สรุป ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายให้แก่ อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2560
ผมจะอธิบายรายละเอียดของระเบียบนี้อย่างครบถ้วนทุกประเด็น เพื่อให้เข้าใจถึงหลักการ เงื่อนไข และแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง
ที่มาและความสำคัญ
ระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2560 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายให้แก่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ที่ปฏิบัติงานตามคำสั่งของผู้มีอำนาจ
ก่อนหน้านี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสบปัญหาเรื่องแนวทางการเบิกจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ อปพร. เนื่องจากขาดระเบียบเฉพาะที่ชัดเจน ทำให้เกิดความลังเลในการเบิกจ่ายและเกิดการตรวจทักท้วงจากหน่วยตรวจสอบ ระเบียบนี้จึงถูกออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
คำนิยามที่สำคัญ
ระเบียบนี้ได้กำหนดคำนิยามสำคัญไว้ดังนี้:
1. “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” หมายความว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล
2. “ผู้บริหารท้องถิ่น” หมายความว่า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล
3. “อาสาสมัคร” หมายความว่า อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนที่ได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด และได้ขึ้นทะเบียนเป็นอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งพื้นที่
4. “ผู้อำนวยการศูนย์ อปพร.” หมายความว่า ผู้อำนวยการศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนเทศบาล และผู้อำนวยการศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนองค์การบริหารส่วนตำบล
หลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่าใช้จ่าย
1. เงื่อนไขในการเบิกจ่าย:
อาสาสมัครที่มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายจะต้องเป็นผู้ที่:
• ได้รับคำสั่งช่วยสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่จากผู้อำนวยการศูนย์ อปพร. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
• ในกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ได้จัดตั้งศูนย์ อปพร. หรือยังไม่ได้แต่งตั้งผู้อำนวยการศูนย์ อปพร. ต้องได้รับคำสั่งจากผู้บริหารท้องถิ่น
• ในกรณีสาธารณภัย ต้องได้รับคำสั่งจากผู้อำนวยการในเขตพื้นที่ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
2. ลักษณะงานที่เข้าเกณฑ์การเบิกจ่าย:
• งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
• งานรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามกฎหมาย
• งานตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด
• งานอื่นที่ผู้มีอำนาจสั่งใช้ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
3. ประเภทค่าใช้จ่ายที่สามารถเบิกได้:
3.1 ค่าป่วยการ
• ไม่เกินวันละ 200 บาทต่อคน
• ให้พิจารณาเบิกจ่ายตามระยะเวลาและลักษณะของการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งอาจเบิกได้น้อยกว่า 200 บาทได้ตามความเหมาะสม
• การเบิกค่าป่วยการให้ใช้หลักฐานใบสำคัญรับเงินตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด
3.2 ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
• ให้เบิกตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น
• ให้เทียบเคียงกับข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน
• ค่าเดินทางประกอบด้วย: ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็น
• อัตราค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางเทียบเท่ากับข้าราชการประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน (240 บาทต่อวัน)
• อัตราค่าเช่าที่พักเหมาจ่ายไม่เกิน 800 บาทต่อวัน หรือเบิกตามจริงไม่เกิน 1,500 บาทต่อวัน
ขั้นตอนและกระบวนการเบิกจ่าย
1. การขออนุมัติปฏิบัติงาน:
• ผู้อำนวยการศูนย์ อปพร. หรือผู้มีอำนาจเป็นผู้มีคำสั่งให้อาสาสมัครปฏิบัติหน้าที่
• คำสั่งต้องระบุชื่อ-สกุล ภารกิจ สถานที่ปฏิบัติงาน ระยะเวลาปฏิบัติงาน อย่างชัดเจน
2. การจัดทำหลักฐานการปฏิบัติงาน:
• จัดทำบัญชีลงเวลาการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร
• จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ
• รวบรวมภาพถ่ายหรือหลักฐานอื่นที่แสดงการปฏิบัติงาน
3. การเบิกจ่ายเงิน:
• จัดทำใบสำคัญรับเงินสำหรับค่าป่วยการตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด
• จัดทำใบเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ (แบบ 8708) สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
• จัดทำเอกสารขออนุมัติเบิกจ่ายเงินเสนอต่อผู้บริหารท้องถิ่น
4. การอนุมัติการเบิกจ่าย:
• ผู้บริหารท้องถิ่น (นายก อบจ./นายกเทศมนตรี/นายก อบต.) เป็นผู้อนุมัติการเบิกจ่าย
• เจ้าหน้าที่การเงินตรวจสอบเอกสารและดำเนินการเบิกจ่ายให้แก่อาสาสมัคร
• การเบิกจ่ายให้แก่อาสาสมัครแต่ละคนให้เบิกจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นผู้ออกคำสั่ง
• กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ขอสนับสนุนอาสาสมัครจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ขอสนับสนุนเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่าย
กรณีพิเศษและข้อยกเว้น
1. การปฏิบัติงานนอกเขตพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น:
• อาสาสมัครสามารถเบิกค่าใช้จ่ายสำหรับการปฏิบัติงานนอกเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนสังกัดได้
• ต้องได้รับการอนุมัติจากผู้บริหารท้องถิ่นต้นสังกัดก่อน
• ผู้มีอำนาจสั่งการในพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยต้องมีคำสั่งร้องขอหรือสั่งใช้อาสาสมัครนั้น
2. กรณีฉุกเฉินเร่งด่วน:
• หากมีความจำเป็นเร่งด่วนไม่สามารถขออนุมัติจากผู้บริหารท้องถิ่นได้ทัน
• ให้รายงานต่อผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อขออนุมัติทันทีที่โอกาสแรกที่สามารถทำได้
3. กรณีอาสาสมัครปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ:
• อาจมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
• ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์วิธีการปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
แหล่งงบประมาณในการเบิกจ่าย
การเบิกจ่ายตามระเบียบนี้ให้เบิกจ่ายจาก:
• งบประมาณรายจ่ายประจำปี
• งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม
• โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรตั้งงบประมาณไว้ในหมวดค่าตอบแทน หรือหมวดค่าใช้สอย ตามความเหมาะสม
การตีความและวินิจฉัยปัญหา
• กรณีมีปัญหาในการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้วินิจฉัย
• คำวินิจฉัยของปลัดกระทรวงมหาดไทยให้ถือเป็นที่สุด
• ปลัดกระทรวงมหาดไทยอาจมอบอำนาจการวินิจฉัยให้อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก็ได้
ผลกระทบของระเบียบนี้
1. ผลต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น:
• มีความชัดเจนในการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายให้แก่อาสาสมัคร
• ลดความเสี่ยงในการถูกทักท้วงจากหน่วยตรวจสอบเช่น สตง. หรือ ปปช.
• สามารถใช้กำลังอาสาสมัครได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. ผลต่ออาสาสมัคร:
• สร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่
• ได้รับค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมชดเชยรายได้ที่เสียไปจากการมาปฏิบัติหน้าที่
• เกิดความมั่นใจในการออกปฏิบัติงานและอุทิศเวลาเพื่อส่วนรวม
3. ผลต่อประชาชนและชุมชน:
• ได้รับการช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
• เพิ่มศักยภาพในการรับมือกับสาธารณภัยระดับท้องถิ่น
• สร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในระดับพื้นที่
ความแตกต่างจากระเบียบเดิม
ก่อนมีระเบียบนี้ การเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายให้แก่อาสาสมัครขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีความชัดเจน ต้องอาศัยการตีความจากระเบียบอื่นๆ เช่น:
• ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
• ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น
ซึ่งทำให้เกิดความลักลั่นในการปฏิบัติและการตรวจสอบ ระเบียบนี้จึงมีความสำคัญในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยกำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
ข้อควรระวังในการปฏิบัติตามระเบียบ
1. การออกคำสั่ง: คำสั่งให้อาสาสมัครปฏิบัติหน้าที่ต้องทำเป็นหนังสือและระบุรายละเอียดให้ชัดเจน
2. การจัดทำเอกสารหลักฐาน: ต้องมีการจัดทำหลักฐานการปฏิบัติงานที่ครบถ้วน เช่น บัญชีลงเวลา รายงานผลการปฏิบัติงาน ภาพถ่าย
3. การเบิกซ้ำซ้อน: ต้องระวังไม่ให้มีการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนจากแหล่งงบประมาณอื่น
4. การปฏิบัติงานนอกเขตพื้นที่: ต้องได้รับอนุมัติจากผู้บริหารท้องถิ่นก่อนปฏิบัติงาน เว้นแต่กรณีฉุกเฉินเร่งด่วน
5. อัตราการเบิกจ่าย: ต้องเบิกจ่ายไม่เกินอัตราที่กำหนด และควรพิจารณาตามความเหมาะสมกับระยะเวลาและลักษณะงาน
บทสรุป
ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายให้แก่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2560 เป็นระเบียบสำคัญที่ช่วยสร้างความชัดเจนในการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายให้แก่อาสาสมัคร อปพร. ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลืองานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในระดับท้องถิ่น
ระเบียบนี้ไม่เพียงช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่อาสาสมัคร แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศในระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดความสูญเสียจากภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรศึกษาและทำความเข้าใจระเบียบนี้อย่างถ่องแท้ เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายให้แก่อาสาสมัครได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของระเบียบอย่างแท้จริง
แนวข้อสอบระเบียบกระทรวงมหาดไทย
ว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายให้แก่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2560
ส่วนที่ 1: บททั่วไปและคำนิยาม
ข้อ 1. ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายให้แก่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้เมื่อใด
ก. วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข. วันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ค. 30 วันหลังจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ง. 60 วันหลังจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข้อ 2. ใครเป็นผู้รักษาการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายให้แก่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2560
ก. นายกรัฐมนตรี
ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ค. ปลัดกระทรวงมหาดไทย
ง. อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ข้อ 3. “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ตามระเบียบนี้ หมายความถึง
ก. องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล
ข. องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และเมืองพัทยา
ค. เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล
ง. กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล
ข้อ 4. คำว่า “อาสาสมัคร” ตามระเบียบนี้ หมายถึง
ก. อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนทุกคน
ข. อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนที่ได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด
ค. อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนที่ขึ้นทะเบียนกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ง. อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนที่ได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด และได้ขึ้นทะเบียนเป็นอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งพื้นที่
ข้อ 5. “ผู้อำนวยการศูนย์ อปพร.” ตามระเบียบนี้ หมายถึง
ก. ผู้อำนวยการศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนกลาง
ข. ผู้อำนวยการศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนจังหวัด
ค. ผู้อำนวยการศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนเทศบาล และผู้อำนวยการศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนองค์การบริหารส่วนตำบล
ง. ผู้อำนวยการศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล
ส่วนที่ 2: อำนาจหน้าที่และการเบิกจ่าย
ข้อ 6. ใครเป็นผู้มีอำนาจในการวินิจฉัยปัญหาในการปฏิบัติตามระเบียบนี้
ก. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ข. ปลัดกระทรวงมหาดไทย
ค. อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ง. ผู้ว่าราชการจังหวัด
ข้อ 7. อาสาสมัครที่มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายตามระเบียบนี้ ต้องเป็นผู้ได้รับคำสั่งช่วยสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่จากใคร
ก. ผู้อำนวยการกลาง
ข. ผู้อำนวยการศูนย์ อปพร. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ค. นายกรัฐมนตรี
ง. นายอำเภอ
ข้อ 8. กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดไม่ได้จัดตั้งศูนย์ อปพร. หรือยังไม่ได้แต่งตั้งผู้อำนวยการศูนย์ อปพร. ใครเป็นผู้มีอำนาจออกคำสั่งให้อาสาสมัครปฏิบัติหน้าที่
ก. ผู้ว่าราชการจังหวัด
ข. นายอำเภอ
ค. หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด
ง. ผู้บริหารท้องถิ่น
ข้อ 9. หากเกิดสาธารณภัยขึ้น ใครมีอำนาจออกคำสั่งใช้อาสาสมัครปฏิบัติหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ก. เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ข. ผู้อำนวยการในเขตพื้นที่ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ค. หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด
ง. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ข้อ 10. ค่าป่วยการสำหรับอาสาสมัครที่ปฏิบัติหน้าที่ สามารถเบิกจ่ายได้ในอัตราเท่าใด
ก. ไม่เกินวันละ 200 บาทต่อคน
ข. ไม่เกินวันละ 240 บาทต่อคน
ค. ไม่เกินวันละ 300 บาทต่อคน
ง. ไม่เกินวันละ 500 บาทต่อคน
ข้อ 11. การเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของอาสาสมัค ให้เทียบเคียงกับข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นประเภทใด
ก. ประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน
ข. ประเภททั่วไป ระดับชำนาญงาน
ค. ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ
ง. ประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการ
ข้อ 12. การเบิกค่าป่วยการให้ใช้หลักฐานใดเป็นหลักฐานการจ่าย
ก. ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน
ข. ใบสำคัญรับเงินตามแบบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด
ค. ใบสำคัญรับเงินตามแบบที่กรมบัญชีกลางกำหนด
ง. ใบเสร็จรับเงินทั่วไป
ข้อ 13. อาสาสมัครที่ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่นอกเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนสังกัด ต้องได้รับอนุมัติจากใคร
ก. ผู้อำนวยการศูนย์ อปพร. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ข. ผู้อำนวยการศูนย์ อปพร. จังหวัด
ค. ผู้บริหารท้องถิ่นต้นสังกัด
ง. นายอำเภอในพื้นที่
ข้อ 14. กรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ควรปฏิบัติอย่างไร
ก. ให้ปฏิบัติหน้าที่ก่อน แล้วรายงานผู้บริหารท้องถิ่นทราบโดยเร็ว
ข. ให้รอคำสั่งจากผู้บริหารท้องถิ่นก่อนเสมอ
ค. ให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่เป็นผู้สั่งการและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ง. ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้หากไม่มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร
ข้อ 15. กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่งร้องขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร การเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายเป็นหน้าที่ของใคร
ก. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ขอความช่วยเหลือ
ข. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นสังกัดของอาสาสมัคร
ค. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นสถานที่เกิดเหตุ
ง. แบ่งจ่ายฝ่ายละครึ่ง
ส่วนที่ 3: การปฏิบัติงานและค่าใช้จ่าย
ข้อ 16. การเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายตามระเบียบนี้ ให้เบิกจ่ายจากงบประมาณใด
ก. งบประมาณรายจ่ายประจำปีหรืองบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม
ข. เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินเท่านั้น
ค. งบประมาณจากกองทุนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ง. งบประมาณจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ข้อ 17. ใครเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติการเบิกจ่ายเงินตามระเบียบนี้
ก. ผู้อำนวยการศูนย์ อปพร. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ข. ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ค. ผู้บริหารท้องถิ่น
ง. เจ้าหน้าที่การเงินองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ข้อ 18. ลักษณะงานประเภทใดที่อาสาสมัครปฏิบัติหน้าที่แล้วสามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้
ก. งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเท่านั้น
ข. งานรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามกฎหมายเท่านั้น
ค. งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรืองานรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามกฎหมาย
ง. เฉพาะงานอำนวยความสะดวกด้านการจราจร
ข้อ 19. อัตราค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางของอาสาสมัครเป็นเท่าใด
ก. ไม่เกินวันละ 200 บาท
ข. ไม่เกินวันละ 240 บาท
ค. ไม่เกินวันละ 270 บาท
ง. ไม่เกินวันละ 300 บาท
ข้อ 20. อัตราค่าเช่าที่พักแบบเหมาจ่ายของอาสาสมัครมีอัตราเท่าใด
ก. ไม่เกินวันละ 600 บาท
ข. ไม่เกินวันละ 800 บาท
ค. ไม่เกินวันละ 1,000 บาท
ง. ไม่เกินวันละ 1,200 บาท
เฉลยข้อสอบ: ระเบียบกระทรวงมหาดไทย
ว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายให้แก่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2560
ข้อ 1 เฉลย: ข. วันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ตามหลักการออกระเบียบทั่วไป ระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2560 และมีผลบังคับใช้ในวันถัดไป คือวันที่ 29 เมษายน 2560 โดยในระเบียบข้อ 2 ระบุว่า “ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป”
ข้อ 2 เฉลย: ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
เนื่องจากเป็นระเบียบที่ออกโดยกระทรวงมหาดไทย ผู้ที่มีอำนาจรักษาการตามระเบียบนี้จึงเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีอำนาจในการวินิจฉัย ตีความ หรือวางแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบนี้
ข้อ 3 เฉลย: ก. องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล
ตามข้อ 4 ของระเบียบนี้ได้ให้คำนิยาม “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” หมายความว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล ไม่รวมเมืองพัทยาและกรุงเทพมหานคร
ข้อ 4 เฉลย: ง. อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนที่ได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด และได้ขึ้นทะเบียนเป็นอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งพื้นที่
ตามข้อ 4 ระเบียบกำหนดคำนิยาม “อาสาสมัคร” ไว้ว่า หมายถึงผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด และได้ขึ้นทะเบียนแล้วเท่านั้น ผู้ที่ไม่ผ่านการอบรมหรือไม่ได้ขึ้นทะเบียนไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายตามระเบียบนี้ได้
โหลดระเบียบฉบับเต็มตรงนี้จ้ารวมกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น อัพเดท 2568
รวม 272 ฉบับ
เนื้อหาประกอบด้วย
กลุ่มที่ 1 สําหรับที่ใช้บ่อย ใช้สอบ และใช้ทํางานเป็นประจํา
จํานวน 63 ฉบับ
กลุ่มที่ 2 กฎหมายและอนุบัญญัติที่เกี่ยวกับอํานาจหน้าที่เฉพาะ
จํานวน 147 ฉบับ
กลุ่มที่ 3 กฎหมายอื่นๆ ที่ปรากฏในการสอบตําแหน่งสายบริหาร
จํานวน 62 ฉบับ

