สรุป แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยความพิการให้คนพิการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562

ระเบียบกระทรวงมหาดไทย
ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยความพิการให้คนพิการ
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562

ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดทั้งหมดของระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้ โดยครอบคลุมทุกประเด็นสำคัญ:

1. ที่มาและหลักการพื้นฐาน

ระเบียบฉบับนี้ออกโดยกระทรวงมหาดไทย มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยความพิการให้แก่คนพิการโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งเป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ
ระเบียบนี้ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาหลายครั้ง โดยฉบับแรกประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2553 และมีการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งล่าสุดในฉบับที่ 4 พ.ศ. 2562 ซึ่งมุ่งเน้นการปรับปรุงอัตราการจ่ายเงินและหลักเกณฑ์บางประการให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

2. คำนิยามสำคัญ

ระเบียบได้กำหนดคำนิยามสำคัญไว้ดังนี้:

• “คนพิการ” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม เนื่องจากมีความบกพร่องทางการเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญา การเรียนรู้ หรือความบกพร่องอื่นใด ประกอบกับมีอุปสรรคในด้านต่างๆ และมีความจำเป็นพิเศษที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือด้านหนึ่งด้านใด เพื่อให้สามารถปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมได้อย่างบุคคลทั่วไป

• “ผู้ดูแลคนพิการ” หมายความว่า บิดา มารดา บุตร สามี ภรรยา ญาติ พี่น้อง หรือบุคคลอื่นใดที่รับดูแลหรืออุปการะคนพิการ

• “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” หมายความว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง

3. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเบี้ยความพิการ

คนพิการที่จะมีสิทธิได้รับเบี้ยความพิการตามระเบียบนี้ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้:

1. มีสัญชาติไทย
2. มีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่ในเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยื่นคำขอ
3. มีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
4. ไม่เป็นบุคคลซึ่งอยู่ในความอุปการะของสถานสงเคราะห์ของรัฐ

สำหรับคนพิการที่ได้รับเบี้ยความพิการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหนึ่งแล้ว จะไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยความพิการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นอีก ยกเว้นกรณีที่ได้ย้ายทะเบียนบ้านออกจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดิม

4. การลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการ

การลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการมีรายละเอียดดังนี้:

1. คนพิการที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดสามารถยื่นคำขอลงทะเบียนขอรับเงินเบี้ยความพิการด้วยตนเองต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนมีภูมิลำเนา ณ ที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสถานที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด

2. ในกรณีที่คนพิการไม่สามารถไปลงทะเบียนด้วยตนเองได้ อาจมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้ดูแลคนพิการหรือบุคคลอื่นเป็นผู้ยื่นคำขอแทนก็ได้

3. กรณีคนพิการเป็นผู้เยาว์ ซึ่งมีผู้แทนโดยชอบธรรม คนเสมือนไร้ความสามารถหรือคนไร้ความสามารถ ให้ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาลแล้วแต่กรณี ยื่นคำขอแทนโดยแสดงหลักฐานการเป็นผู้แทนดังกล่าว

4. การยื่นคำขอลงทะเบียนรับเงินเบี้ยความพิการ คนพิการหรือผู้ยื่นคำขอแทนต้องแสดงความประสงค์ขอรับเงินเบี้ยความพิการโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้:

– รับเงินสดด้วยตนเอง
– รับเงินสดโดยผู้รับมอบอำนาจจากคนพิการ
– โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารในนามคนพิการหรือในนามผู้ดูแลคนพิการ

5. การลงทะเบียนขอรับเงินเบี้ยความพิการให้ดำเนินการภายในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประกาศรับลงทะเบียนคนพิการทั้งรายเก่าและรายใหม่ภายในเดือนตุลาคมของทุกปี โดยให้คนพิการที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมาแสดงตนเพื่อยืนยันความประสงค์จะขอรับเงินเบี้ยความพิการต่อไป พร้อมทั้งหลักฐานแสดงตนและรับรองว่ายังคงมีความพิการอยู่

6. กรณีคนพิการซึ่งได้รับเงินเบี้ยความพิการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหนึ่ง และย้ายภูมิลำเนาไปอยู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ให้คนพิการนั้นลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการด้วยตนเองต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่นับแต่วันที่ย้ายแต่ไม่เกินเดือนพฤศจิกายนของปีนั้น

5. เอกสารหลักฐานประกอบการยื่นคำขอ

การยื่นคำขอลงทะเบียนรับเงินเบี้ยความพิการ คนพิการหรือผู้ยื่นคำขอแทนต้องแสดงเอกสารหลักฐาน ดังต่อไปนี้:

1. บัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

2. ทะเบียนบ้านที่ระบุว่าคนพิการมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยื่นคำขอ3. สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพร้อมสำเนา (กรณีที่ผู้ขอรับเงินเบี้ยความพิการประสงค์ขอรับเงินผ่านธนาคาร)

4. บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่ายพร้อมสำเนาของผู้ดูแลคนพิการ (กรณียื่นคำขอแทน)

5. สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพร้อมสำเนาของผู้ดูแลคนพิการ (กรณีที่คนพิการเป็นผู้เยาว์ซึ่งมีผู้แทนโดยชอบ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ หรือคนไร้ความสามารถ ให้ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาล แล้วแต่กรณี การยื่นคำขอแทนต้องแสดงหลักฐานการเป็นผู้แทนดังกล่าว)

6. อัตราและวิธีการจ่ายเงินเบี้ยความพิการ

ตามการแก้ไขในฉบับที่ 4 พ.ศ. 2562 คนพิการมีสิทธิได้รับเบี้ยความพิการเป็นรายเดือน ในอัตราเดือนละ 800 บาท (เพิ่มจากเดิม 500 บาท) โดยการจ่ายเงินมีวิธีการดังนี้:

1. การจ่ายเงินเบี้ยความพิการให้แก่คนพิการ ให้จ่ายภายในวันที่ 10 ของทุกเดือน โดยจ่ายเป็นเงินสดหรือโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารตามที่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการได้แจ้งความประสงค์ไว้

2. การจ่ายเงินเบี้ยความพิการให้แก่คนพิการที่ได้ลงทะเบียนไว้แล้ว ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจ่ายเงินให้ภายในเดือนถัดไป โดยคนพิการที่ยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการภายในวันที่ 1-30 พฤศจิกายนในปีงบประมาณใด ให้มีสิทธิรับเงินเบี้ยความพิการในปีงบประมาณถัดไป

3. การโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ให้เป็นไปตามที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดหรือตามที่ตกลงกันเป็นอย่างอื่น

4. หากคนพิการเสียชีวิตระหว่างเดือน ให้จ่ายเงินเบี้ยความพิการเต็มเดือนในเดือนที่เสียชีวิต

7. การสิ้นสุดการได้รับเงินเบี้ยความพิการ

สิทธิของคนพิการในการได้รับเงินเบี้ยความพิการจะสิ้นสุดลงในกรณีดังต่อไปนี้:

1. ตาย

2. ขาดคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในระเบียบ

3. แจ้งสละสิทธิการรับเงินเบี้ยความพิการเป็นหนังสือต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนมีสิทธิได้รับเบี้ยความพิการ

กรณีสิทธิได้รับเงินเบี้ยความพิการสิ้นสุดลงตามข้อ 1 ให้จ่ายเงินเบี้ยความพิการให้กับผู้มีชื่อร่วมเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร สำหรับในเดือนที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยความพิการตายหรือในกรณีที่ไม่มีผู้มีชื่อร่วมเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาวิธีการจ่ายเงินเบี้ยความพิการให้แก่ผู้พิการที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้มีสิทธิได้รับ เงินเบี้ยความพิการแทนก่อน หรือจ่ายให้กับบุคคลที่จัดการพิธีศพ

8. การตรวจสอบและการจัดทำทะเบียน

ภายใต้ระเบียบนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ในการตรวจสอบและจัดทำทะเบียนคนพิการที่มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยความพิการ ดังนี้:

1. ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำทะเบียนรายชื่อคนพิการที่มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยความพิการ

2. ต้องตรวจสอบสถานะของคนพิการและหลักฐานที่ใช้ประกอบในการขอรับเงินเบี้ยความพิการ

3. ต้องตรวจสอบและยืนยันว่าคนพิการยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันการทุจริต

4. หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ ของคนพิการ ให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการแจ้งต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนมีภูมิลำเนาทราบโดยเร็ว

9. การแก้ไขเพิ่มเติมในฉบับที่ 4 พ.ศ. 2562

การแก้ไขเพิ่มเติมในฉบับที่ 4 พ.ศ. 2562 มีประเด็นสำคัญดังนี้:

1. ปรับเพิ่มอัตราเงินเบี้ยความพิการจากเดิม 500 บาท เป็น 800 บาทต่อเดือน

2. ปรับปรุงวิธีการและกระบวนการจ่ายเงินเบี้ยความพิการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิในการรับเงินเบี้ยความพิการในกรณีที่คนพิการเสียชีวิต

4. ปรับปรุงเงื่อนไขในการลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินเบี้ยความพิการให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากขึ้น

10. ข้อยกเว้นและกรณีพิเศษ

นอกจากหลักเกณฑ์ทั่วไปแล้ว ระเบียบยังระบุถึงข้อยกเว้นและกรณีพิเศษ ดังนี้:

1. กรณีที่คนพิการย้ายภูมิลำเนา ให้คนพิการแจ้งต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดิมที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดิมแจ้งต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่คนพิการย้ายไปอยู่ใหม่ เพื่อให้ได้รับเงินเบี้ยความพิการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่ในเดือนถัดไป

2. กรณีคนพิการที่ได้รับเงินเบี้ยความพิการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหนึ่งแล้ว ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ให้คนพิการนั้นลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการด้วยตนเองต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่นับแต่วันที่ย้ายแต่ไม่เกินเดือนพฤศจิกายนของปีนั้น

3. กรณีคนพิการที่มีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ และมีบัตรประจำตัวคนพิการ สามารถยื่นคำขอจดทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการด้วยตนเองได้ เพื่อรับเงินเบี้ยความพิการในเดือนถัดไป

11. การเบิกจ่ายงบประมาณและการอุดหนุน

การเบิกจ่ายงบประมาณและการอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสนับสนุนการสงเคราะห์เบี้ยความพิการ มีรายละเอียดดังนี้:

1. รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำหรับดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการจ่ายเงินเบี้ยความพิการตามระเบียบนี้

2. ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นติดตามผลการดำเนินงานและตรวจสอบเอกสารหลักฐานการเบิกจ่ายให้ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

3. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจตั้งงบประมาณของตนเองเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนในการจ่ายเงินเบี้ยความพิการให้แก่คนพิการในเขตพื้นที่นอกเหนือจากเงินอุดหนุนที่ได้รับจากรัฐบาล

12. การติดตามและประเมินผล

เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ระเบียบนี้กำหนดให้มีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน ดังนี้:

1. ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำรายงานผลการดำเนินงานการจ่ายเงินเบี้ยความพิการให้แก่คนพิการตามแบบที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนด

2. ให้จังหวัดรวบรวมและติดตามผลการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ และรายงานผลต่อกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

3. ให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นรวบรวมและสรุปผลการดำเนินงานในภาพรวมและรายงานต่อกระทรวงมหาดไทย

ระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้ได้มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ โดยการสนับสนุนทางการเงินเพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวัน และเป็นการส่งเสริมให้คนพิการสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่กำหนดให้รัฐต้องจัดสวัสดิการให้คนพิการมีความเป็นอยู่ที่ดีและสามารถพึ่งตนเองได้

แนวข้อสอบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยความพิการ

1. ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยความพิการฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 คนพิการมีสิทธิได้รับเบี้ยความพิการในอัตราเท่าใด

ก. 500 บาทต่อเดือน
ข. 600 บาทต่อเดือน
ค. 800 บาทต่อเดือน
ง. 1,000 บาทต่อเดือน

2. คนพิการที่จะได้รับเบี้ยความพิการต้องมีคุณสมบัติใดบ้าง

ก. มีสัญชาติไทยและมีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมาย
ข. มีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่ในเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยื่นคำขอ
ค. ไม่เป็นบุคคลซึ่งอยู่ในความอุปการะของสถานสงเคราะห์ของรัฐ
ง. ถูกทุกข้อ

3. การลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการตามระเบียบนี้ให้คนพิการลงทะเบียนและยื่นคำขอเมื่อใด

ก. เดือนมกราคมของทุกปี
ข. เดือนตุลาคมของทุกปี
ค. ภายในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี
ง. ได้ตลอดทั้งปี

4. คนพิการซึ่งมีอายุครบกี่ปีบริบูรณ์ สามารถยื่นคำขอลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการด้วยตนเองได้

ก. 15 ปีบริบูรณ์
ข. 18 ปีบริบูรณ์
ค. 20 ปีบริบูรณ์
ง. 25 ปีบริบูรณ์

5. กรณีคนพิการไม่สามารถมาลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการด้วยตนเองได้ ใครสามารถยื่นคำขอแทนได้

ก. ผู้ดูแลคนพิการเท่านั้น
ข. ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาลเท่านั้น
ค. บุคคลที่คนพิการมอบอำนาจให้เป็นผู้ดำเนินการแทน
ง. ข้อ ก. และ ข. ถูก

6. การจ่ายเงินเบี้ยความพิการให้แก่คนพิการตามระเบียบนี้ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจ่ายเป็นรายเดือน ภายในกี่วันของเดือน

ก. ภายในวันที่ 5
ข. ภายในวันที่ 10
ค. ภายในวันที่ 15
ง. ภายในวันที่ 20

7. กรณีคนพิการที่ได้รับเงินเบี้ยความพิการย้ายภูมิลำเนา ให้คนพิการแจ้งต่อใครเพื่อให้ได้รับเงินเบี้ยความพิการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่

ก. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดิม
ข. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใหม่
ค. จังหวัดที่มีภูมิลำเนาใหม่
ง. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

8. สิทธิของคนพิการในการได้รับเงินเบี้ยความพิการสิ้นสุดลงในกรณีใด

ก. ตาย
ข. ขาดคุณสมบัติตามที่ระเบียบกำหนด
ค. แจ้งสละสิทธิการขอรับเงินเบี้ยความพิการเป็นหนังสือต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ง. ถูกทุกข้อ

9. ในกรณีที่คนพิการตาย ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจ่ายเงินเบี้ยความพิการอย่างไร

ก. จ่ายเงินเบี้ยความพิการให้ครึ่งเดือนในเดือนที่เสียชีวิต
ข. ระงับการจ่ายเบี้ยความพิการในเดือนที่เสียชีวิตทันที
ค. จ่ายเงินเบี้ยความพิการเต็มเดือนในเดือนที่เสียชีวิต
ง. จ่ายเงินเบี้ยความพิการตามสัดส่วนจำนวนวันที่มีชีวิตอยู่ในเดือนนั้น

10. คนพิการที่ได้รับเงินเบี้ยความพิการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหนึ่งแล้ว จะมีสิทธิได้รับเงินเบี้ยความพิการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นอีกหรือไม่

ก. ได้ หากมีความพิการมากกว่า 1 ประเภท
ข. ได้ หากยังไม่ได้รับเงินเบี้ยความพิการครบตามจำนวนที่ระเบียบกำหนด
ค. ไม่ได้ ยกเว้นกรณีที่ได้ย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น
ง. ได้ หากอาศัยอยู่จริงในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น

11. คนพิการต้องเตรียมเอกสารหลักฐานใดบ้างในการยื่นคำขอลงทะเบียนรับเงินเบี้ยความพิการ

ก. บัตรประจำตัวคนพิการและทะเบียนบ้าน
ข. บัตรประจำตัวคนพิการ ทะเบียนบ้าน และสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร
ค. บัตรประจำตัวคนพิการ ทะเบียนบ้าน สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร และใบรับรองแพทย์
ง. บัตรประจำตัวคนพิการ ทะเบียนบ้าน สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร และบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ดูแล

12. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามระเบียบนี้หมายความว่าอย่างไร

ก. องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล
ข. องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และกรุงเทพมหานคร
ค. องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา
ง. องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง

13. การลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการ คนพิการหรือผู้ยื่นคำขอแทนสามารถแสดงความประสงค์ขอรับเงินโดยวิธีใดได้บ้าง

ก. รับเงินสดด้วยตนเองเท่านั้น
ข. รับเงินสดด้วยตนเอง หรือโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารในนามคนพิการ
ค. รับเงินสดด้วยตนเอง รับเงินสดโดยผู้รับมอบอำนาจ หรือโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารในนามคนพิการ
ง. รับเงินสดด้วยตนเอง รับเงินสดโดยผู้รับมอบอำนาจ โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารในนามคนพิการ หรือโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารในนามผู้ดูแลคนพิการ

14. คนพิการที่ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ต้องดำเนินการขอรับเงินเบี้ยความพิการอย่างไร

ก. ลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการด้วยตนเองต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่ภายใน 7 วัน
ข. ลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการด้วยตนเองต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่ภายใน 15 วัน
ค. ลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการด้วยตนเองต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่นับแต่วันที่ย้ายแต่ไม่เกินเดือนพฤศจิกายนของปีนั้น
ง. ถูกทุกข้อ

15. คนพิการที่ยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการภายในวันที่ 1 – 30 พฤศจิกายนในปีงบประมาณใด ให้มีสิทธิรับเงินเบี้ยความพิการในปีงบประมาณใด

ก. ปีงบประมาณนั้น
ข. ปีงบประมาณถัดไป
ค. ปีงบประมาณปัจจุบัน
ง. ปีงบประมาณที่แล้ว

16. หน่วยงานใดมีหน้าที่ในการประกาศรับลงทะเบียนคนพิการที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์

ก. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ข. จังหวัด
ค. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ง. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

17. กรณีคนพิการเป็นผู้เยาว์ซึ่งมีผู้แทนโดยชอบธรรม คนเสมือนไร้ความสามารถหรือคนไร้ความสามารถ การยื่นคำขอลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการให้ดำเนินการอย่างไร

ก. คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการเป็นผู้ยื่นคำขอ
ข. ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาลแล้วแต่กรณีเป็นผู้ยื่นคำขอแทน
ค. คนพิการยื่นคำขอเองได้เมื่ออายุครบ 15 ปีบริบูรณ์
ง. ผู้ใดก็ได้ที่คนพิการไว้วางใจเป็นผู้ยื่นคำขอ

18. กรณีที่คนพิการมีความประสงค์จะรับเงินเบี้ยความพิการผ่านบัญชีเงินฝากธนาคาร หากคนพิการเสียชีวิตก่อนที่จะได้รับเงิน ให้ดำเนินการอย่างไร

ก. เงินเบี้ยความพิการตกเป็นของรัฐ
ข. จ่ายเงินเบี้ยความพิการให้กับผู้ที่มีชื่อร่วมเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารของคนพิการที่เสียชีวิต
ค. ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาจ่ายเงินเบี้ยความพิการให้กับผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากคนพิการก่อนเสียชีวิต หรือจ่ายให้กับบุคคลที่จัดการพิธีศพ
ง. ข้อ ข. และ ค. ถูก

19. หากคนพิการเปลี่ยนแปลงที่อยู่หรือย้ายภูมิลำเนา จะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด

ก. แจ้งต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดิมที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียน
ข. นำหลักฐานการย้ายภูมิลำเนามาแสดงต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่เพื่อลงทะเบียน
ค. ยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่
ง. แจ้งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเพื่อให้โอนเงินเบี้ยความพิการมายังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใหม่

20. ผู้ใดเป็นผู้รักษาการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยความพิการให้คนพิการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562

ก. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ง. อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น


คำอธิบายเฉลยข้อสอบระเบียบเบี้ยความพิการ

ข้อ 1 คำตอบที่ถูกต้อง: ค. 800 บาทต่อเดือน

ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยความพิการให้คนพิการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 ได้มีการปรับปรุงอัตราการจ่ายเงินเบี้ยความพิการจากเดิมที่กำหนดไว้ในฉบับก่อนหน้า ซึ่งเคยกำหนดไว้ที่ 500 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้นเป็น 800 บาทต่อเดือน การปรับเพิ่มอัตราเบี้ยความพิการนี้เป็นหนึ่งในสาระสำคัญของการแก้ไขระเบียบในฉบับที่ 4 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป

ข้อ 2 คำตอบที่ถูกต้อง: ง. ถูกทุกข้อ

คนพิการที่จะมีสิทธิได้รับเบี้ยความพิการตามระเบียบนี้ต้องมีคุณสมบัติครบทุกข้อ ได้แก่ (1) มีสัญชาติไทย (2) มีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (3) มีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่ในเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยื่นคำขอ และ (4) ไม่เป็นบุคคลซึ่งอยู่ในความอุปการะของสถานสงเคราะห์ของรัฐ คุณสมบัติเหล่านี้เป็นเงื่อนไขบังคับที่ต้องมีครบถ้วนจึงจะมีสิทธิได้รับเบี้ยความพิการ

ข้อ 3 คำตอบที่ถูกต้อง:  ค. ภายในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี

ระเบียบกำหนดให้การลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการให้ดำเนินการภายในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องประกาศรับลงทะเบียนคนพิการทั้งรายเก่าและรายใหม่ภายในเดือนตุลาคมของทุกปี และคนพิการที่ยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการภายในเดือนพฤศจิกายนในปีงบประมาณใด จะมีสิทธิได้รับเงินเบี้ยความพิการในปีงบประมาณถัดไป

ข้อ 4 คำตอบที่ถูกต้อง: ข. 18 ปีบริบูรณ์

ตามระเบียบกำหนดว่า คนพิการซึ่งมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ และมีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สามารถยื่นคำขอลงทะเบียนและยื่นคำขอรับเงินเบี้ยความพิการด้วยตนเองได้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักกฎหมายทั่วไปที่ถือว่าบุคคลบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุครบ 18 ปีบริบูรณ์

โหลดระเบียบฉบับเต็มตรงนี้จ้า
รวมกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น 272 ฉบับ

รวมกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น อัพเดท 2568

รวม 272 ฉบับ

เนื้อหาประกอบด้วย

กลุ่มที่ 1 สําหรับที่ใช้บ่อย ใช้สอบ และใช้ทํางานเป็นประจํา

จํานวน 63 ฉบับ

กลุ่มที่ 2 กฎหมายและอนุบัญญัติที่เกี่ยวกับอํานาจหน้าที่เฉพาะ

จํานวน 147 ฉบับ

กลุ่มที่ 3 กฎหมายอื่นๆ ที่ปรากฏในการสอบตําแหน่งสายบริหาร

จํานวน 62 ฉบับ

ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยความพิการให้คนพิการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *