แบบทดสอบ
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550
ข้อ 1. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 มีผลบังคับใช้เมื่อใด
ก. เมื่อพ้นกำหนด 30 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข. เมื่อพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ค. เมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ง. เมื่อพ้นกำหนด 120 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข้อ 2. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่เท่าใด
ก. 14 กรกฎาคม 2550
ข. 14 สิงหาคม 2550
ค. 14 กันยายน 2550
ง. 14 ตุลาคม 2550
ข้อ 3. “ความรุนแรงในครอบครัว” ตามมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 หมายความว่าอย่างไร
ก. การทำร้ายร่างกายบุคคลในครอบครัวเท่านั้น
ข. การทำร้ายร่างกายและจิตใจบุคคลในครอบครัวเท่านั้น
ค. การกระทำใดๆ โดยมุ่งประสงค์ให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพของบุคคลในครอบครัว
ง. การกระทำที่ผิดกฎหมายอาญาต่อบุคคลในครอบครัวเท่านั้น
ข้อ 4. ผู้ใดมีหน้าที่แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อพบเห็นการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว
ก. ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเท่านั้น
ข. ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว หรือผู้ที่พบเห็นหรือทราบ
ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น
ง. ญาติของผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเท่านั้น
ข้อ 5. การแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อพบเห็นการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว หากกระทำโดยสุจริตจะได้รับความคุ้มครองอย่างไร
ก. ไม่ต้องรับผิดทางแพ่งเท่านั้น
ข. ไม่ต้องรับผิดทางอาญาเท่านั้น
ค. ไม่ต้องรับผิดทางปกครองเท่านั้น
ง. ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง
ข้อ 6. รูปแบบใดสามารถใช้ในการแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อพบเห็นการกระทำความรุนแรงในครอบครัว
ก. แจ้งด้วยวาจาเท่านั้น
ข. แจ้งเป็นหนังสือเท่านั้น
ค. แจ้งทางโทรศัพท์เท่านั้น
ง. แจ้งได้ทั้งด้วยวาจา เป็นหนังสือ ทางโทรศัพท์ อีเมล หรือวิธีการอื่นๆ
ข้อ 7. มาตรา 4 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 กำหนดโทษสูงสุดสำหรับผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวไว้อย่างไร
ก. จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 3,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข. จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ค. จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ง. จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข้อ 8. เจตนารมณ์หลักของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 คืออะไร
ก. มุ่งลงโทษผู้กระทำความผิดให้หนักกว่าประมวลกฎหมายอาญา
ข. มุ่งแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดและปกป้องคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง
ค. มุ่งทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัวที่มีความรุนแรง
ง. มุ่งแยกผู้กระทำผิดออกจากครอบครัวโดยเด็ดขาด
ข้อ 9. ในกรณีที่ศาลพิพากษาว่ามีการกระทำความรุนแรงในครอบครัว ศาลมีอำนาจกำหนดให้ใช้วิธีการใดเพื่อบรรเทาทุกข์แก่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง
ก. ต้องกำหนดโทษจำคุกเท่านั้น
ข. ต้องกำหนดโทษปรับเท่านั้น
ค. ต้องกำหนดทั้งโทษจำคุกและปรับเท่านั้น
ง. มีอำนาจกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ตามที่เห็นสมควร
ข้อ 10. ศาลใดมีอำนาจในการพิจารณาคดีความรุนแรงในครอบครัว
ก. ศาลอาญาเท่านั้น
ข. ศาลแพ่งเท่านั้น
ค. ศาลเยาวชนและครอบครัว
ง. ศาลทหารเท่านั้น
ข้อ 11. “เงินช่วยเหลือบรรเทาทุกข์” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 หมายถึงอะไร
ก. เงินที่รัฐจ่ายให้แก่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงทุกราย
ข. ค่าทดแทนความเสียหายเบื้องต้นสำหรับเงินหรือทรัพย์สินที่สูญเสียไป
ค. เงินที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จัดสรรให้
ง. เงินที่ผู้กระทำความรุนแรงต้องจ่ายให้ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ตายตัว
ข้อ 12. ใครมีอำนาจในการออกคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวแก่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว
ก. พนักงานฝ่ายปกครองเท่านั้น
ข. พนักงานสอบสวนเท่านั้น
ค. พนักงานอัยการเท่านั้น
ง. ศาล
ข้อ 13. ในระหว่างการสอบสวนหรือพิจารณาคดี ศาลมีอำนาจในการออกคำสั่งอย่างไรหากมีเหตุการณ์หรือพฤติการณ์เกี่ยวกับผู้กระทำความรุนแรงเปลี่ยนแปลงไป
ก. ต้องยกฟ้องทันที
ข. ต้องพิพากษาลงโทษสถานหนักทันที
ค. มีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลง หรือเพิกถอนคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์
ง. ต้องโอนคดีไปยังศาลที่มีเขตอำนาจเหนือกว่า
ข้อ 14. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 คดีความรุนแรงในครอบครัวมีลักษณะแตกต่างจากคดีอาญาทั่วไปอย่างไร
ก. ต้องมีการตั้งทนายความให้จำเลยเสมอ
ข. ต้องพิจารณาเป็นการลับเสมอ
ค. มีวิธีการในการดำเนินคดีที่แตกต่าง โดยมุ่งให้ผู้กระทำผิดกลับตัวและยับยั้งการกระทำซ้ำ
ง. ต้องมีการไกล่เกลี่ยเสมอ
ข้อ 15. อายุความฟ้องคดีความรุนแรงในครอบครัวกำหนดไว้เท่าใด
ก. 1 เดือนนับแต่วันที่ผู้ถูกกระทำรู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
ข. 3 เดือนนับแต่วันที่ผู้ถูกกระทำรู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
ค. 6 เดือนนับแต่วันที่ผู้ถูกกระทำรู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
ง. 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ถูกกระทำรู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
ข้อ 16. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 หากผู้กระทำความรุนแรงฝ่าฝืนคำสั่งคุ้มครองของศาล มีโทษอย่างไร
ก. ไม่มีโทษเพราะเป็นเพียงคำสั่งทางแพ่ง
ข. จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ค. จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 3,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ง. จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข้อ 17. บุคคลใดบ้างที่อาจได้รับการคุ้มครองภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550
ก. เฉพาะคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสเท่านั้น
ข. เฉพาะเด็กและเยาวชนในครอบครัวเท่านั้น
ค. เฉพาะผู้หญิงที่ถูกสามีทำร้ายเท่านั้น
ง. บุคคลในครอบครัวทุกคน รวมถึงคู่สมรส บุตร บิดามารดา และญาติที่อาศัยอยู่ร่วมกัน
ข้อ 18. การร้องขอคุ้มครองสวัสดิภาพ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 สำหรับผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว สามารถยื่นต่อศาลใด
ก. เฉพาะศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่เท่านั้น
ข. เฉพาะศาลที่เกิดเหตุความรุนแรงขึ้นเท่านั้น
ค. ศาลเยาวชนและครอบครัวที่ผู้ร้องมีถิ่นที่อยู่ หรือมีภูมิลำเนา หรือในเขตอำนาจศาลที่เกิดเหตุ
ง. ศาลใดก็ได้ในประเทศไทย
ข้อ 19. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ตราขึ้นเมื่อใด
ก. พ.ศ. 2549
ข. พ.ศ. 2550
ค. พ.ศ. 2551
ง. พ.ศ. 2552
ข้อ 20. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ศาลสามารถกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในช่วงเวลาใด
ก. เฉพาะก่อนการสอบสวนเท่านั้น
ข. เฉพาะหลังมีคำพิพากษาเท่านั้น
ค. ในระหว่างการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี
ง. เฉพาะเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วเท่านั้น
ข้อ 21. หน่วยงานใดเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550
ก. กระทรวงมหาดไทย
ข. กระทรวงยุติธรรม
ค. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ง. สำนักนายกรัฐมนตรี
ข้อ 22. กรณีใดไม่ถือเป็นความรุนแรงในครอบครัวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550
ก. สามีบังคับภรรยาให้มีเพศสัมพันธ์ทั้งที่ภรรยาไม่ยินยอม
ข. มารดาดุด่าบุตรอย่างรุนแรงทำให้เกิดความเสียหายทางจิตใจอย่างร้ายแรง
ค. บิดาตักเตือนบุตรด้วยวาจาด้วยความรักและห่วงใย
ง. ญาติผู้ใหญ่ทอดทิ้งผู้สูงอายุในครอบครัวโดยไม่ดูแล
ข้อ 23. ในการร้องทุกข์กรณีความรุนแรงในครอบครัว ผู้เสียหายสามารถถอนการร้องทุกข์ได้หรือไม่
ก. ไม่ได้ เพราะเป็นคดีอาญาแผ่นดิน
ข. ไม่ได้ เพราะเป็นคดีที่ไม่สามารถยอมความได้
ค. ได้ เพราะเป็นคดีความผิดอันยอมความได้
ง. ได้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากอัยการสูงสุดเท่านั้น
ข้อ 24. ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในเคหสถานเพื่อสอบถามผู้กระทำความรุนแรงเมื่อใด
ก. ทุกกรณีโดยไม่ต้องมีหมายค้น
ข. เมื่อมีการร้องทุกข์ว่ามีการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว
ค. เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว
ง. เมื่อมีการจับกุมผู้กระทำความผิดแล้วเท่านั้น
ข้อ 25. ในการพิจารณาคดีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ศาลพึงคำนึงถึงสิ่งใดเป็นสำคัญ
ก. ผลประโยชน์ของผู้กระทำความผิดเป็นหลัก
ข. ผลประโยชน์ของสังคมโดยรวมเป็นหลัก
ค. การลงโทษผู้กระทำความผิดให้หนักที่สุดเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง
ง. การรักษาความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว
ข้อ 26. หากพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่ามีการกระทำความรุนแรงในครอบครัว พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจทำอะไรได้บ้าง
ก. จับกุมผู้กระทำความผิดทันทีโดยไม่ต้องมีหมายจับ
ข. จัดให้ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงเข้ารับการตรวจรักษาจากแพทย์
ค. ประนีประนอมคู่กรณีและสั่งให้คดียุติ
ง. ถูกทั้งข้อ ก. และ ข.
ข้อ 27. ในกรณีที่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ผู้ใดมีอำนาจดำเนินการแทนผู้เสียหาย
ก. ผู้แทนโดยชอบธรรม ญาติ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่
ข. เฉพาะบิดามารดาที่มีอำนาจปกครองเท่านั้น
ค. เฉพาะผู้อนุบาลที่ศาลแต่งตั้งเท่านั้น
ง. เฉพาะพนักงานอัยการเท่านั้น
ข้อ 28. ในการพิจารณาคดีความรุนแรงในครอบครัว เมื่อศาลเห็นว่าสามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ ศาลอาจสั่งการอย่างไร
ก. ลงโทษจำคุกผู้กระทำความผิดทุกกรณี
ข. ยกฟ้องคดีทุกกรณี
ค. กำหนดให้ผู้กระทำความผิดชดใช้เงินช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ผู้เสียหาย
ง. กำหนดเงื่อนไขให้ผู้กระทำความผิดต้องเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูหรือทำงานบริการสาธารณะ
ข้อ 29. กรณีใดที่ศาลสามารถสั่งห้ามผู้กระทำความรุนแรงเข้าใกล้ที่อยู่อาศัยของครอบครัวได้
ก. เมื่อเห็นว่าผู้กระทำความรุนแรงอาจก่อเหตุซ้ำอีก
ข. เมื่อมีการยื่นคำร้องขอจากผู้ถูกกระทำเท่านั้น
ค. เมื่อมีการจับกุมผู้กระทำความผิดได้เท่านั้น
ง. เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วเท่านั้น
ข้อ 30. “เงินช่วยเหลือบรรเทาทุกข์” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ครอบคลุมถึงสิ่งใดบ้าง
ก. ค่าเสียหายทางจิตใจเท่านั้น
ข. ค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น
ค. รายได้ที่สูญเสียไป ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการหาที่อยู่ใหม่ และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็น
ง. เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลตามอัตราที่กำหนดไว้ตายตัว
Review ลูกค้า
เฉลยแบบทดสอบ
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550
1. ค. เมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
2. ข. 14 สิงหาคม 2550
3. ค. การกระทำใดๆ โดยมุ่งประสงค์ให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพของบุคคลในครอบครัว
4. ข. ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว หรือผู้ที่พบเห็นหรือทราบ
5. ง. ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง
6. ง. แจ้งได้ทั้งด้วยวาจา เป็นหนังสือ ทางโทรศัพท์ อีเมล หรือวิธีการอื่นๆ
7. ข. จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
8. ข. มุ่งแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดและปกป้องคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง
9. ง. มีอำนาจกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ตามที่เห็นสมควร
10. ค. ศาลเยาวชนและครอบครัว
11. ข. ค่าทดแทนความเสียหายเบื้องต้นสำหรับเงินหรือทรัพย์สินที่สูญเสียไป
12. ง. ศาล
13. ค. มีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลง หรือเพิกถอนคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์
14. ค. มีวิธีการในการดำเนินคดีที่แตกต่าง โดยมุ่งให้ผู้กระทำผิดกลับตัวและยับยั้งการกระทำซ้ำ
15. ข. 3 เดือนนับแต่วันที่ผู้ถูกกระทำรู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
16. ค. จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 3,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
17. ง. บุคคลในครอบครัวทุกคน รวมถึงคู่สมรส บุตร บิดามารดา และญาติที่อาศัยอยู่ร่วมกัน
18. ค. ศาลเยาวชนและครอบครัวที่ผู้ร้องมีถิ่นที่อยู่ หรือมีภูมิลำเนา หรือในเขตอำนาจศาลที่เกิดเหตุ
19. ข. พ.ศ. 2550
20. ค. ในระหว่างการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี
21. ค. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
22. ค. บิดาตักเตือนบุตรด้วยวาจาด้วยความรักและห่วงใย
23. ค. ได้ เพราะเป็นคดีความผิดอันยอมความได้
24. ค. เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว
25. ง. การรักษาความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว
26. ง. ถูกทั้งข้อ ก. และ ข.
27. ก. ผู้แทนโดยชอบธรรม ญาติ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่
28. ง. กำหนดเงื่อนไขให้ผู้กระทำความผิดต้องเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูหรือทำงานบริการสาธารณะ
29. ก. เมื่อเห็นว่าผู้กระทำความรุนแรงอาจก่อเหตุซ้ำอีก
30. ค. รายได้ที่สูญเสียไป ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการหาที่อยู่ใหม่ และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็น
พี่เลี้ยง กรมกิจการเด็กและเยาวชน
นิติกร กรมกิจการเด็กและเยาวชน
นักพัฒนาสังคม กรมกิจการเด็กและเยาวชน
นักพัฒนาการเด็ก กรมกิจการเด็กและเยาวชน
นักทรัพยากรบุคคล กรมกิจการเด็กและเยาวชน
นักจิตวิทยา กรมกิจการเด็กและเยาวชน
เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล กรมกิจการเด็กและเยาวชน
ครูฝึกสงเคราะห์ ชั้น 3 กรมกิจการเด็กและเยาวชน
แบบทดสอบ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550

