหมายได้กำหนดกรณีที่ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ทำการพิจารณาทางปกครองไว้ในกรณีที่เจ้าหน้าที่อาจมีส่วนได้เสียหรือมีสถานะที่อาจกระทบต่อความเป็นกลาง
4. “คำสั่งทางปกครอง” ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คือข้อใด
ก. การสั่งการของผู้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา
ข. การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล
ค. การวินิจฉัยสั่งการของหน่วยงานของรัฐที่กระทำในฐานะคู่สัญญา
ง. การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท
เฉลย ข. การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล
คำอธิบาย: ตามมาตรา 5 คำสั่งทางปกครอง หมายความว่า การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล
5. บุคคลใดต่อไปนี้ไม่ถือเป็น “เจ้าหน้าที่” ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
ก. อธิบดีกรมสรรพากร
ข. นายกเทศมนตรี
ค. บุคคลซึ่งปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยของรัฐ
ง. ทนายความของประชาชน
เฉลย ง. ทนายความของประชาชน
คำอธิบาย: ตามมาตรา 5 “เจ้าหน้าที่” หมายความว่า บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคล ซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐหรือไม่ก็ตาม ทนายความของประชาชนไม่ได้ใช้อำนาจทางปกครองของรัฐ
6. “คู่กรณี” ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หมายถึงบุคคลใด
ก. ผู้ยื่นคำขอหรือผู้คัดค้านคำขอเท่านั้น
ข. ผู้อยู่ในบังคับหรือจะอยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองเท่านั้น
ค. ผู้ซึ่งได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครองเท่านั้น
ง. ผู้ยื่นคำขอ ผู้คัดค้านคำขอ ผู้อยู่ในบังคับหรือจะอยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครอง และผู้ซึ่งได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครอง
เฉลย ง. ผู้ยื่นคำขอ ผู้คัดค้านคำขอ ผู้อยู่ในบังคับหรือจะอยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครอง และผู้ซึ่งได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครอง
คำอธิบาย: ตามมาตรา 5 “คู่กรณี” หมายความว่า ผู้ยื่นคำขอ ผู้คัดค้านคำขอ ผู้อยู่ในบังคับหรือจะอยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครอง และผู้ซึ่งได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครองเนื่องจากสิทธิของผู้นั้นจะถูกกระทบกระเทือนจากผลของคำสั่งทางปกครอง
7. ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไร
ก. ให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน
ข. ให้คู่กรณีส่งพยานหลักฐานและคำแถลงการณ์เป็นหนังสือทุกครั้ง
ค. ให้คู่กรณีเข้าร่วมการพิจารณาทางปกครองร่วมกับคณะกรรมการ
ง. จัดให้มีการไต่สวนในที่สาธารณะ
เฉลย ก. ให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน
คำอธิบาย: ตามมาตรา 30 ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน
8. ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เห็นว่าตนเองมีสภาพร้ายแรงที่อาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง เจ้าหน้าที่ผู้นั้นต้องดำเนินการอย่างไร
ก. เลื่อนการพิจารณาออกไปจนกว่าจะหมดสภาพร้ายแรงนั้น
ข. พิจารณาทางปกครองต่อไปได้หากได้รับความยินยอมจากคู่กรณี
ค. หยุดการพิจารณาเรื่องนั้นไว้ก่อนและแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งทราบเพื่อพิจารณาสั่งการ
ง. แต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาพิจารณาแทน
เฉลย ค. หยุดการพิจารณาเรื่องนั้นไว้ก่อนและแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งทราบเพื่อพิจารณาสั่งการ
คำอธิบาย: ตามมาตรา 16 ในกรณีที่มีเหตุอื่นใดนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่หรือกรรมการในคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง เจ้าหน้าที่หรือกรรมการผู้นั้นจะทำการพิจารณาทางปกครองในเรื่องนั้นไม่ได้ และต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาเหนือตนทราบเพื่อพิจารณาสั่งการ
9. เจ้าหน้าที่ในกรณีใดต่อไปนี้ที่จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้
ก. เป็นญาติห่างๆ ของคู่กรณี
ข. เป็นเจ้าหนี้ของคู่กรณี
ค. เป็นผู้บังคับบัญชาของคู่กรณี
ง. เป็นคู่หมั้นของคู่กรณี
เฉลย ง. เป็นคู่หมั้นของคู่กรณี
คำอธิบาย: ตามมาตรา 13 (1) เจ้าหน้าที่จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ถ้าเป็นคู่กรณีเอง หรือเป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณี
10. ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องให้คำสั่งทางปกครองมีผลบังคับใช้ทันที เจ้าหน้าที่อาจดำเนินการอย่างไร
ก. ออกคำสั่งด้วยวาจาได้ แต่ต้องแจ้งให้คู่กรณีทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว
ข. ออกคำสั่งเป็นหนังสือย้อนหลังไปเป็นวันที่มีคำสั่งด้วยวาจา
ค. ออกคำสั่งเป็นหนังสือโดยไม่จำเป็นต้องให้เหตุผล
ง. มอบให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงกว่าเป็นผู้ออกคำสั่งแทน
เฉลย ก. ออกคำสั่งด้วยวาจาได้ แต่ต้องแจ้งให้คู่กรณีทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว
คำอธิบาย: ตามมาตรา 35 ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องให้คำสั่งทางปกครองมีผลบังคับใช้ทันที เจ้าหน้าที่อาจออกคำสั่งด้วยวาจาได้ แต่ต้องแจ้งให้คู่กรณีทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว
11. กรณีใดต่อไปนี้ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง
ก. คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย
ข. คำสั่งลงโทษทางวินัยข้าราชการ
ค. คำสั่งไม่อนุญาตให้ทำการก่อสร้างอาคาร
ง. คำสั่งให้รื้อถอนอาคารที่ปลูกสร้างโดยผิดกฎหมาย
เฉลย ก. คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย
คำอธิบาย: คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเป็นเพียงขั้นตอนภายในของการพิจารณาทางปกครอง ยังไม่มีผลโดยตรงต่อสิทธิหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหา จึงไม่ใช่คำสั่งทางปกครองตามความหมายในมาตรา 5
12. ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือต้องมีรายการใดเป็นอย่างน้อย
ก. วัน เดือน ปี ที่ทำคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง และลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง
ข. วัน เดือน ปี ที่ทำคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง และลายมือชื่อของผู้รับคำสั่ง
ค. วัน เดือน ปี ที่ทำคำสั่ง เหตุผลในการทำคำสั่ง และลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง
ง. ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง และวัน เดือน ปี ที่คำสั่งมีผลบังคับ
เฉลย ก. วัน เดือน ปี ที่ทำคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง และลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง
คำอธิบาย: ตามมาตรา 36 คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสืออย่างน้อยต้องระบุ วัน เดือน และปีที่ทำคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง และลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง
13. กรณีใดต่อไปนี้ที่ไม่จำเป็นต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ในคำสั่งทางปกครอง
ก. เป็นกรณีที่มีผลตรงตามคำขอและไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอื่น
ข. เป็นกรณีที่เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่ต้องระบุอีก
ค. เป็นกรณีที่อาจก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ
ง. ถูกทุกข้อ
เฉลย ง. ถูกทุกข้อ
คำอธิบาย: ตามมาตรา 37 วรรคสอง ในกรณีดังต่อไปนี้ไม่จำเป็นต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ในคำสั่งทางปกครอง (1) เป็นกรณีที่มีผลตรงตามคำขอและไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอื่น (2) เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องระบุอีก (3) เป็นกรณีที่ต้องรักษาไว้เป็นความลับตามมาตรา 32 (4) เป็นการออกคำสั่งทางปกครองด้วยวาจาหรือเป็นกรณีเร่งด่วน (5) เป็นกรณีที่อาจก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ
14. ในการออกคำสั่งทางปกครอง เจ้าหน้าที่อาจกำหนดเงื่อนไขใดไว้ในคำสั่งทางปกครอง
ก. เงื่อนไขที่ให้สิทธิพิเศษแก่คู่กรณีเป็นการเฉพาะราย
ข. เงื่อนไขที่กำหนดให้สิทธิเกิดผลย้อนหลัง
ค. เงื่อนไขที่สั่งให้กระทำหรือละเว้นกระทำในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งทางปกครอง
ง. เงื่อนไขที่ยกเว้นความรับผิดของเจ้าหน้าที่
เฉลย ค. เงื่อนไขที่สั่งให้กระทำหรือละเว้นกระทำในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งทางปกครอง
คำอธิบาย: ตามมาตรา 39 การออกคำสั่งทางปกครองเจ้าหน้าที่อาจกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งทางปกครองได้ เท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย เว้นแต่กฎหมายจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เงื่อนไขที่กำหนดนั้นต้องสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของคำสั่ง
15. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่วิธีการแจ้งคำสั่งทางปกครองโดยวิธีการอื่นแทนการส่งหนังสือ
ก. ประกาศในหนังสือพิมพ์ซึ่งแพร่หลายในท้องถิ่น
ข. ส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ
ค. ปิดประกาศไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ
ง. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เฉลย ข. ส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ
คำอธิบาย: การส่งทางไปรษณีย์ตอบรับเป็นวิธีการส่งหนังสือโดยตรง ไม่ใช่วิธีการอื่นแทนการส่งหนังสือ ตามมาตรา 70 การแจ้งโดยวิธีอื่นแทนการส่งหนังสือจะกระทำได้ในกรณีที่กำหนดไว้ในมาตรา 70 ได้แก่ ประกาศในหนังสือพิมพ์ ปิดประกาศ หรือประกาศในราชกิจจานุเบกษา
16. คำสั่งทางปกครองที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้งต่อไปได้ ต้องมีรายการใดเพิ่มเติม
ก. ระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือโต้แย้ง
ข. การแจ้งสิทธิในการขอเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง
ค. วิธีการโต้แย้งที่มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน
ง. ทั้งระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือโต้แย้งและการแจ้งสิทธิในการอุทธรณ์โต้แย้ง
เฉลย ง. ทั้งระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือโต้แย้งและการแจ้งสิทธิในการอุทธรณ์โต้แย้ง
คำอธิบาย: ตามมาตรา 40 คำสั่งทางปกครองที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้งต่อไปได้ให้ระบุกรณีที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้ง การยื่นคำอุทธรณ์หรือคำโต้แย้ง และระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือการโต้แย้งดังกล่าวไว้ด้วย
17. การขอให้พิจารณาใหม่ในกรณีที่คู่กรณีไม่ได้รับแจ้งการให้มีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ ต้องยื่นคำขอเมื่อใด
ก. ภายใน 7 วันนับแต่ได้รับคำสั่งทางปกครอง
ข. ภายใน 15 วันนับแต่ได้รับคำสั่งทางปกครอง
ค. ภายใน 30 วันนับแต่ได้รับทราบคำสั่งทางปกครอง
ง. ภายใน 60 วันนับแต่ได้รับแจ้งคำสั่งทางปกครอง
เฉลย ข. ภายใน 15 วันนับแต่ได้รับคำสั่งทางปกครอง
คำอธิบาย: ตามมาตรา 30 วรรคสอง ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว (ไม่ได้แจ้งให้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอหรือไม่มีโอกาสโต้แย้ง) ให้คู่กรณีมีสิทธิขอให้เจ้าหน้าที่พิจารณาใหม่ได้ โดยยื่นคำขอเช่นว่านั้นภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งทางปกครอง
18. กรณีใดต่อไปนี้ที่เจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นต้องแจ้งสิทธิในการอุทธรณ์ให้คู่กรณีทราบ
ก. กรณีที่คู่กรณีได้แจ้งว่าทราบสิทธิในการอุทธรณ์แล้ว
ข. กรณีที่คู่กรณีได้แสดงความประสงค์ที่จะอุทธรณ์
ค. กรณีที่การอุทธรณ์ไม่ได้ทำให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง
ง. กรณีที่คู่กรณีอุทธรณ์คำสั่งนั้นแล้ว
เฉลย ง. กรณีที่คู่กรณีอุทธรณ์คำสั่งนั้นแล้ว
คำอธิบาย: ตามมาตรา 40 วรรคสอง ในกรณีที่บทบัญญัติกฎหมายให้อุทธรณ์โต้แย้งได้ แต่มิได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการอุทธรณ์หรือการโต้แย้งไว้ให้แจ้งข้อความดังต่อไปนี้ไว้ในคำสั่งทางปกครอง (1) การอุทธรณ์หรือโต้แย้งต้องทำเป็นหนังสือ (2) ระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้ง และ (3) วิธีการยื่นอุทธรณ์หรือโต้แย้ง ทั้งนี้ เว้นแต่กรณีที่คู่กรณีได้อุทธรณ์หรือโต้แย้งแล้ว
19. คำสั่งทางปกครองใดที่ไม่อาจอุทธรณ์ต่อไปได้
ก. คำสั่งทางปกครองที่มีรัฐมนตรีเป็นผู้ทำคำสั่ง
ข. คำสั่งทางปกครองที่มีคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ทำคำสั่ง
ค. คำสั่งทางปกครองที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ทำคำสั่ง
ง. คำสั่งทางปกครองที่มีอธิบดีเป็นผู้ทำคำสั่ง
เฉลย ข. คำสั่งทางปกครองที่มีคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ทำคำสั่ง
คำอธิบาย: ตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง ภายใต้บังคับมาตรา 48 ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองใดไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรี และไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ ให้คู่กรณีอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว แสดงว่าคำสั่งที่ออกโดยรัฐมนตรีไม่สามารถอุทธรณ์ในชั้นฝ่ายปกครองได้ และคำสั่งที่ออกโดยคณะรัฐมนตรีย่อมไม่สามารถอุทธรณ์ได้เช่นกัน เพราะเป็นระดับที่สูงกว่ารัฐมนตรี
20. การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองมีผลอย่างไร
ก. ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองทันที
ข. ทำให้คำสั่งทางปกครองนั้นสิ้นผลทันที
ค. ไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ
ง. ถูกทั้งข้อ ก. และ ข.
เฉลย ค. ไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับ
คำอธิบาย: ตามมาตรา 44 วรรคสอง การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง
21. ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เห็นว่าการอุทธรณ์ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างไร
ก. ไม่รับอุทธรณ์ และแจ้งคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ให้ผู้อุทธรณ์ทราบ
ข. ให้แจ้งผู้อุทธรณ์ทราบและแก้ไขเพิ่มเติมภายใน 7 วัน
ค. ส่งเรื่องให้ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาสั่งการต่อไป
ง. ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์ใหม่ทั้งฉบับภายใน 30 วัน
เฉลย ข. ให้แจ้งผู้อุทธรณ์ทราบและแก้ไขเพิ่มเติมภายใน 7 วัน
คำอธิบาย: ตามมาตรา 45 วรรคสอง ในกรณีที่คำอุทธรณ์มีข้อบกพร่องในเรื่องข้างต้น ให้เจ้าหน้าที่แนะนำให้ผู้อุทธรณ์แก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด (ตามมาตรา 27) ซึ่งกำหนดได้ว่าให้เจ้าหน้าที่แจ้งให้คู่กรณีดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องหรือครบถ้วนภายในระยะเวลาเจ็ดวัน
22. เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในกี่วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์
ก. 15 วัน
ข. 30 วัน
ค. 60 วัน
ง. 90 วัน
เฉลย ข. 30 วัน
คำอธิบาย: ตามมาตรา 45 เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาคำอุทธรณ์และแจ้งผู้อุทธรณ์โดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์
23. ระยะเวลาในการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองทั่วไป กรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์เป็นการเฉพาะ คือเท่าใด
ก. 7 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ข. 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ค. 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ง. 45 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
เฉลย ข. 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
คำอธิบาย: ตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง ให้คู่กรณีอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว
24. ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ต้องดำเนินการอย่างไร
ก. มีคำสั่งยกอุทธรณ์
ข. มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์
ค. เสนอคำอุทธรณ์ความเห็นของตนและเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ภายใน 30 วัน
ง. เสนอความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์
เฉลย ค. เสนอคำอุทธรณ์ความเห็นของตนและเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ภายใน 30 วัน
คำอธิบาย: ตามมาตรา 45 วรรคสาม ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตนได้รับรายงาน
25. ข้อใดเป็นเหตุที่ทำให้คำสั่งทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ก. ออกโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น
ข. มีรูปแบบและขั้นตอนการทำคำสั่งทางปกครองที่จำเป็น
ค. มีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญเพียงพอที่จะทำคำสั่งทางปกครอง
ง. มีลักษณะเป็นการสร้างภาระให้เกิดแก่ประชาชนเกินสมควร
เฉลย ง. มีลักษณะเป็นการสร้างภาระให้เกิดแก่ประชาชนเกินสมควร
คำอธิบาย: ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้การกระทำทางปกครองต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะและไม่มีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดแก่ประชาชนเกินสมควร ส่วนข้อ ก. ข. และ ค. เป็นองค์ประกอบที่ทำให้คำสั่งทางปกครองชอบด้วยกฎหมาย
26. การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้รับคำสั่ง จะกระทำได้ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขใด
ก. มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายและประโยชน์สาธารณะเปลี่ยนแปลงไป
ข. ผู้รับคำสั่งมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด
ค. ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป
ง. ถูกทุกข้อ
เฉลย ง. ถูกทุกข้อ
คำอธิบาย: ตามมาตรา 53 คำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้รับคำสั่งทางปกครองอาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วนโดยให้มีผลตั้งแต่ขณะที่เพิกถอน หรือมีผลในอนาคตไปถึงขณะใดขณะหนึ่งตามที่กำหนดได้เฉพาะเมื่อมีกรณีดังต่อไปนี้ (1) มีกฎหมายกำหนดให้เพิกถอนได้หรือมีข้อสงวนสิทธิให้เพิกถอนได้ (2) คำสั่งนั้นมีข้อกำหนดให้ผู้รับประโยชน์ต้องปฏิบัติแต่ไม่มีการปฏิบัติภายในเวลาที่กำหนด (3) ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหากมีข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เช่นนี้ในขณะทำคำสั่งทางปกครองแล้วเจ้าหน้าที่คงจะไม่ทำคำสั่งทางปกครองนั้น และหากไม่เพิกถอนจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ (4) บทกฎหมายเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหากมีบทกฎหมายเช่นนี้ในขณะทำคำสั่งทางปกครองแล้วเจ้าหน้าที่คงจะไม่ทำคำสั่งทางปกครองนั้น โดยถือว่าการเพิกถอนเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมยิ่งกว่าประโยชน์ที่ผู้รับคำสั่งทางปกครองจะได้รับ (5) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
27. การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เป็นการให้ประโยชน์ เจ้าหน้าที่อาจเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วน โดยให้มีผลย้อนหลังหรือไม่ย้อนหลังหรือมีผลในอนาคตไปถึงขณะใดขณะหนึ่งได้ตามที่กำหนด โดยคำนึงถึงสิ่งใด
ก. การที่ผู้รับประโยชน์ได้ใช้ประโยชน์ไปแล้วหรือยัง
ข. ประโยชน์ของบุคคลภายนอกเป็นสำคัญ
ค. การคุ้มครองประโยชน์ของบุคคลภายนอก
ง. ทั้งการที่ผู้รับประโยชน์ได้ใช้ประโยชน์จากคำสั่งทางปกครองและการคุ้มครองประโยชน์ของบุคคลภายนอก
เฉลย ง. ทั้งการที่ผู้รับประโยชน์ได้ใช้ประโยชน์จากคำสั่งทางปกครองและการคุ้มครองประโยชน์ของบุคคลภายนอก
คำอธิบาย: ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วน โดยจะให้มีผลย้อนหลังหรือไม่ย้อนหลังหรือมีผลในอนาคตไปถึงขณะใดขณะหนึ่งตามที่กำหนดได้ แต่ถ้าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งซึ่งเป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้รับ การเพิกถอนต้องคำนึงถึงการคุ้มครองประโยชน์ของบุคคลภายนอกที่สุจริตด้วย และวรรคสอง การเพิกถอนที่มีผลย้อนหลังไปถึงต้นนั้น ให้นำความในมาตรา 51 วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งต้องคำนึงถึงการที่ผู้รับประโยชน์ได้ใช้ประโยชน์จากคำสั่งทางปกครองมากน้อยเพียงใด
28. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่กรณีที่สามารถเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้
ก. การรับเงินค่าปรับภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลา
ข. ผู้ได้รับคำสั่งทางปกครองได้แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริง
ค. ผู้ได้รับคำสั่งทางปกครองรู้ถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองในขณะได้รับคำสั่ง
ง. ผู้ได้รับคำสั่งทางปกครองได้ให้ข้อความที่ไม่ถูกต้องในสาระสำคัญ
เฉลย ก. การรับเงินค่าปรับภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลา
คำอธิบาย: ตามมาตรา 51 การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการให้เงิน หรือให้ทรัพย์สินหรือให้ประโยชน์ที่อาจแบ่งแยกได้ ให้คำนึงถึงความเชื่อโดยสุจริตของผู้รับประโยชน์ ทั้งนี้ ในกรณีข้อ ข. ค. และ ง. ถือเป็นกรณีที่ผู้รับประโยชน์ได้ให้ข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ปกปิดข้อความจริง หรือรู้ถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกรณีเหล่านี้สามารถเพิกถอนย้อนหลังได้ แต่กรณีการรับเงินค่าปรับภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครอง
29. การบังคับทางปกครองเพื่อชำระเงิน ต้องมีหนังสือเตือนให้ผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่า
ก. 7 วัน
ข. 15 วัน
ค. 30 วัน
ง. 60 วัน
เฉลย ก. 7 วัน
คำอธิบาย: ตามมาตรา 57 คำเตือนตามมาตรา 56 ต้องทำเป็นหนังสือระบุมูลเหตุที่จะทำให้ต้องใช้มาตรการบังคับ และระยะเวลาที่ให้ชำระเงินค่าปรับ ชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สิน แต่ต้องไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
30. กรณีที่สามารถงดการบังคับตามคำสั่งทางปกครองไว้ก่อนคือข้อใด
ก. เมื่อมีการฟ้องคดีต่อศาลในเรื่องนั้น
ข. เมื่อมีการร้องขอจากผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครอง
ค. เมื่อมีการอุทธรณ์การบังคับตามคำสั่งทางปกครอง
ง. เมื่อมีการชำระค่าปรับทางปกครองแล้ว
เฉลย ค. เมื่อมีการอุทธรณ์การบังคับตามคำสั่งทางปกครอง
คำอธิบาย: ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองมีอำนาจที่จะพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของตนได้ แต่ต้องมีคำเตือนเป็นหนังสือให้มีการกระทำหรือละเว้นกระทำตามคำสั่งทางปกครองภายในระยะเวลาที่กำหนดตามสมควรแก่กรณี คำเตือนนี้จะกำหนดไปพร้อมกับคำสั่งทางปกครองก็ได้ และวรรคสาม การอุทธรณ์ตามวรรคสองไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ซึ่งแสดงว่าการอุทธรณ์ไม่ได้มีผลทำให้ทุเลาการบังคับโดยอัตโนมัติ แต่เจ้าหน้าที่อาจสั่งให้ทุเลาการบังคับได้
31. เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ชำระเงิน อาจมีคำสั่งให้มีการบังคับโดยวิธีใดได้
ก. การยึดทรัพย์สิน
ข. การอายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สิน
ค. ทั้งการยึดทรัพย์สินและการอายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สิน
ง. ถูกทั้งข้อ ก. และ ข. และรวมถึงการขายทอดตลาดด้วย
เฉลย ง. ถูกทั้งข้อ ก. และ ข. และรวมถึงการขายทอดตลาดด้วย
คำอธิบาย: ตามมาตรา 57 วรรคสอง เจ้าหน้าที่อาจมีคำสั่งให้มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้นั้นและขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินให้ครบถ้วน
32. การที่เจ้าหน้าที่แจ้งคำสั่งด้วยวาจาและมีการบันทึกในรายงานหรือจัดทำเป็นบันทึกแล้ว ให้ถือวันใดเป็นวันที่ผู้นั้นได้รับแจ้งคำสั่งทางปกครอง
ก. วันที่ทำคำสั่ง
ข. วันที่แจ้งด้วยวาจา
ค. วันที่ได้รับสำเนาของบันทึก
ง. วันที่ได้จัดทำบันทึกเสร็จ
เฉลย ข. วันที่แจ้งด้วยวาจา
คำอธิบาย: ตามมาตรา 69 วรรคสอง ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองด้วยวาจา และมีการบันทึกคำสั่งนั้นไว้ ให้ถือวันที่แจ้งคำสั่งนั้นเป็นวันที่ผู้นั้นได้รับแจ้งคำสั่งทางปกครอง
33. คำสั่งทางปกครองอาจกระทำด้วยวาจาได้ในกรณีใด
ก. เมื่อมีเหตุเร่งด่วนและคู่กรณีไม่ติดใจจะให้ทำเป็นหนังสื
ข. เมื่อมีความจำเป็นรีบด่วน
ค. เมื่อเจ้าหน้าที่มีความจำเป็นต้องออกคำสั่งทางปกครองนอกที่ทำการ
ง. ถูกทุกข้อ
เฉลย ง. ถูกทุกข้อ
คำอธิบาย: ตามมาตรา 34 คำสั่งทางปกครองอาจทำเป็นหนังสือหรือวาจาหรือโดยการสื่อความหมายในรูปแบบอื่นก็ได้ แต่ต้องมีข้อความหรือความหมายที่ชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้ โดยทั่วไปจะทำเป็นหนังสือ แต่ในกรณีมีความจำเป็นรีบด่วน การสั่งการด้วยวาจาหรือรูปแบบอื่นจึงทำได้
34. คำสั่งทางปกครองเมื่อใดเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย
ก. เมื่อเจ้าหน้าที่มีอำนาจตามกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง
ข. เมื่อคำสั่งทางปกครองมีเนื้อหาและวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย
ค. เมื่อกระบวนการขั้นตอนในการออกคำสั่งทางปกครองถูกต้องตามรูปแบบ
ง. ถูกทุกข้อ
เฉลย ง. ถูกทุกข้อ
คำอธิบาย: ความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองพิจารณาจากองค์ประกอบความชอบด้วยกฎหมายทั้งภายนอก คือ อำนาจของเจ้าหน้าที่และรูปแบบขั้นตอน และองค์ประกอบความชอบด้วยกฎหมายภายใน คือ เนื้อหาของคำสั่งและวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย
35. ข้อใดไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้คำสั่งทางปกครองไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย
ก. การยกเลิกคำสั่งทางปกครอง
ข. การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง
ค. สิ้นสุดระยะเวลาที่กำหนดในคำสั่งทางปกครอง
ง. เมื่อคู่กรณีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งทางปกครอง
เฉลย ง. เมื่อคู่กรณีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งทางปกครอง
คำอธิบาย: การที่คู่กรณีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งทางปกครองไม่ทำให้คำสั่งทางปกครองไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย เพราะคำสั่งทางปกครองยังคงมีผลอยู่จนกว่าจะสิ้นผลโดยเงื่อนเวลาหรือเงื่อนไขที่กำหนด หรือถูกเพิกถอนหรือยกเลิก ตามมาตรา 42
36. เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการใช้อำนาจตามกฎหมายในกรณีใด
ก. กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
ข. จงใจกระทำการโดยมิชอบ
ค. กระทำโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่
ง. ถูกทุกข้อ
เฉลย ง. ถูกทุกข้อ
คำอธิบาย: ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่เฉพาะเมื่อเป็นการจงใจกระทำเพื่อการเฉพาะตัว หรือจงใจให้เกิดความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น
37. การแจ้งเป็นหนังสือโดยทางไปรษณีย์ตอบรับ ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อใด
ก. เมื่อครบกำหนด 7 วันนับแต่วันส่ง
ข. เมื่อครบกำหนด 7 วันนับแต่วันรับจดหมายไปรษณีย์
ค. เมื่อครบกำหนด 15 วันนับแต่วันส่ง
ง. เมื่อครบกำหนด 15 วันนับแต่วันที่รับทราบการส่ง
เฉลย ก. เมื่อครบกำหนด 7 วันนับแต่วันส่ง
คำอธิบาย: ตามมาตรา 71 การแจ้งเป็นหนังสือโดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อครบกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันส่งสำหรับกรณีภายในประเทศ หรือเมื่อครบกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันส่งสำหรับกรณีส่งไปยังต่างประเทศ
38. คำสั่งที่ไม่ใช่ “คำสั่งทางปกครอง” ตามความหมายของกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง คือข้อใด
ก. การออกใบอนุญาตให้ประกอบกิจการ
ข. การสั่งยุติการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย
ค. การวินิจฉัยอุทธรณ์
ง. การออกกฎกระทรวง
เฉลย ง. การออกกฎกระทรวง
คำอธิบาย: ตามมาตรา 5 คำสั่งทางปกครอง หมายความว่า การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ ซึ่งการออกกฎกระทรวงเป็นการออกกฎ
39. คำสั่งใดต่อไปนี้ไม่เป็นคำสั่งทางปกครองที่ต้องระบุเหตุผลไว้ในคำสั่ง
ก. คำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนให้ข้าราชการตามที่ร้องขอ
ข. คำสั่งไม่ต่อทะเบียนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน
ค. คำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะที่ยังไม่ได้จดทะเบียน
ง. คำสั่งลงโทษทางวินัยไล่ข้าราชการออกจากราชการ
เฉลย ก. คำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนให้ข้าราชการตามที่ร้องขอ
คำอธิบาย: ตามมาตรา 37 วรรคสอง (1) กำหนดว่าไม่จำเป็นต้องระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งทางปกครองในกรณีที่เป็นกรณีที่มีผลตรงตามคำขอและไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอื่น คำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนให้ข้าราชการตามที่ร้องขอจึงไม่จำเป็นต้องระบุเหตุผล
40. คำสั่งทางปกครองข้อใดไม่จำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งลงลายมือชื่อ
ก. คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและมีข้อความที่ชัดเจน
ข. คำสั่งทางปกครองที่กำหนดในกฎกระทรวง
ค. คำสั่งทางปกครองที่ทำโดยระบบอัตโนมัติและผ่านการตรวจสอบแล้ว
ง. ถูกทั้งข้อ ข. และ ค.
เฉลย ง. ถูกทั้งข้อ ข. และ ค.
คำอธิบาย: ตามมาตรา 36 วรรคสอง วรรคสาม ในกรณีที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดแบบไว้ ก็ให้ทำตามแบบนั้น และในกรณีที่คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและต้องมีการลงลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ทำคำสั่งทางปกครอง แต่ถ้าเป็นคำสั่งทางปกครองที่ทำโดยระบบอัตโนมัติ หรือโดยวิธีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง จะไม่ต้องลงลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ก็ได้
41. กรณีที่คำสั่งทางปกครองเกิดจากการฉ้อฉล เจ้าหน้าที่สามารถเพิกถอนคำสั่งนั้นได้ภายในระยะเวลาเท่าใด
ก. 3 เดือนนับแต่วันที่รู้ถึงเหตุในการเพิกถอนคำสั่ง
ข. 90 วันนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการฉ้อฉล
ค. 5 ปีนับแต่วันที่ได้ออกคำสั่งทางปกครอง
ง. 1 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งนั้นได้
เฉลย ง. 1 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งนั้นได้
คำอธิบาย: ตามมาตรา 49 วรรคสอง กำหนดว่าการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองในกรณีเพิกถอนเพราะเหตุอื่น นอกจากกรณีที่เกิดจากการแสดงข้อความเท็จ ปกปิดข้อความจริง ขู่เข็ญ หรือชักจูงใจโดยการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันมิชอบ ให้คำนึงถึงประโยชน์ของบุคคลภายนอกที่ต้องสูญเสียไปด้วย และการเพิกถอนในกรณีที่มีการให้ประโยชน์จากคำสั่งทางปกครองที่เกิดจากฉ้อฉล ต้องกระทำภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รู้ถึงการฉ้อฉลนั้น
42. ข้อใดเป็นสิทธิของคู่กรณีที่ไม่ได้รับโอกาสแสดงความคิดเห็นหรือโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานก่อนที่เจ้าหน้าที่จะออกคำสั่งทางปกครองที่กระทบสิทธิตามมาตรา 30
ก. มีสิทธิขอให้เจ้าหน้าที่พิจารณาใหม่ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
ข. มีสิทธิยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ทันที
ค. มีสิทธิอุทธรณ์ต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปภายใน 30 วัน
ง. มีสิทธิเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครองนั้น
เฉลย ก. มีสิทธิขอให้เจ้าหน้าที่พิจารณาใหม่ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
คำอธิบาย: ตามมาตรา 30 วรรคสอง ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว (ไม่ได้ให้คู่กรณีมีโอกาสได้ทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้ง) ให้คู่กรณีมีสิทธิขอให้เจ้าหน้าที่พิจารณาใหม่ได้โดยยื่นคำขอเช่นว่านั้นภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งทางปกครอง
43. การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองต้องทำอย่างไร
ก. ทำเป็นหนังสือโดยระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงพร้อมเหตุผล
ข. ทำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้โดยระบุเหตุผลว่าคำสั่งทางปกครองไม่ถูกต้อง
ค. ทำเป็นหนังสือระบุคำขอที่ต้องการให้แก้ไขเปลี่ยนแปลง
ง. ทำเป็นหนังสือระบุว่าประสงค์จะโต้แย้งคำสั่งทางปกครองนั้นต่อศาลปกครอง
เฉลย ก. ทำเป็นหนังสือโดยระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงพร้อมเหตุผล
คำอธิบาย: ตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง ให้คู่กรณีอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว และมาตรา 45 วรรคหนึ่ง คำอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือโดยระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่อ้างอิงประกอบด้วย
44. กรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นคู่สัญญากับเอกชน และได้ใช้สัญญาสำเร็จรูป ระหว่างเจ้าหน้าที่กับเอกชน กฎหมายที่นำมาใช้บังคับคือกฎหมายใด
ก. พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
ข. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ค. พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
ง. พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
เฉลย ก. พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
คำอธิบาย: เนื่องจากเป็นสัญญาสำเร็จรูประหว่างเจ้าหน้าที่กับเอกชน ซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง ไม่ใช่สัญญาทางปกครอง จึงอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 (พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองไม่นำมาใช้กับการใช้อำนาจของรัฐกับเอกชนในฐานะคู่สัญญาทางแพ่ง)
Review ลูกค้า
กรุงเทพมหานคร กทม.68
แนวข้อสอบพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

